มุมมองต่อเศรษฐกิจในปี 2022

22 December 2021
Stephanie Leung
Group CIO

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

อยากอ่านเพิ่ม?

เราหวังว่าคุณจะได้ประโยชน์ จากบทความของเรา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนอีกหลายแสนคนที่ต้องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสมัครรับบทความและบทวิเคราะห์ของเราที่จะส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

โควิด-19 ตัวเร่งปฏิกิริยา 3 เทรนด์สำคัญของเศรษฐกิจโลกอย่าง ภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงครั้งใหม่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน และการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ 

ตลอดปีที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงเป็นตัวเร่งสำคัญต่อหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกของเราแบบคาดเดาไม่ได้ ทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในสหรัฐอเมริกา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซาลงของจีน และโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดและพอร์ตการลงทุนของเรา

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2021 จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่าท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ เราพอจะคาดหวังถึงเรื่องดีๆ ได้บ้างหรือไม่ คำตอบคือ มีแน่นอน ถ้าเรามองภาพในระยะยาว

ภายใต้ตลาดที่ผันผวนนี้ เรามองเห็นเทรนด์สำคัญบางอย่างจากการระบาดของโควิด-19 ที่ควรจะสังเกตการณ์ต่อไปว่าเทรนด์เหล่านี้จะมีโอกาสพัฒนาและสร้างโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ในปี 2022 และปีต่อๆ ไปได้หรือไม่

เรากำลังเข้าสู่ภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงครั้งใหม่

การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ทั่วโลกครั้งนี้ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งมีที่มาจาก:

  • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้คนจับจ่ายใช้สอยเพื่อให้มีเงินหมุนเวียนเข้าระบบมากขึ้น
  • การหยุดชะงักของ Supply Chain ยิ่งทำให้ราคาขายพุ่งสูงขึ้น
  • การปรับเปลี่ยนจุดยืนของธนาคารกลางสหรัฐเมื่อเดือนสิงหาคม 2020 ที่ยอมให้อัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นเกินกว่าเป้าหมายที่ 2% เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวและการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ

โดยมาตรการเหล่านี้ต่างมีประสิทธิภาพและส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ก็ส่งผลให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อที่แผ่ขยายไปยังกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและภาคบริการต่าง ๆ จำนวนมาก ตั้งแต่ราคาอาหาร ค่าเช่า ไปจนถึงพลังงาน

ทั้งนี้ ธนาคารกลางเองมีความเห็นว่าเงินเฟ้อจะอยู่กับเราไปจนถึงปี 2022 ธนาคารกลางจึงเริ่มปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในสถานการณ์โควิด-19 ที่ออกมาก่อนหน้านี้รวมทั้งการทยอยปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

อนาคตของอัตราเงินเฟ้อจะเป็นอย่างไร

ตลาดคาดการณ์ว่าในปีหน้าอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าจากอัตราปัจจุบัน ซึ่งมีจุดประสงค์หลักเพื่อช่วยให้เงินเฟ้อไม่ปรับตัวสูงขึ้นเร็วเกินไป โดยการชะลอการตัดสินใจใช้จ่ายหรือกู้ยืมเงินของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

แต่ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เราจึงสามารถคาดการณ์ได้ว่าอัตราดอกเบี้ยแท้จริง (Real interest rate) ยังคงจะติดลบ ดังนั้นในสถานการณ์นี้ มูลค่าที่แท้จริงของเงินสดจะอ่อนค่าลงมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับจากธนาคาร ซึ่งจะยิ่งทำให้กลุ่มสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหุ้นน่าดึงดูดสำหรับนักลงทุน เพราะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้

ที่ StashAway เราตระหนักดีว่าภาวะเงินเฟ้อสูงได้เกิดขึ้นแล้วและน่าจะอยู่กับเราไปตลอดปี 2022 เราจึงมีการทำ Re-optimise ของ StashAway ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2021 เพื่อปรับสัดส่วนสินทรัพย์ให้สมดุลและเหมาะสมกับภาวะเงินเฟ้อสูง โดยเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็น Inflation-hedge เช่น หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงานในสหรัฐอเมริกา กอง REITs หุ้นกู้ในตลาดเกิดใหม่ และ หุ้นของประเทศที่มีการการส่งออก Commodity สูงอย่างออสเตรเลีย

เศรษฐกิจจีนกำลังเริ่มฟื้นตัว

หลังจากสิ้นสุดปี 2020 ระบบเศรษฐกิจของประเทศฝั่งตะวันตกต้องเผชิญกับผลกระทบขั้นรุนแรงจากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ แต่สำหรับประเทศจีน ซึ่งสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นช่วงที่ระบบเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว โดยธนาคารกลางจีนได้เพิ่มความเข้มงวดของนโยบายทางการเงินเพื่อควบคุมไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงมากเกินไป นโยบายทางการเงินที่เข้มงวดนี้ประกอบกับมาตรการควบคุมกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนที่กำลังเติบโตในประเทศส่งผลให้มูลค่าหุ้นของจีนตกลงในช่วงปีที่ผ่านมา

