CIO Insights: ฝ่าวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ

08 April 2026
Stephanie Leung
Group CIO

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

ในช่วงหลายสัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ที่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ตลาดยังคงอยู่ในช่วงประเมินว่าสงครามในตะวันออกกลางจะขยายวงกว้างไปเพียงใด จะยืดเยื้อแค่ไหน และจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อราคาพลังงาน อัตราเงินเฟ้อ รวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ความเป็นจริงคือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์นั้นมีความไม่แน่นอนสูง ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการทางทหาร การตอบโต้ทางการทูต หรือการตัดสินใจทางการเมือง ล้วนเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ยากต่อการคาดการณ์ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้เราจะไม่สามารถทำนายได้ว่าความขัดแย้งจะดำเนินไปในทิศทางใด แต่ประวัติศาสตร์ยังคงให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

ใน CIO Insights เดือนนี้ เราจะพาไปย้อนรอยว่าตลาดตอบสนองต่อความขัดแย้งในอดีตอย่างไร และบทเรียนเหล่านั้นมีความหมายอย่างไรต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน

3 Key takeaways

  • ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ความตื่นตระหนกของตลาดที่เกิดจากสงครามมักจะรุนแรงแต่เกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ ยกเว้นในกรณีที่การหยุดชะงักด้านพลังงานกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ในอดีตที่ผ่านมา ตลาดมักจะถูกเทขายอย่างรวดเร็วเมื่อความไม่แน่นอนพุ่งสูงขึ้น แต่จุดต่ำสุดมักจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนเริ่มเห็นความชัดเจนของผลกระทบทางเศรษฐกิจ (โดยเฉพาะการหยุดชะงักของสินค้าโภคภัณฑ์) มากกว่าที่จะรอให้สงครามจบลงจริงๆ โดยเฉลี่ยแล้ว ตลาดใช้เวลาประมาณ 30 วันทำการในการฟื้นตัว ยกเว้นในช่วงทศวรรษ 1970 ที่การหยุดชะงักของ Supply น้ำมันรุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งเมื่อผสมโรงกับภาวะเศรษฐกิจมหภาคในขณะนั้น จึงลุกลามกลายเป็นภาวะ Stagflation

  • สำหรับความขัดแย้งในครั้งนี้ คำถามสำคัญคือวิกฤติด้านพลังงานจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวหรือจะลากยาว? ตามสถิติแล้ว ตลาดจะเริ่มมีเสถียรภาพเมื่อนักลงทุนเชื่อว่าวิกฤติพลังงานนั้นมีเพดานจำกัด เช่น เมื่อราคาน้ำมันหยุดพุ่งทะยาน หรือเริ่มมีหลักฐานว่าการหยุดชะงักของ Supply อยู่ในระดับที่จัดการได้ นอกจากนี้ เหตุการณ์ในอดีตชี้ให้เห็นว่า หากราคาน้ำมันไม่อยู่ในระดับสูงเกินกว่า 2-3 ไตรมาส ระบบเศรษฐกิจมักจะดูดซับแรงกระแทกได้ก่อนที่จะเกิดภาวะ Stagflation ซึ่งสำหรับสถานการณ์ล่าสุดในช่องแคบฮอร์มุซ สัญญาณสำคัญที่ต้องจับตาคือการกลับมาเดินเรือของเรือบรรทุกน้ำมัน หรือการเริ่มปรับตัวของ Demand พลังงาน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบันช่วยลดโอกาสที่จะเกิดภาวะ Stagflation ซ้ำรอยทศวรรษ 1970 เนื่องจากปัจจุบันระบบเศรษฐกิจพึ่งพาน้ำมันน้อยลง สหรัฐพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางน้อยลง และธนาคารกลางต่างๆ ยังมีความน่าเชื่อถือในการต่อสู้กับเงินเฟ้อมากกว่าในอดีต

