CIO Insights: ยอมเจ็บวันนี้ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในวันหน้า

19 March 2025
Stephanie Leung
Group CIO

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

ในบทความ 2025 Macro Outlook: ‘FAT’ คือ New Normal เราได้กล่าวไว้ว่า จุดยืนที่สนับสนุนภาคธุรกิจของรัฐบาล Donald Trump น่าจะส่งผลเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เราเคยวิเคราะห์ว่า ความไม่แน่นอนจากนโยบายของ Trump อาจสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ซึ่งผลกระทบจะขึ้นอยู่กับจังหวะ ขนาด และขอบเขตของมาตรการเหล่านั้น

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ Trump เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา มีการประกาศนโยบายลดงบประมาณและการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ข้อมูลเศรษฐกิจบางส่วนชะลอตัวลง และสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน

ใน CIO Insights ฉบับนี้ เราจะประเมินสถานการณ์ของเศรษฐกิจสหรัฐ และวิเคราะห์ว่า การดำเนินนโยบายของ Trump ในปัจจุบันอาจส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและตลาดการเงินอย่างไร?

4 Key takeaways

  • แม้ว่า ‘Soft Data’ จะชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว แต่ ‘Hard Data’ ยังคงแข็งแกร่ง ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายของ Trump ส่งผลกระทบต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่อ้างอิงผลสำรวจ (Soft Data) เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าความกังวลเหล่านี้ได้สะท้อนมาถึงข้อมูลที่วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง (Hard Data) ซึ่งในท้ายที่สุด ตัวเลขเศรษฐกิจจะขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายของ Trump ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

  • จุดยืนของ Trump ยังคงสนับสนุนการเติบโต แต่การลดงบประมาณและมาตรการภาษีนำเข้าอาจเป็นอุปสรรคระยะสั้น การปรับฐานครั้งล่าสุดของตลาดหุ้นสหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนปรับมุมมองใหม่เกี่ยวกับการให้ลำดับความสำคัญ ระยะเวลา และผลกระทบของนโยบายของ Trump ในขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การลดภาษีและการลดกฎระเบียบ อาจใช้เวลากว่าจะเห็นผล แต่นโยบายอื่นๆ เช่น การลดงบประมาณ การปลดข้าราชการ และการเก็บภาษีนำเข้า กำลังถูกดำเนินการอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น

  • ภาพรวม: ยอมเจ็บวันนี้ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีในวันหน้า ดูเหมือนว่ารัฐบาล Trump เต็มใจที่จะเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเพื่อหวังผลในระยะยาว โดยความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ในขณะนี้ อาจสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตในระยะสั้น แต่บุคคลสำคัญในรัฐบาล เช่น Scott Bessent รัฐมนตรีคลัง และ Elon Musk หัวหน้า Department of Government Efficiency (DOGE) กำลังให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการกู้ยืมระยะยาว โดยมีเป้าหมายหลักคือ การลดภาระหนี้ของรัฐบาลและสร้างเสถียรภาพทางการคลัง อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้อาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และเพิ่มความผันผวนของตลาด ในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า

  • ในสภาวะที่ไม่แน่นอน การกระจายการลงทุนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะมีคุณสมบัติเป็นสินทรัพย์ Safe-haven ในขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง ส่งผลให้ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ปรับตัวขึ้น นอกจากนี้ หุ้นนอกสหรัฐยังทำผลตอบแทนได้ดี ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นความสำคัญของการกระจายการลงทุนที่ดี

ความเชื่อมั่นเริ่มชะลอตัว แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเผชิญกับความไม่แน่นอนเรื่องภาษีนำเข้าและนโยบายอื่นๆ ของ Trump  รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลง ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโต อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือเราต้องแยกให้ออกระหว่าง ข้อมูลเชิงความเชื่อมั่น (Soft Data) ซึ่งมาจากการสำรวจความคิดเห็น กับข้อมูลที่วัดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง (Hard Data) โดยความกังวลส่วนใหญ่เกิดจากตัวเลขความเชื่อมั่นที่ลดลงเมื่อเร็วๆ นี้ ดังนี้

