CIO Insights: ฝ่าวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ
ในช่วงหลายสัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ที่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ตลาดยังคงอยู่ในช่วงประเมินว่าสงครามในตะวันออกกลางจะขยายวงกว้างไปเพียงใด จะยืดเยื้อแค่ไหน และจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ รวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ความเป็นจริงคือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์นั้นมีความไม่แน่นอนสูง ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการทางทหาร การตอบโต้ทางการทูต หรือการตัดสินใจทางการเมือง ล้วนเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ยากต่อการคาดการณ์ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้เราจะไม่สามารถทำนายได้ว่าความขัดแย้งจะดำเนินไปในทิศทางใด แต่ประวัติศาสตร์ยังคงให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
ใน CIO Insights เดือนนี้ เราจะพาไปย้อนรอยว่าตลาดตอบสนองต่อความขัดแย้งในอดีตอย่างไร และบทเรียนเหล่านั้นมีความหมายอย่างไรต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน
3 Key takeaways
- ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ความตื่นตระหนกของตลาดที่เกิดจากสงครามมักจะรุนแรงแต่เกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ ยกเว้นในกรณีที่การหยุดชะงักด้านพลังงานกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ในอดีตที่ผ่านมา ตลาดมักจะถูกเทขายอย่างรวดเร็วเมื่อความไม่แน่นอนพุ่งสูงขึ้น แต่จุดต่ำสุดมักจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนเริ่มเห็นความชัดเจนของผลกระทบทางเศรษฐกิจ (โดยเฉพาะการหยุดชะงักของสินค้าโภคภัณฑ์) มากกว่าที่จะรอให้สงครามจบลงจริงๆ โดยเฉลี่ยแล้ว ตลาดใช้เวลาประมาณ 30 วันทำการในการฟื้นตัว ยกเว้นในช่วงทศวรรษ 1970 ที่การหยุดชะงักของ Supply น้ำมันรุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งเมื่อผสมโรงกับภาวะเศรษฐกิจมหภาคในขณะนั้น จึงลุกลามกลายเป็นภาวะ Stagflation
- สำหรับความขัดแย้งในครั้งนี้ คำถามสำคัญคือวิกฤติด้านพลังงานจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวหรือจะลากยาว? ตามสถิติแล้ว ตลาดจะเริ่มมีเสถียรภาพเมื่อนักลงทุนเชื่อว่าวิกฤติพลังงานนั้นมีเพดานจำกัด เช่น เมื่อราคาน้ำมันหยุดพุ่งทะยาน หรือเริ่มมีหลักฐานว่าการหยุดชะงักของ Supply อยู่ในระดับที่จัดการได้ นอกจากนี้ เหตุการณ์ในอดีตชี้ให้เห็นว่า หากราคาน้ำมันไม่อยู่ในระดับสูงเกินกว่า 2-3 ไตรมาส ระบบเศรษฐกิจมักจะดูดซับแรงกระแทกได้ก่อนที่จะเกิดภาวะ Stagflation ซึ่งสำหรับสถานการณ์ล่าสุดในช่องแคบฮอร์มุซ สัญญาณสำคัญที่ต้องจับตาคือการกลับมาเดินเรือของเรือบรรทุกน้ำมัน หรือการเริ่มปรับตัวของ Demand พลังงาน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบันช่วยลดโอกาสที่จะเกิดภาวะ Stagflation ซ้ำรอยทศวรรษ 1970 เนื่องจากปัจจุบันระบบเศรษฐกิจพึ่งพาน้ำมันน้อยลง สหรัฐพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางน้อยลง และธนาคารกลางต่างๆ ยังมีความน่าเชื่อถือในการต่อสู้กับเงินเฟ้อมากกว่าในอดีต
