Weekly Buzz: แม้แต่ AI ก็ยัง ‘Made in China’
ปัจจุบัน บริษัทต่างๆ ทั่วโลกกำลังทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งฮาร์ดแวร์จำนวนมากนั้นก็มาจากประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ระบบเครือข่าย ระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็น รวมถึงแผงวงจรพิมพ์ ปัจจัยนี้ได้ช่วยประคองเศรษฐกิจจีน ในขณะที่การเติบโตภายในประเทศยังคงซบเซา
เกิดอะไรขึ้น?

กรมศุลกากรของจีนรายงานตัวเลขการส่งออกในเดือน พ.ค. อยู่ที่ 377,000 ล้านดอลลาร์ฯ เพิ่มขึ้น 19.4% YoY นับเป็นการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่ การนำเข้าแม้จะเติบโตเร็วยิ่งกว่าที่ 27.4% YoY แต่จีนยังมียอดเกินดุลการค้าสูงถึง 105,000 ล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ราว 92,000 ล้านดอลลาร์ฯ
ฝั่งการส่งออกนั้นถูกขับเคลื่อนด้วย 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ Demand ของฮาร์ดแวร์ AI ที่ช่วยให้โรงงานต่างๆ มีงานล้นมือ ขณะที่ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ช่วยหนุนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน รายงานว่า ยอดส่งออกรถยนต์ส่วนบุคคลเดือน พ.ค. พุ่งขึ้นถึง 73% YoY และยอดจัดส่งรถ EV และ Hybrid ของจีนก็เติบโตขึ้นกว่า 2 เท่า
ในส่วนของการนำเข้า บริษัทจีนพากันกว้านซื้อชิปเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมาก เพื่อนำมาพัฒนา AI ของตัวเอง แม้ว่ารัฐบาลจีนจะไม่ได้อยากพึ่งพา Supplier จากต่างชาติมากนัก โดย Bloomberg รายงานว่า จีนกำลังร่างแผนการลงทุนมูลค่า 295,000 ล้านดอลลาร์ฯ ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อสร้างเครือข่ายศูนย์ข้อมูล AI แห่งชาติ โดยตั้งเป้าที่จะใช้เทคโนโลยีภายในประเทศอย่างน้อย 80% และมุ่งสู่ระบบโครงข่ายการประมวลผลที่พึ่งพาตัวเองได้ทั้งหมดภายในปี 2028

Key Takeaway
แม้ว่าข้อมูลการค้าของจีนจะดูแข็งแกร่ง แต่นี่เป็นเพียงภาพสะท้อนด้านเดียวของเศรษฐกิจจีนเท่านั้น เพราะการบริโภคของชาวจีนเองยังคงอยู่ในภาวะซบเซา โดยยอดค้าปลีกเดือน พ.ค. ลดลง 0.6% YoY ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 นักวิเคราะห์จึงจำกัดความสิ่งนี้ว่าเป็น ‘เศรษฐกิจสองระดับ’ (Two-tier economy) ของจีน เพราะภาคการผลิตและการส่งออกได้เข้ามาช่วยชดเชยการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ซบเซา ซึ่งในตอนนี้ โรงงานของจีนจึงต้องรับบทเป็นผู้แบกเศรษฐกิจต่อไป ในขณะที่ชาวจีนยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: เศรษฐกิจสีเขียวโตทะลุ 10 ล้านล้านดอลลาร์ฯ

มูลค่าตลาด (Market Value) ของเศรษฐกิจสีเขียวทั่วโลก ได้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ตามรายงานฉบับใหม่ของ London Stock Exchange Group (LSEG) ซึ่งทำการประเมินบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 21,000 แห่ง เพื่อคำนวณว่าแต่ละธุรกิจมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน
จากนั้น LSEG จะนำมูลค่าตลาดของแต่ละบริษัทมาถ่วงน้ำหนักด้วยสัดส่วนรายได้สีเขียวแล้วนำทั้งหมดมารวมกัน จนได้ผลลัพธ์ที่ 10 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ขณะที่ รายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการสีเขียว เติบโตขึ้นมาอยู่ที่ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเร็วที่สุดตั้งแต่ปี 2022 โดยมีธุรกิจรถ EV และแบตเตอรี่ล้ำสมัยเป็นผู้นำ
ก่อนหน้านี้ นักลงทุนบางส่วนเริ่มสนใจหุ้นสีเขียวน้อยลง เนื่องจากรัฐบาลบางประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐ เริ่มชะลอการดำเนินนโยบายสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การมองในมุมนั้นอาจทำให้พลาดประเด็นที่ใหญ่กว่าไป นั่นก็คือ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาดในปัจจุบัน ถูกขับเคลื่อนด้วยเรื่อง ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ และ ‘ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ’ มากพอๆ กับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ดัชนี S&P Global Clean Energy Transition Index ปรับตัวพุ่งขึ้นมากกว่า 80% นับตั้งแต่สิ้นปี 2024 ซึ่งมากกว่าดัชนี S&P 500 กว่า 2 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน
ในหลายๆ ภูมิภาค พลังงานลมและแสงอาทิตย์ถือเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าสมัยใหม่ที่มีต้นทุนถูกที่สุด ดังนั้น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดจึงกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในเชิงเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นเรื่องความมั่นคงทางพลังงานยังเป็นตัวตอกย้ำความสำคัญของเรื่องนี้ เห็นได้จากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งนักลงทุนระยะยาวจะเข้าใจหลักการนี้ดีว่า โครงข่ายไฟฟ้าต้องมีการกระจายความเสี่ยงด้วยการดึงพลังงานจากหลายๆ แหล่ง ทั้งพลังงานน้ำ แสงอาทิตย์ ลม นิวเคลียร์ น้ำมัน และก๊าซ เพื่อที่ว่าเมื่อแหล่งพลังงานใดเกิดสะดุด แหล่งพลังงานที่เหลือจะยังคงทำหน้าที่ต่อไปได้นั่นเอง
(หากคุณกำลังมองหาพอร์ตสร้างมาเพื่อคว้าโอกาสเติบโตไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาด ลองดู Thematic Portfolio ของเรา)
เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize

