ตลาดหุ้นกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: ข้อมูลในอดีตบอกอะไรเรา?

11 March 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลก่อนจะย่อตัวลง ขณะที่ตลาดหุ้นก็ผันผวนไม่แพ้กัน ซึ่งหากคุณกำลังรู้สึกกังวล นี่คือช่วงเวลาที่คุณควรพิจารณา ‘ข้อมูล’ มากกว่า ‘ข่าวพาดหัว’

เหตุผลที่ควร Stay Invested ต่อไป

ตลาดหุ้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการรับมือความตื่นกลัวทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย Royal Bank of Canada ได้ศึกษาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 20 ครั้งนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 พบว่าดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงเฉลี่ยประมาณ 6% จากจุดสูงสุด และใช้เวลาเพียง 28 วันทำการ ในการฟื้นตัวกลับมา

ขณะที่ LPL Financial ได้ศึกษาเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ 40 ครั้งในช่วง 85 ปีที่ผ่านมา และพบรูปแบบที่คล้ายคลึงกันว่า โดยปกติแล้วตลาดหุ้นจะฟื้นตัวได้ภายใน 6 สัปดาห์

นอกจากนี้ Birinyi Associates ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งกว่า เมื่อมองในช่วง 12 เดือนหลังเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐ ดัชนี S&P 500 กลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกถึง 12.5% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 9% นั่นหมายความว่า การรีบขายหุ้นในช่วงที่ตลาดผันผวนจากปัจจัยการเมืองโลก อาจทำให้คุณพลาดโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย

ความกังวลเรื่องราคาน้ำมัน?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก) เป็นเวลานาน จะส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้นและฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่เราควรพิจารณา ดังนี้ 

วิกฤติการณ์น้ำมันที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดจากการคว่ำบาตรน้ำมันของกลุ่มประเทศอาหรับในปี 1973 ซึ่งนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและปัญหาเงินเฟ้อสูงอย่างรุนแรง แต่ในขณะนั้น เศรษฐกิจสหรัฐต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจำนวนมหาศาล และยังมีข้อผิดพลาดในการดำเนินนโยบายการคลังและการเงินร่วมด้วย

สถานการณ์ในตอนนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะปัจจุบัน สหรัฐเป็นผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิ ทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันน้อยลง นอกจากนี้ ความขัดแย้งครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดน้ำมันโลกอยู่ในสภาวะ Supply ล้นตลาด และกลุ่ม OPEC+ ก็ตกลงที่จะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. นี้

ปัญหา Supply พลังงานที่ยืดเยื้อ จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจ และสถานการณ์ในปัจจุบันก็ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แม้จะไม่มีใครสามารถทำนายได้ว่าเหตุการณ์นี้จะจบลงอย่างไร แต่จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าช่วงที่เกิดวิกฤติน้ำมันในอดีต

เรื่องนี้ส่งผลต่อนักลงทุนอย่างไร?

แม้ความผันผวนจะเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่การตัดสินใจด้วยอารมณ์มักมีราคาแพงกว่าการ ‘ยึดมั่นตามแผนเดิม’ โดยรูปแบบที่มักเกิดขึ้นซ้ำๆ ตลอดหลายทศวรรษ คือ ตลาดมักจะย่อตัวลงเมื่อเกิดความไม่แน่นอน แต่จะกลับมาฟื้นตัวได้เมื่อสถานการณ์เริ่มคงที่ ดังนั้น การขายสินทรัพย์ด้วยความตื่นตระหนก จะทำให้คุณสูญเสียโอกาส และอาจกลายเป็นการยอมรับการขาดทุนก่อนที่ตลาดจะฟื้นตัว

การถือเงินสดอาจดูปลอดภัย แต่ก็มีความเสี่ยงในตัวเอง นั่นก็คือการสูญเสียมูลค่าตามเงินเฟ้อ และนักลงทุนที่ออกจากตลาดไปก็อาจต้องกลับมาซื้อสินทรัพย์ใหม่ในราคาที่สูงกว่าเดิม ดังนั้น ต้นทุนของการออกจากตลาดแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ จึงมักจะสูงกว่าความไม่สบายใจในการ Stay Invested ผ่านช่วงมรสุม

ทั้งนี้ หากคุณกำลังมองหาวิธีเพิ่ม ‘ความยืดหยุ่น’ ให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณ ลองพิจารณาสินทรัพย์ที่มักจะทำผลตอบแทนได้ดีในช่วงที่ตลาดเกิดความตึงเครียด เช่น ทองคำ ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้วทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ Safe-haven ที่ไว้ใจได้ ขณะที่หุ้นในกลุ่ม Defensive เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (Consumer Staples) และ สาธารณูปโภค (Utilities) ก็จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ตโดยรวมได้ ซึ่งสินทรัพย์ทั้งหมดนี้มีให้คุณเลือกลงทุนได้ผ่าน Flexible Portfolio ของเรา

การลงทุนอย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลาแบบนี้มักส่งผลดีต่อนักลงทุน เพราะจะช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนในระยะยาว และที่สำคัญไปกว่านั้น คือ การช่วยตัดอารมณ์ออกจากสมการการลงทุน เพื่อให้เงินของคุณทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email