- การ Stay Invested ในพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดี ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพกว่าการพยายามจับจังหวะตลาดจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แม้สงครามมักจะกระตุ้นให้เกิดความผันผวนในระยะสั้น แต่ตลาดมักจะฟื้นตัวได้เมื่อความไม่แน่นอนเริ่มหมดไป โดยจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง 12 ครั้งนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10% ภายใน 1 ปีหลังจากเกิดความขัดแย้ง แม้เหตุการณ์เหล่านี้มักทำให้เกิดการสลับกลุ่มสินทรัพย์ (Rotation) ในระยะสั้น แต่การคาดการณ์จังหวะเหล่านั้นแบบ Real-time ทำได้ยากมาก ดังนั้น การรักษาวินัยและการกระจายความเสี่ยงในหลากหลายสินทรัพย์เพื่อผ่านช่วงที่ตลาดปรับฐาน จึงเป็นกลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้วว่ามีความทนทานสูงกว่าการซื้อขายไปตามข่าวพาดหัวรายวัน
ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าตลาดมักกลับมามีเสถียรภาพเมื่อผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มชัดเจน
โดยปกติแล้ว ความตื่นตระหนกของตลาดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มักจะรุนแรง แต่เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง 12 ครั้ง (ดูตาราง 1) พบว่าดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงเฉลี่ยประมาณ 9% และตลาดมักจะลงไปแตะจุดต่ำสุดภายในเวลาประมาณ 36 วันทำการ แต่หากไม่นับรวมวิกฤติการณ์น้ำมันในช่วงปี 1970 ค่าเฉลี่ยการปรับตัวลงจะอยู่ที่เพียง 6% และตลาดจะใช้เวลาเพียง 16 วันทำการในการลงไปทำจุดต่ำสุด
เมื่อความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลาย การฟื้นตัวมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากไม่นับช่วงทศวรรษ 1970 วัฏจักรตั้งแต่ช่วงที่ตลาดถูกเทขายไปจนถึงการฟื้นตัวกลับมา จะใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 32 วันทำการ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ตลาดมักจะรับรู้และตอบสนองต่อความเสี่ยงจากสงครามได้ค่อนข้างเร็ว

บทเรียนสำคัญคือ ตลาดแทบไม่เคยรอให้สงครามสิ้นสุดลงก่อนที่จะเริ่มทรงตัว แต่จุดเปลี่ยนมักจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนเริ่มเห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับ ‘ผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง’ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทิศทางของราคาน้ำมัน โดยตลาดมักจะทำจุดต่ำสุดเมื่อมีสัญญาณชัดเจนว่า การหยุดชะงักของ Supply อยู่ในระดับที่จัดการได้ การขยายตัวของความขัดแย้งถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ Demand มีการปรับตัว หรือมีการออกนโยบายเพื่อรองรับแรงกระแทก ซึ่งบ่อยครั้งที่ราคาสินทรัพย์ต่างๆ มักปรับตัวขึ้นมาแล้ว ก่อนที่จะมีการประกาศยุติสงครามอย่างเป็นทางการ
กรณีศึกษาจากหลายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์:
- สงครามอ่าว (1990-91): ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 2 เท่า หลังอิรักบุกคูเวต ส่งผลให้ Supply น้ำมันโลกหายไป 5-6% และดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงราว 16% แต่ตลาดหุ้นกลับทำจุดต่ำสุดก่อนสงครามจะจบลงหลายเดือน เมื่อตลาดเริ่มเห็นชัดเจนว่ากำลังการผลิตน้ำมันสำรองของซาอุดีอาระเบียและการแทรกแซงจากกองกำลังผสม จะช่วยกู้คืน Supply กลับมาในระดับปกติได้
- สงครามอิรัก (2003): ในตอนแรกราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจากความกลัวเรื่อง Supply หยุดชะงัก แต่หลังจากสงครามเริ่มขึ้นและพบว่าโครงสร้างพื้นฐานของอิรักยังคงสมบูรณ์ ทำให้ความเสี่ยงด้าน Supply ดูเหมือนจะจัดการได้ ดังนั้น ราคาน้ำมันจึงปรับตัวลดลง และตลาดหุ้นได้ทำจุดต่ำสุดในช่วงเริ่มต้นของการบุก แม้ว่าสงครามจะยืดเยื้อต่อไปอีกหลายปีก็ตาม