  • การ Stay Invested ในพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดี ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพกว่าการพยายามจับจังหวะตลาดจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แม้สงครามมักจะกระตุ้นให้เกิดความผันผวนในระยะสั้น แต่ตลาดมักจะฟื้นตัวได้เมื่อความไม่แน่นอนเริ่มหมดไป โดยจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง 12 ครั้งนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10% ภายใน 1 ปีหลังจากเกิดความขัดแย้ง แม้เหตุการณ์เหล่านี้มักทำให้เกิดการสลับกลุ่มสินทรัพย์ (Rotation) ในระยะสั้น แต่การคาดการณ์จังหวะเหล่านั้นแบบ Real-time ทำได้ยากมาก ดังนั้น การรักษาวินัยและการกระจายความเสี่ยงในหลากหลายสินทรัพย์เพื่อผ่านช่วงที่ตลาดปรับฐาน จึงเป็นกลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้วว่ามีความทนทานสูงกว่าการซื้อขายไปตามข่าวพาดหัวรายวัน

ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าตลาดมักกลับมามีเสถียรภาพเมื่อผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มชัดเจน

โดยปกติแล้ว ความตื่นตระหนกของตลาดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มักจะรุนแรง แต่เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง 12 ครั้ง (ดูตาราง 1) พบว่าดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงเฉลี่ยประมาณ 9% และตลาดมักจะลงไปแตะจุดต่ำสุดภายในเวลาประมาณ 36 วันทำการ แต่หากไม่นับรวมวิกฤติการณ์น้ำมันในช่วงปี 1970 ค่าเฉลี่ยการปรับตัวลงจะอยู่ที่เพียง 6% และตลาดจะใช้เวลาเพียง 16 วันทำการในการลงไปทำจุดต่ำสุด

เมื่อความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลาย การฟื้นตัวมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากไม่นับช่วงทศวรรษ 1970 วัฏจักรตั้งแต่ช่วงที่ตลาดถูกเทขายไปจนถึงการฟื้นตัวกลับมา จะใช้เวลาเฉลี่ยเพียง 32 วันทำการ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ตลาดมักจะรับรู้และตอบสนองต่อความเสี่ยงจากสงครามได้ค่อนข้างเร็ว

บทเรียนสำคัญคือ ตลาดแทบไม่เคยรอให้สงครามสิ้นสุดลงก่อนที่จะเริ่มทรงตัว แต่จุดเปลี่ยนมักจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนเริ่มเห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับ ‘ผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง’ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทิศทางของราคาน้ำมัน โดยตลาดมักจะทำจุดต่ำสุดเมื่อมีสัญญาณชัดเจนว่า การหยุดชะงักของ Supply อยู่ในระดับที่จัดการได้ การขยายตัวของความขัดแย้งถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ Demand มีการปรับตัว หรือมีการออกนโยบายเพื่อรองรับแรงกระแทก ซึ่งบ่อยครั้งที่ราคาสินทรัพย์ต่างๆ มักปรับตัวขึ้นมาแล้ว ก่อนที่จะมีการประกาศยุติสงครามอย่างเป็นทางการ

กรณีศึกษาจากหลายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์:

  • สงครามอ่าว (1990-91): ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 2 เท่า หลังอิรักบุกคูเวต ส่งผลให้ Supply น้ำมันโลกหายไป 5-6% และดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงราว 16% แต่ตลาดหุ้นกลับทำจุดต่ำสุดก่อนสงครามจะจบลงหลายเดือน เมื่อตลาดเริ่มเห็นชัดเจนว่ากำลังการผลิตน้ำมันสำรองของซาอุดีอาระเบียและการแทรกแซงจากกองกำลังผสม จะช่วยกู้คืน Supply กลับมาในระดับปกติได้

  • สงครามอิรัก (2003): ในตอนแรกราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจากความกลัวเรื่อง Supply หยุดชะงัก แต่หลังจากสงครามเริ่มขึ้นและพบว่าโครงสร้างพื้นฐานของอิรักยังคงสมบูรณ์ ทำให้ความเสี่ยงด้าน Supply ดูเหมือนจะจัดการได้ ดังนั้น ราคาน้ำมันจึงปรับตัวลดลง และตลาดหุ้นได้ทำจุดต่ำสุดในช่วงเริ่มต้นของการบุก แม้ว่าสงครามจะยืดเยื้อต่อไปอีกหลายปีก็ตาม