  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของ ISM ซึ่งสำรวจความเห็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของโรงงานต่างๆ แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมในภาคการผลิตของสหรัฐชะลอตัวลงในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา และดัชนีอื่นๆ ที่วัดคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน ได้มีการปรับตัวลดลงเข้าสู่ภาวะหดตัว
  • ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก University of Michigan และ Conference Board ต่างแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภครู้สึกกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความเชื่อมั่น (Soft Data) อาจมีความผันผวนสูงและอาจได้รับอิทธิพลจาก Sentiment ของตลาด ทำให้การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจจากข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก และเมื่อเราพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง (Hard Data) จะพบว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง ดังนี้

  • รายงานการจ้างงานล่าสุดแสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานยังคงเติบโต และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 151,000 ตำแหน่งในเดือน ก.พ. โดยภาคเอกชนสามารถชดเชยผลกระทบที่เกิดจากการปลดพนักงานที่เกี่ยวข้องกับมาตรการลดต้นทุนของ DOGE ได้ ทำให้อัตราการว่างงานยังคงอยู่ที่ 4.1% ซึ่งถือว่าต่ำหากเทียบกับข้อมูลในอดีต
  • ดัชนีเศรษฐกิจรายสัปดาห์ (WEI) ของ Fed สาขา Dallas ซึ่งรวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจความถี่สูง เช่น ยอดค้าปลีก จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน และการใช้ไฟฟ้า สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังดำเนินไปได้ด้วยดี โดยตัวชี้วัดดังกล่าวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเติบโตเฉลี่ย 2.5% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

คำถามสำคัญคือ นโยบายของ Trump จะส่งผลต่อการเติบโตในระยะข้างหน้าอย่างไร? เพราะหากความไม่แน่นอนยังคงอยู่ต่อไป ความเชื่อมั่นที่อ่อนแอลงอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง เนื่องจากภาคธุรกิจอาจชะลอการลงทุน และภาคครัวเรือนอาจลดการใช้จ่ายลง

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของ Trump เริ่มต้นได้ไม่ค่อยดีนัก

ภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา เราเคยวิเคราะห์ไว้ว่านโยบายของ Trump มีทั้งผลบวกและผลลบต่อเศรษฐกิจโดยรวม แต่ในภาพรวมยังคงสนับสนุนภาคธุรกิจ (อ่านเพิ่มเติมได้ใน CIO Update: การกลับมาของ Donald Trump ส่งผลอย่างไรต่อการลงทุนของคุณ?) อย่างไรก็ตาม ลำดับในการดำเนินนโยบายเหล่านี้อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม

นโยบายลดงบประมาณของ DOGE และความไม่แน่นอนเรื่องภาษีนำเข้าเป็นอุปสรรคระยะสั้น

ปัจจุบัน รัฐบาล Trump กำลังให้ความสำคัญกับนโยบายภาษีนำเข้าและนโยบายลดงบประมาณของ DOGE ก่อนนโยบายอื่นๆ ทำให้เกิดความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะสั้น

ยกตัวอย่างการลดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับ DOGE เช่น Elon Musk ได้ประกาศตั้งเป้าลดงบประมาณของภาครัฐลง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเดือน ก.ย. นี้ (แม้จะมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายและกรอบระยะเวลาหลายครั้ง) โดยจากข้อมูลของ DOGE พบว่า นโยบายดังกล่าวสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ 105,000 ล้านดอลลาร์ฯ ภายในเวลาเพียง 2 เดือน ซึ่งหากคำนวณตัวเลขนี้กลับเป็นรายปี จะเท่ากับการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลลงกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ฯ ภายใน 1 ปี หรือประมาณ 2% ของ GDP ซึ่งไม่แปลกที่การลดงบประมาณจำนวนมหาศาลขนาดนี้จะทำให้ตลาดรู้สึกกังวล

นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของนโยบายภาษีนำเข้า ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยในปัจจุบัน ยังมีการเจรจากันอยู่ระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้า ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะประเมินผลกระทบที่ชัดเจนในขณะนี้ แต่ความไม่แน่นอนเพียงอย่างเดียวก็สามารถส่งผลกระทบต่อตลาด และสร้างความกังวลให้กับภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนได้