- สงครามรัสเซีย-ยูเครน (2022): ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปและน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นหลังการบุกโจมตี แต่ตลาดเริ่มมีเสถียรภาพเมื่อเห็นชัดว่ายุโรปสามารถจัดหาก๊าซ LNG มาทดแทนก๊าซจากรัสเซียได้ รวมถึงการปรับตัวของ Demand และระดับก๊าซสำรองที่เพียงพอ โดยราคาก๊าซได้พุ่งทำจุดสูงสุดในเดือน ส.ค. 2022 ขณะที่ตลาดหุ้นโลกทำจุดต่ำสุดในอีก 2 เดือนต่อมา
อย่างไรก็ตาม วิกฤติการณ์น้ำมันในทศวรรษ 1970 กลับเป็นข้อยกเว้น เพราะการหยุดชะงักของ Supply กินเวลานานหลายปี ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าจ้างและทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในวงกว้าง ขณะที่ธนาคารกลางต่างๆ พยายามอย่างหนักเพื่อควบคุมสถานการณ์ ผลลัพธ์ที่ได้คือ เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอ แต่เงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง) เหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจก็ต่อเมื่อการหยุดชะงักด้านพลังงานนั้นมีขนาดใหญ่และยืดเยื้อ
แนวโน้มตลาดในวันนี้ขึ้นอยู่กับว่า ‘วิกฤติพลังงาน’ จะยืดเยื้อหรือไม่?
คำถามสำคัญสำหรับความขัดแย้งในครั้งนี้คือ วิกฤติด้านพลังงานจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวหรือจะลากยาว? ความเสี่ยงหลักอยู่ที่การหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าพลังงานโลก เพราะมีการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางนี้ถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของ Supply น้ำมันทั่วโลก
จากกราฟ 1 ด้านล่าง แสดงให้เห็นว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้หยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง โดยจำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบลดฮวบลงเหลือเพียง 4 ลำ ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมา จากค่าเฉลี่ย 390 ลำต่อสัปดาห์ในช่วง 12 เดือนก่อนหน้า

หากการหยุดชะงักครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ เช่น เรือบรรทุกน้ำมันกลับมาเดินเรือได้ตามปกติ หรือมีการนำน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาใช้เพื่อชดเชย Supply ที่หายไป ตลาดก็อาจกลับมาเริ่มมีเสถียรภาพ แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูงอยู่ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนเห็นหลักฐานชัดเจนว่าวิกฤติพลังงานนั้น ‘ถูกจำกัดวงไว้ได้’ แทนที่จะบานปลาย แต่หากการหยุดชะงักยังคงยืดเยื้อ ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นต่อไปและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation อย่างมีนัยสำคัญ
ตามที่แสดงในกราฟ 2 Bloomberg Economics ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ อาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดเป็นเวลา 1 เดือน(1) และหากการหยุดชะงักลากยาวไปถึง 3 เดือน เราอาจได้เห็นราคาน้ำมันพุ่งแตะจุดสูงสุดที่ประมาณ 160 ดอลลาร์ฯ
ผลกระทบเชิงมหภาคอาจตามมาอย่างรวดเร็ว โดยมีการประเมินว่า หากราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 110 ดอลลาร์ฯ อาจฉุดรั้งการเติบโตของ GDP สหรัฐลง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และดันอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้น 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากราคาน้ำมันเข้าใกล้ 170 ดอลลาร์ฯ ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

ทำไม ‘ระยะเวลา’ ของวิกฤติน้ำมันถึงมีความสำคัญ?