  • สงครามรัสเซีย-ยูเครน (2022): ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปและน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นหลังการบุกโจมตี แต่ตลาดเริ่มมีเสถียรภาพเมื่อเห็นชัดว่ายุโรปสามารถจัดหาก๊าซ LNG มาทดแทนก๊าซจากรัสเซียได้ รวมถึงการปรับตัวของ Demand และระดับก๊าซสำรองที่เพียงพอ โดยราคาก๊าซได้พุ่งทำจุดสูงสุดในเดือน ส.ค. 2022 ขณะที่ตลาดหุ้นโลกทำจุดต่ำสุดในอีก 2 เดือนต่อมา

อย่างไรก็ตาม วิกฤติการณ์น้ำมันในทศวรรษ 1970 กลับเป็นข้อยกเว้น เพราะการหยุดชะงักของ Supply กินเวลานานหลายปี ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าจ้างและทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในวงกว้าง ขณะที่ธนาคารกลางต่างๆ พยายามอย่างหนักเพื่อควบคุมสถานการณ์ ผลลัพธ์ที่ได้คือ เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอ แต่เงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง) เหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจก็ต่อเมื่อการหยุดชะงักด้านพลังงานนั้นมีขนาดใหญ่และยืดเยื้อ

แนวโน้มตลาดในวันนี้ขึ้นอยู่กับว่า ‘วิกฤติพลังงาน’ จะยืดเยื้อหรือไม่?

คำถามสำคัญสำหรับความขัดแย้งในครั้งนี้คือ วิกฤติด้านพลังงานจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวหรือจะลากยาว? ความเสี่ยงหลักอยู่ที่การหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าพลังงานโลก เพราะมีการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางนี้ถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของ Supply น้ำมันทั่วโลก

จากกราฟ 1 ด้านล่าง แสดงให้เห็นว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้หยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง โดยจำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบลดฮวบลงเหลือเพียง 4 ลำ ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมา จากค่าเฉลี่ย 390 ลำต่อสัปดาห์ในช่วง 12 เดือนก่อนหน้า

หากการหยุดชะงักครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ เช่น เรือบรรทุกน้ำมันกลับมาเดินเรือได้ตามปกติ หรือมีการนำน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาใช้เพื่อชดเชย Supply ที่หายไป ตลาดก็อาจกลับมาเริ่มมีเสถียรภาพ แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูงอยู่ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนเห็นหลักฐานชัดเจนว่าวิกฤติพลังงานนั้น ‘ถูกจำกัดวงไว้ได้’ แทนที่จะบานปลาย แต่หากการหยุดชะงักยังคงยืดเยื้อ ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นต่อไปและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation อย่างมีนัยสำคัญ

ตามที่แสดงในกราฟ 2 Bloomberg Economics ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ อาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดเป็นเวลา 1 เดือน(1) และหากการหยุดชะงักลากยาวไปถึง 3 เดือน เราอาจได้เห็นราคาน้ำมันพุ่งแตะจุดสูงสุดที่ประมาณ 160 ดอลลาร์ฯ

ผลกระทบเชิงมหภาคอาจตามมาอย่างรวดเร็ว โดยมีการประเมินว่า หากราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 110 ดอลลาร์ฯ อาจฉุดรั้งการเติบโตของ GDP สหรัฐลง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ และดันอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้น 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากราคาน้ำมันเข้าใกล้ 170 ดอลลาร์ฯ ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

ทำไม ‘ระยะเวลา’ ของวิกฤติน้ำมันถึงมีความสำคัญ?