ทั้งนี้ จากการใช้โมเดลเศรษฐกิจ SHOK ของ Bloomberg เราประเมินว่าการลดงบประมาณของ DOGE มูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ฯ นับตั้งแต่วันนี้ถึงเดือน มิ.ย. 2026 และความไม่แน่นอนเรื่องภาษีนำเข้าในปีนี้ อาจส่งผลให้ GDP สหรัฐหดตัวลง 2.1% ภายในสิ้นปีนี้ เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เติบโตภายใต้เงื่อนไขปกติ และลดลงสูงสุด 2.8% ในช่วงกลางปี 2026 (ดูกราฟ 2)

สุดท้ายนี้ การลงทุนระยะยาวที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความอดทน วินัย และการมีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน โดยการ Stay Invested ในพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดี และเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้อย่างแท้จริง จะช่วยให้คุณสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาด และสามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

แม้ผลกระทบข้างต้นจะดูรุนแรง แต่ภาครัฐยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ เช่น Fed สามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงได้มากกว่านี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และหากการลดดอกเบี้ยทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงก็อาจยิ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้

นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนว่านโยบายของ Trump จะสามารถบรรลุผลได้เต็มที่หรือไม่ เช่น การลดงบประมาณของ DOGE ยังคงอยู่ภายใต้การตรวจสอบทางกฎหมาย ขณะที่ การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

สุดท้ายแล้ว เป้าหมายการลดงบประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ฯ นั้นถือว่า ทะเยอทะยานมาก และหากแนวคิด ‘DOGE Dividend’ ได้รับการอนุมัติ (เสนอให้คืนเงิน 20% จากงบประมาณที่ลดลงได้แก่ผู้เสียภาษี) ก็อาจช่วยลดแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจได้

ในระยะยาว การลดภาษีและการลดกฎระเบียบจะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

อย่างที่เรากล่าวไว้ข้างต้นว่า ลำดับเวลาของนโยบายนั้นมีความสำคัญ โดยเราคาดว่านโยบายอื่นๆ ของ Trump เช่น การลดภาษีและการลดกฎระเบียบต่างๆ จะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล

ตัวอย่างเช่น การขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย Tax Cuts and Jobs Act (TCJA) ปี 2017 (ซึ่งจะหมดอายุภายในสิ้นปี 2025) รวมถึงการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติมที่อาจช่วยชดเชยผลกระทบจากการลดงบประมาณของภาครัฐ ตัวอย่างเช่น การเสนอให้ลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 21% เหลือ 20% หรืออาจต่ำถึง 15% ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรของภาคเอกชนและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น โดย Tax Foundation ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านภาษี ประเมินว่านโยบายลดภาษีของ Trump อาจช่วยให้ GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.8% ในระยะยาว

นอกจากนี้ การลดกฎระเบียบ โดยเฉพาะในภาคพลังงาน การเงิน และเทคโนโลยี อาจช่วยลดต้นทุนด้านการกำกับดูแลธุรกิจ และกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาและประสิทธิภาพของมาตรการเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับการเจรจาทางการเมืองและข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยเฉพาะเมื่อยังมีความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง

ภาพรวม: Trump อาจยอมรับความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล ตามที่รัฐมนตรีคลัง Bessent และหัวหน้า DOGE อย่าง Musk ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน คือการลดต้นทุนการกู้ยืมระยะยาว โดยเฉพาะในส่วนของ Yield พันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี เพื่อลดภาระในการ Refinance ของรัฐบาล โดยสาเหตุที่ประเด็นนี้มีความสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐมีหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในปีนี้กว่า 9 ล้านล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 1 ใน 4 ของหนี้ทั้งหมด 36 ล้านล้านดอลลาร์ฯ (ดูกราฟ 3)