โดยปกติแล้ว ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจะนำไปสู่การลดการบริโภค การระบายน้ำมันสำรอง หรือแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สามารถบีบให้สถานการณ์คลี่คลายลง แต่จนกว่าจะถึงจุดนั้น ‘ระยะเวลา’ คือความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด เพราะยิ่ง Supply หยุดชะงักนานเท่าไหร่ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งในด้านค่าจ้าง ราคาสินค้า และการคาดการณ์เงินเฟ้อ
งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า การส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังค่าจ้างและเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) มักใช้เวลาหลายไตรมาส หมายความว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในระยะสั้นมักจะดึงให้เงินเฟ้อสูงขึ้นเพียงชั่วคราว(2) ในทางกลับกัน วิกฤติที่ลากยาวมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อในวงกว้าง และในกรณีรุนแรงที่สุด อาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation
เหตุการณ์ราคาน้ำมันพุ่งสูง แต่กลับตัวลงภายในไม่กี่เดือน เช่น ในช่วงสงครามอ่าวปี 1990 และการบุกยูเครนของรัสเซียในปี 2022 ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) สูงขึ้นเพียงชั่วคราว และไม่ได้กระตุ้นให้เกิดผลกระทบรอบสอง (Second-round Effects) ที่ต่อเนื่อง ตรงกันข้ามกับวิกฤติน้ำมันในทศวรรษ 1970 ที่ราคาพลังงานทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานหลายปี ทำให้ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นส่งผ่านไปยังค่าจ้างและการคาดการณ์เงินเฟ้อ จนท้ายที่สุดก็นำไปสู่ภาวะ Stagflation
เศรษฐกิจในยุคปัจจุบันแตกต่างจากทศวรรษ 1970 อย่างไร?
บริบทของเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันมีความแตกต่างจากเศรษฐกิจยุคก่อนในหลายด้าน ดังนี้:
- ตลาดพลังงานมีความยืดหยุ่นมากกว่ายุค 1970: ในยุคนั้น กลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างหนัก กำลังการผลิตสำรองมีจำกัด และยังไม่มีการประสานงานเรื่องน้ำมันสำรองฉุกเฉิน ซึ่งเหตุการณ์วิกฤติน้ำมันครั้งแรกนั้นเองที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการก่อตั้งสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ในปี 1974 และคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (SPR) ในปี 1975 แต่ในปัจจุบัน แหล่ง Supply มีความหลากหลายมากขึ้น (โดยเฉพาะสหรัฐที่กลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก) และประเทศสมาชิก IEA ต่างก็มีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมการนำเข้าได้นานถึง 90 วัน
- งานวิจัยชี้ว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันทนต่อวิกฤติพลังงานได้ดีกว่ายุค 1970 มาก(3): ในยุคนั้น น้ำมันมีสัดส่วนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจสูงกว่ายุคปัจจุบันมาก และตลาดแรงงานก็มีการใช้ระบบการปรับค่าจ้างตามดัชนีเงินเฟ้ออย่างแพร่หลาย (ซึ่งทำให้ค่าแรงพุ่งสูงขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเงินเฟ้อพุ่ง) นอกจากนี้ ธนาคารกลางในสมัยนั้นยังปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อได้ช้ากว่าปัจจุบัน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผลกระทบจากวิกฤติพลังงานลุกลามไปยังค่าจ้างและต้นทุนของทั้งระบบเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบัน เศรษฐกิจพึ่งพาน้ำมันน้อยลง การปรับค่าจ้างตามเงินเฟ้อทำได้ยากขึ้น และธนาคารกลางต่างๆ ยังสามารถดำเนินนโยบายภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่มีความน่าเชื่อถือ
แน่นอนว่า ‘เกราะป้องกัน’ เหล่านี้ไม่ได้ขจัดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักที่ยืดเยื้อไปได้ทั้งหมด หากการขาดแคลน Supply ลากยาวพอที่จะทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องหลายไตรมาส ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นก็ยังสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ โดยจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ดันการคาดการณ์เงินเฟ้อให้สูงขึ้น และกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจในที่สุด