โดยปกติแล้ว ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจะนำไปสู่การลดการบริโภค การระบายน้ำมันสำรอง หรือแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สามารถบีบให้สถานการณ์คลี่คลายลง แต่จนกว่าจะถึงจุดนั้น ‘ระยะเวลา’ คือความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด เพราะยิ่ง Supply หยุดชะงักนานเท่าไหร่ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งในด้านค่าจ้าง ราคาสินค้า และการคาดการณ์เงินเฟ้อ

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า การส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังค่าจ้างและเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) มักใช้เวลาหลายไตรมาส หมายความว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในระยะสั้นมักจะดึงให้เงินเฟ้อสูงขึ้นเพียงชั่วคราว(2) ในทางกลับกัน วิกฤติที่ลากยาวมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อในวงกว้าง และในกรณีรุนแรงที่สุด อาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation 

เหตุการณ์ราคาน้ำมันพุ่งสูง แต่กลับตัวลงภายในไม่กี่เดือน เช่น ในช่วงสงครามอ่าวปี 1990 และการบุกยูเครนของรัสเซียในปี 2022 ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) สูงขึ้นเพียงชั่วคราว และไม่ได้กระตุ้นให้เกิดผลกระทบรอบสอง (Second-round Effects) ที่ต่อเนื่อง ตรงกันข้ามกับวิกฤติน้ำมันในทศวรรษ 1970 ที่ราคาพลังงานทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานหลายปี ทำให้ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นส่งผ่านไปยังค่าจ้างและการคาดการณ์เงินเฟ้อ จนท้ายที่สุดก็นำไปสู่ภาวะ Stagflation

เศรษฐกิจในยุคปัจจุบันแตกต่างจากทศวรรษ 1970 อย่างไร?

บริบทของเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันมีความแตกต่างจากเศรษฐกิจยุคก่อนในหลายด้าน ดังนี้:

  • ตลาดพลังงานมีความยืดหยุ่นมากกว่ายุค 1970: ในยุคนั้น กลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างหนัก กำลังการผลิตสำรองมีจำกัด และยังไม่มีการประสานงานเรื่องน้ำมันสำรองฉุกเฉิน ซึ่งเหตุการณ์วิกฤติน้ำมันครั้งแรกนั้นเองที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการก่อตั้งสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ในปี 1974 และคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (SPR) ในปี 1975 แต่ในปัจจุบัน แหล่ง Supply มีความหลากหลายมากขึ้น (โดยเฉพาะสหรัฐที่กลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก) และประเทศสมาชิก IEA ต่างก็มีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมการนำเข้าได้นานถึง 90 วัน

  • งานวิจัยชี้ว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันทนต่อวิกฤติพลังงานได้ดีกว่ายุค 1970 มาก(3): ในยุคนั้น น้ำมันมีสัดส่วนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจสูงกว่ายุคปัจจุบันมาก และตลาดแรงงานก็มีการใช้ระบบการปรับค่าจ้างตามดัชนีเงินเฟ้ออย่างแพร่หลาย (ซึ่งทำให้ค่าแรงพุ่งสูงขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเงินเฟ้อพุ่ง) นอกจากนี้ ธนาคารกลางในสมัยนั้นยังปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อได้ช้ากว่าปัจจุบัน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผลกระทบจากวิกฤติพลังงานลุกลามไปยังค่าจ้างและต้นทุนของทั้งระบบเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบัน เศรษฐกิจพึ่งพาน้ำมันน้อยลง การปรับค่าจ้างตามเงินเฟ้อทำได้ยากขึ้น และธนาคารกลางต่างๆ ยังสามารถดำเนินนโยบายภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่มีความน่าเชื่อถือ

แน่นอนว่า ‘เกราะป้องกัน’ เหล่านี้ไม่ได้ขจัดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักที่ยืดเยื้อไปได้ทั้งหมด หากการขาดแคลน Supply ลากยาวพอที่จะทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องหลายไตรมาส ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นก็ยังสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ โดยจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ดันการคาดการณ์เงินเฟ้อให้สูงขึ้น และกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจในที่สุด