เพื่อให้สามารถ Refinance หนี้ดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยที่ยั่งยืน รัฐบาลอาจต้องดำเนินมาตรการที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจของนักลงทุนพันธบัตรสหรัฐ เช่น การลดการใช้จ่ายของภาครัฐ หรือการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อลดความกังวลเรื่องการขาดดุลที่เพิ่มขึ้น โดยการควบคุมต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวไม่เพียงแต่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยของรัฐบาล แต่ยังช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินในระบบเศรษฐกิจโดยรวมอีกด้วย เพราะจะช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือนลดลงในระยะยาว

ทั้งนี้ การที่จะลดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวได้นั้น รัฐบาลจำเป็นต้องทำให้เงินเฟ้อลดลงมาด้วย ซึ่งหนึ่งในวิธีที่สามารถทำได้ คือ การทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง และหากการเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ Fed ก็อาจมีพื้นที่มากขึ้นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมได้อีก

สำหรับผลกระทบที่มีต่อตลาดหุ้นสหรัฐ ฉากหลังของนโยบายนี้อาจทำให้ตลาดมีความผันผวนมากขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และเมื่อพิจารณาจากมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง บวกกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็อาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวของราคาที่ผันผวนมากขึ้น (ดูกราฟ 4) โดยค่า Forward P/E ของดัชนี S&P 500 ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 20.3 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 18.5 เท่า ประมาณ 10%

วิธีรับมือความผันผวนในตลาด: การกระจายการลงทุน

แม้เราจะเชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐอาจเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่นั่นไม่ควรทำให้คุณไขว้เขวจากแผนการลงทุนระยะยาวของคุณ โดยการกระจายการลงทุน และการเลือกพอร์ตที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของตัวเอง จะช่วยให้คุณสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ตลาดผันผวน

ทั้งนี้ ผลตอบแทน YTD ของสินทรัพย์ต่างๆ ตอกย้ำให้เราเห็นความสำคัญของการกระจายการลงทุนที่ดี เพราะแม้ดัชนี S&P 500 จะปรับตัวลดลง 5% (ณ 11 มี.ค.) แต่ตลาดหุ้นโลก (ไม่รวมสหรัฐ) ปรับตัวขึ้น 5.8% ขณะที่ สินทรัพย์ปรับสมดุลอย่างทองคำและตราสารหนี้ ยังทำหน้าที่ได้ดี โดยปรับตัวขึ้น 10.4% และ 2.5% ตามลำดับ (ดูกราฟ 5)

ปัจจุบัน พอร์ต General Investing ของเรา ได้รับประโยชน์จากการมีสัดส่วนของทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ Safe-haven และมีส่วนสำคัญในการปกป้องพอร์ตของเราในช่วงที่ตลาดผันผวน

ในพอร์ตที่มีระดับความเสี่ยงสูงกว่า (เน้นการลงทุนในหุ้น) การมีสัดส่วนในหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น Healthcare และสินค้าจำเป็น รวมถึงหุ้นนอกสหรัฐ ช่วยลดแรงกระแทกจากการปรับตัวลงของหุ้นบางกลุ่ม ส่วนในพอร์ตที่มีระดับความเสี่ยงต่ำกว่า (เน้นการลงทุนในตราสารหนี้) การปรับตัวขึ้นของตราสารหนี้ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง ช่วยสนับสนุนผลตอบแทนในพอร์ต

สุดท้ายนี้ การลงทุนระยะยาวที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความอดทน วินัย และการมีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน โดยการ Stay Invested ในพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดี และเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้อย่างแท้จริง จะช่วยให้คุณสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาด และสามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

หมายเหตุ:

การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน; ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต; การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอ คำแนะนำ คำเชื้อเชิญ หรือการชักชวนให้ท่านซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือเข้าทำธุรกรรมใดๆ

ข้อมูลนี้ไม่ได้จัดเตรียมขึ้นโดยคำนึงถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลของท่าน (เช่น วัตถุประสงค์การลงทุน สถานการณ์ทางการเงิน หรือความความต้องการโดยเฉพาะ) ท่านควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการเงิน บัญชี ภาษี กฎหมาย และด้านอื่น ๆ ของท่านเอง


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email