สัญญาณที่ต้องจับตาในระยะข้างหน้า
สำหรับนักลงทุน สัญญาณแรกๆ ที่บ่งบอกว่าตลาดกำลังเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล มักจะปรากฏให้เห็นใน ตลาดพลังงาน สินทรัพย์ Safe-haven และความผันผวน โดยตามสถิติในอดีต การปรับตัวลงจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์มักจะทำจุดต่ำสุดเมื่อเริ่มมีสัญญาณว่า การหยุดชะงักของ Supply อยู่ในระดับที่จัดการได้ ราคาน้ำมันหยุดพุ่งทะยาน กระแสเงินที่ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ Safe-haven เริ่มชะลอตัวลง และความผันผวนของตลาดเริ่มลดน้อยลง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ตลาดมักจะเริ่มนิ่งเมื่อนักลงทุนมั่นใจว่าวิกฤติสินค้าโภคภัณฑ์จะไม่เลวร้ายลงไปกว่านี้แล้ว โดยที่ตลาดไม่จำเป็นต้องรอให้ผลลัพธ์ของสงครามออกมาอย่างชัดเจนหรือสิ้นสุดลงจริงๆ
การเฝ้าติดตามตัวบ่งชี้เหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนประเมินได้ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งเริ่มมีความชัดเจนขึ้น ซึ่งในขณะนี้ สัญญาณต่างๆ ยังคงผสมปนเปกันไป (ดูตารางที่ 2 ด้านล่าง)

ราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงและอ่อนไหวต่อสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่การเดินเรือยังคงหยุดชะงัก ในขณะที่ความผันผวนของตลาดหุ้นและ Credit Spreads (ส่วนต่างผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนที่เพิ่มขึ้นจากพันธบัตรรัฐบาล) ปรับตัวสูงขึ้นจริง แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อมีวิกฤติเชิงระบบ เมื่อพิจารณาในภาพรวม ปัจจัยเหล่านี้บ่งชี้ว่าตลาดกำลังรับรู้ความเสี่ยงของการหยุดชะงักด้านพลังงานที่อาจยืดเยื้อ แต่ยังไม่ได้ประเมินไปถึงขั้นที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบในขณะนี้
‘วินัยและการกระจายความเสี่ยง’ สำคัญกว่าการคาดเดาเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับนักลงทุน บทเรียนที่นำไปใช้ได้จริงคือ วิกฤติทางภูมิรัฐศาสตร์มักสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่ผลกระทบต่อตลาดในระยะยาวมักจะถูกจำกัดวงไว้ได้เมื่อความไม่แน่นอนเริ่มจางหายไป โดยการ Stay Invested ในพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดี แทนที่จะพยายามซื้อขายตามทุกข่าวพาดหัว คือกลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้วว่ามีความยืดหยุ่นสูงในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน
ดังที่เห็นในกราฟ 3 ว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งทั้งหมดที่ระบุไว้ข้างต้น พบว่าตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10% หลังจากเริ่มความขัดแย้งมาได้ 12 เดือน

ข้อยกเว้นคือเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นพร้อมกับสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่ก่อนแล้ว เช่น ในทศวรรษ 1970 ที่วิกฤติน้ำมันมาเจอกับนโยบายที่ผิดพลาดจนกลายเป็น Stagflation สงครามอัฟกานิสถานปี 2001 ที่เกิดซ้อนกับช่วงฟองสบู่ดอทคอม หรือสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2022 ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงจนบีบให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากไม่มีปัญหาเศรษฐกิจมหภาคขนาดใหญ่เข้ามาซ้ำเติม ตลาดมักจะฟื้นตัวได้เมื่อความกังวลเริ่มคลี่คลาย ดังนั้นการตัดสินใจขายด้วยความตื่นตระหนกในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงมักจะเป็นบทเรียนที่มีราคาแพงสำหรับนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม วิกฤติเหล่านี้มักจะกระตุ้นให้เกิด ‘การสลับกลุ่มสินทรัพย์’ (Rotation) ในระยะสั้น มากกว่าที่จะเป็นแนวโน้มถาวร โดยสินค้าโภคภัณฑ์ (โดยเฉพาะน้ำมัน) มักจะขยับตัวก่อน เมื่อนักลงทุน Price In ความเสี่ยงด้าน Supply ส่วนสินทรัพย์ Safe-haven เช่น ทองคำ และเงินดอลลาร์ฯ มักจะขยับตามมา ขณะที่ ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวหลังจากนั้น เมื่อนักลงทุนเริ่มประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น ขณะที่ การตอบสนองในตลาดตราสารหนี้ มักจะขึ้นอยู่กับว่าวิกฤตินั้นส่งผลกระทบต่อการเติบโตหรือเงินเฟ้อมากกว่ากัน