สัญญาณที่ต้องจับตาในระยะข้างหน้า

สำหรับนักลงทุน สัญญาณแรกๆ ที่บ่งบอกว่าตลาดกำลังเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล มักจะปรากฏให้เห็นใน ตลาดพลังงาน สินทรัพย์ Safe-haven และความผันผวน โดยตามสถิติในอดีต การปรับตัวลงจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์มักจะทำจุดต่ำสุดเมื่อเริ่มมีสัญญาณว่า การหยุดชะงักของ Supply อยู่ในระดับที่จัดการได้ ราคาน้ำมันหยุดพุ่งทะยาน กระแสเงินที่ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ Safe-haven เริ่มชะลอตัวลง และความผันผวนของตลาดเริ่มลดน้อยลง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ตลาดมักจะเริ่มนิ่งเมื่อนักลงทุนมั่นใจว่าวิกฤติสินค้าโภคภัณฑ์จะไม่เลวร้ายลงไปกว่านี้แล้ว โดยที่ตลาดไม่จำเป็นต้องรอให้ผลลัพธ์ของสงครามออกมาอย่างชัดเจนหรือสิ้นสุดลงจริงๆ

การเฝ้าติดตามตัวบ่งชี้เหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนประเมินได้ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งเริ่มมีความชัดเจนขึ้น ซึ่งในขณะนี้ สัญญาณต่างๆ ยังคงผสมปนเปกันไป (ดูตารางที่ 2 ด้านล่าง)

ราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงและอ่อนไหวต่อสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่การเดินเรือยังคงหยุดชะงัก ในขณะที่ความผันผวนของตลาดหุ้นและ Credit Spreads (ส่วนต่างผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนที่เพิ่มขึ้นจากพันธบัตรรัฐบาล) ปรับตัวสูงขึ้นจริง แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อมีวิกฤติเชิงระบบ เมื่อพิจารณาในภาพรวม ปัจจัยเหล่านี้บ่งชี้ว่าตลาดกำลังรับรู้ความเสี่ยงของการหยุดชะงักด้านพลังงานที่อาจยืดเยื้อ แต่ยังไม่ได้ประเมินไปถึงขั้นที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบในขณะนี้

‘วินัยและการกระจายความเสี่ยง’ สำคัญกว่าการคาดเดาเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับนักลงทุน บทเรียนที่นำไปใช้ได้จริงคือ วิกฤติทางภูมิรัฐศาสตร์มักสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่ผลกระทบต่อตลาดในระยะยาวมักจะถูกจำกัดวงไว้ได้เมื่อความไม่แน่นอนเริ่มจางหายไป โดยการ Stay Invested ในพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดี แทนที่จะพยายามซื้อขายตามทุกข่าวพาดหัว คือกลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้วว่ามีความยืดหยุ่นสูงในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน

ดังที่เห็นในกราฟ 3 ว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งทั้งหมดที่ระบุไว้ข้างต้น พบว่าตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10% หลังจากเริ่มความขัดแย้งมาได้ 12 เดือน

ข้อยกเว้นคือเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นพร้อมกับสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่ก่อนแล้ว เช่น ในทศวรรษ 1970 ที่วิกฤติน้ำมันมาเจอกับนโยบายที่ผิดพลาดจนกลายเป็น Stagflation สงครามอัฟกานิสถานปี 2001 ที่เกิดซ้อนกับช่วงฟองสบู่ดอทคอม หรือสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2022 ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงจนบีบให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากไม่มีปัญหาเศรษฐกิจมหภาคขนาดใหญ่เข้ามาซ้ำเติม ตลาดมักจะฟื้นตัวได้เมื่อความกังวลเริ่มคลี่คลาย ดังนั้นการตัดสินใจขายด้วยความตื่นตระหนกในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงมักจะเป็นบทเรียนที่มีราคาแพงสำหรับนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม วิกฤติเหล่านี้มักจะกระตุ้นให้เกิด ‘การสลับกลุ่มสินทรัพย์’ (Rotation) ในระยะสั้น มากกว่าที่จะเป็นแนวโน้มถาวร โดยสินค้าโภคภัณฑ์ (โดยเฉพาะน้ำมัน) มักจะขยับตัวก่อน เมื่อนักลงทุน Price In ความเสี่ยงด้าน Supply ส่วนสินทรัพย์ Safe-haven เช่น ทองคำ และเงินดอลลาร์ฯ มักจะขยับตามมา ขณะที่ ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวหลังจากนั้น เมื่อนักลงทุนเริ่มประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น ขณะที่ การตอบสนองในตลาดตราสารหนี้ มักจะขึ้นอยู่กับว่าวิกฤตินั้นส่งผลกระทบต่อการเติบโตหรือเงินเฟ้อมากกว่ากัน