แต่เวลานี้เศรษฐกิจจีนกำลังเริ่มฟื้นตัว

ล่าสุดในเดือนนี้ ธนาคารกลางจีนได้ประกาศผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการ ลดอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องขั้นต่ำ (Required Reserve Ratio) ลง 0.5%ซึ่งการลดอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องขั้นต่ำนี้ทำให้ธนาคารต่างๆ สามารถปล่อยเงินกู้ได้ง่ายขึ้น เป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกวิธีหนึ่ง (ในกรณีนี้ มูลค่าที่เกิดขึ้นคือ 188 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)

ก้าวต่อไปของจีนจะเป็นอย่างไร

เศรษฐกิจของจีนจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์โดย Bloomberg มีการคาดการณ์ว่า GDP ของจีนจะเติบโต 5.3% ในปี 2022 แซงหน้าประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยูโรโซน และญี่ปุ่น

โดยส่วนหนึ่งของการเติบโตนี้เป็นผลมาจากการที่จีนตั้งเป้าจะเป็นประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยี เพราะต้องการลดการพึ่งพาประเทศฝั่งตะวันตก และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้นกับประเทศที่มีต้นทุนการผลิตและค่าแรงที่ต่ำ

ตัวอย่างเช่น จีนวางแผนที่จะผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ให้สามารถตอบสนองความต้องการในประเทศให้ได้มากถึง 70% ภายในปี 2025 เพิ่มจากปัจจุบันที่ประมาณ 50% ซึ่งสอดคล้องไปกับธุรกิจยานยนต์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและใช้หุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตแทนมนุษย์มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ทีมงานด้านการลงทุนของเราจึงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของจีนในระยะยาว และยังคงสัดส่วนการลงทุนในตลาดจีนของพอร์ตการลงทุนของเรา

เรากำลังก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ (the Fourth Industrial Revolution)

ในช่วงปีที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีทั่วโลก และทำให้บริษัทจำนวนมากทำ Digital transformation ได้เร็วกว่าที่ควรจะเป็น 3 ถึง 4 ปี และการเปลี่ยนแปลงนี้ยังมีแนวโน้มจะคงอยู่กับองค์กรในระยะยาว

ตัวอย่างเช่น:

  • หลายบริษัทต้องปรับตัวเพื่อให้บริการลูกค้าในรูปแบบดิจิทัลให้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองกับผู้บริโภคที่หันมาใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น
  • อุตสาหกรรมทางการแพทย์ได้ใช้ประโยชน์จาก AI (ปัญญาประดิษฐ์) เพื่อพัฒนาวัคซีนและวิธีการวินิจฉัยโรค
  • มีการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนของ Supply Chain จากบริษัทเพิ่มมากขึ้น

หากดูจากเส้น S-Curve ในกราฟด้านล่างซึ่งแสดงให้เห็นการเติบโตของการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ในกลุ่มผู้บริโภค จะเห็นว่าเทคโนโลยีจำนวนมากเหล่านี้อยู่ในจุดที่พร้อมเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต


เส้น S-Curve แสดงการเติบโตของการยอมรับเทคโนโลยีใหม่

202112-CIO-Insights-Adoption S-Curve Breakthrough Technologies

ก้าวต่อไปของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่คืออะไร

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สามเป็นการเริ่มใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อปรับให้กระบวนการการผลิตเป็นแบบอัตโนมัติ และในตอนนี้ถึงเวลาที่เรากำลังก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่อย่างเต็มตัว ด้วยเทคโนโลยีที่จะเชื่อมโลกจริงกับโลกเสมือนเข้าด้วยกัน

และเรามั่นใจว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้จะไม่ใช่แค่เทรนด์ที่มาไวไปไว แต่จะเป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงโลก

พอร์ตการลงทุนของเราพร้อมแล้วสำหรับปี 2022

โควิด-19 จะยังคงสร้างความไม่แน่นอนในตลาดการเงินต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของเทรนด์สำคัญเหล่านี้ที่จะอยู่กับเราไปในระยะยาว

พอร์ตการลงทุนของเราจึงพร้อมสำหรับการลงทุนในปีหน้า เพราะได้มีการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ หลายกลุ่มธุรกิจและในหลายภูมิภาครวมถึงจีนและสินทรัพย์ที่เป็น Inflation-hedge ที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไว้เรียบร้อยแล้ว

เราหวังว่ามุมมองต่อเศรษฐกิจในปีหน้านี้จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ใช่เฉพาะในปี 2022 เท่านั้น แต่รวมไปถึงภาพระยะยาวในอีกสิบปีข้างหน้า สุดท้ายนี้ Stay safe, stay invested และมีความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ครับ


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

อยากอ่านเพิ่ม?

เราหวังว่าคุณจะได้ประโยชน์ จากบทความของเรา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนอีกหลายแสนคนที่ต้องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสมัครรับบทความและบทวิเคราะห์ของเราที่จะส่งตรงถึงอีเมลของคุณ