การคาดการณ์การสลับกลุ่มสินทรัพย์แบบ Real-time ทำได้ยากมาก เพราะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มีความไม่แน่นอนสูงและเปลี่ยนแปลงเร็ว ซึ่งเราก็จะไม่พยายามทำนายเหตุการณ์ว่าจะจบลงอย่างไร แต่จะเน้นไปที่การจัดพอร์ต (Positioning) เพื่อให้มั่นใจว่ามีการจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตมีความยืดหยุ่นมากพอกับทุกสถานการณ์
ทั้งนี้ พอร์ต General Investing ของเรา ถูกออกแบบมาให้มีการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ กลุ่มธุรกิจ และภูมิภาค ดังนั้น พอร์ตของเราจึงมีสัดส่วนในสินทรัพย์ที่พิสูจน์แล้วว่าทนทานต่อแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ทองคำ รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน อุตสาหกรรม และกลาโหม ควบคู่ไปกับการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้โดยรวม และเช่นเคย กุญแจสำคัญสำหรับการก้าวข้ามความผันผวนในครั้งนี้คือ การมีวินัยและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะการตัดสินใจลงทุนควรยึดโยงอยู่กับปัจจัยพื้นฐานในระยะยาว ไม่ใช่ข่าวพาดหัวในระยะสั้น
Authors

Stephanie Leung, Group Chief Investment Officer
ในฐานะ Group Chief Investment Officer คุณ Stephanie และทีมงานของเธอเป็นผู้ดูแลผลิตภัณฑ์และพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของ StashAway โดยเธอมีประสบการณ์ด้านการลงทุนแบบ Multi-asset มากกว่า 20 ปี ซึ่งก่อนที่จะเข้าร่วมกับ StashAway ในปี 2020 เธอเคยบริหารพอร์ตการลงทุนให้กับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Goldman Sachs และ Family Offices ขนาดหลายพันล้านดอลลาร์ฯ ภายในภูมิภาค

Justin Jimenez, Group Head of Macro and Investment Research
คุณ Justin มีประสบการณ์ด้านการวิจัยเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่าทศวรรษ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างมุมมองเศรษฐกิจโลกและสินทรัพย์ต่างๆ ให้ทีมงานด้านการลงทุนของ StashAway โดยก่อนที่จะเข้าทำงานกับ StashAway ในปี 2022 คุณ Justin เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ Bloomberg
References
- Daoud, Z. and Sakthivel, B. (2026). Hormuz Closed for Months? Modeling Oil Hit. Bloomberg Economics.
- Alp, H., Klepacz, M., & Saxena, A. (2023). Second-round effects of oil prices on inflation in advanced foreign economies. Federal Reserve Board FEDS Notes. https://www.federalreserve.gov/econres/notes/feds-notes/second-round-effects-of-oil-prices-on-inflation-in-the-advanced-foreign-economies-20231215.html
- Blanchard, O. J., and Galí, J. (2007). The Macroeconomic Effects of Oil Price Shocks: Why Are the 2000s So Different from the 1970s? NBER Working Paper No. 13368. National Bureau of Economic Research. Retrieved from: https://www.nber.org/system/files/working_papers/w13368/w13368.pdf
หมายเหตุ:
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน; ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอ คำแนะนำ คำเชื้อเชิญ หรือการชักชวนให้ท่านซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือเข้าทำธุรกรรมใดๆ
ข้อมูลนี้ไม่ได้จัดเตรียมขึ้นโดยคำนึงถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลของท่าน (เช่น วัตถุประสงค์การลงทุน สถานการณ์ทางการเงิน หรือความต้องการโดยเฉพาะ) ท่านควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการเงิน บัญชี ภาษี กฎหมาย และด้านอื่นๆ ของท่านเอง