การคาดการณ์การสลับกลุ่มสินทรัพย์แบบ Real-time ทำได้ยากมาก เพราะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มีความไม่แน่นอนสูงและเปลี่ยนแปลงเร็ว ซึ่งเราก็จะไม่พยายามทำนายเหตุการณ์ว่าจะจบลงอย่างไร แต่จะเน้นไปที่การจัดพอร์ต (Positioning) เพื่อให้มั่นใจว่ามีการจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตมีความยืดหยุ่นมากพอกับทุกสถานการณ์

ทั้งนี้ พอร์ต General Investing ของเรา ถูกออกแบบมาให้มีการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ กลุ่มธุรกิจ และภูมิภาค ดังนั้น พอร์ตของเราจึงมีสัดส่วนในสินทรัพย์ที่พิสูจน์แล้วว่าทนทานต่อแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ทองคำ รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน อุตสาหกรรม และกลาโหม ควบคู่ไปกับการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้โดยรวม และเช่นเคย กุญแจสำคัญสำหรับการก้าวข้ามความผันผวนในครั้งนี้คือ การมีวินัยและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะการตัดสินใจลงทุนควรยึดโยงอยู่กับปัจจัยพื้นฐานในระยะยาว ไม่ใช่ข่าวพาดหัวในระยะสั้น

Authors

Stephanie Leung, Group Chief Investment Officer

ในฐานะ Group Chief Investment Officer คุณ Stephanie และทีมงานของเธอเป็นผู้ดูแลผลิตภัณฑ์และพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของ StashAway โดยเธอมีประสบการณ์ด้านการลงทุนแบบ Multi-asset มากกว่า 20 ปี ซึ่งก่อนที่จะเข้าร่วมกับ StashAway ในปี 2020 เธอเคยบริหารพอร์ตการลงทุนให้กับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Goldman Sachs และ Family Offices ขนาดหลายพันล้านดอลลาร์ฯ ภายในภูมิภาค

Justin Jimenez, Group Head of Macro and Investment Research

คุณ Justin มีประสบการณ์ด้านการวิจัยเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่าทศวรรษ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างมุมมองเศรษฐกิจโลกและสินทรัพย์ต่างๆ ให้ทีมงานด้านการลงทุนของ StashAway โดยก่อนที่จะเข้าทำงานกับ StashAway ในปี 2022 คุณ Justin เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ Bloomberg 

References

  1. Daoud, Z. and Sakthivel, B. (2026). Hormuz Closed for Months? Modeling Oil Hit. Bloomberg Economics.
  2. Alp, H., Klepacz, M., & Saxena, A. (2023). Second-round effects of oil prices on inflation in advanced foreign economies. Federal Reserve Board FEDS Notes. https://www.federalreserve.gov/econres/notes/feds-notes/second-round-effects-of-oil-prices-on-inflation-in-the-advanced-foreign-economies-20231215.html 
  3. Blanchard, O. J., and Galí, J. (2007). The Macroeconomic Effects of Oil Price Shocks: Why Are the 2000s So Different from the 1970s? NBER Working Paper No. 13368. National Bureau of Economic Research. Retrieved from: https://www.nber.org/system/files/working_papers/w13368/w13368.pdf 

หมายเหตุ:

การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน; ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอ คำแนะนำ คำเชื้อเชิญ หรือการชักชวนให้ท่านซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือเข้าทำธุรกรรมใดๆ

ข้อมูลนี้ไม่ได้จัดเตรียมขึ้นโดยคำนึงถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลของท่าน (เช่น วัตถุประสงค์การลงทุน สถานการณ์ทางการเงิน หรือความต้องการโดยเฉพาะ) ท่านควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการเงิน บัญชี ภาษี กฎหมาย และด้านอื่นๆ ของท่านเอง


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email