Weekly Buzz: S&P 500 จะชนะคาดการณ์กำไรได้อีกหรือไม่?

17 April 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

บรรดายักษ์ใหญ่ในกลุ่มธุรกิจการเงิน ไม่ว่าจะเป็น JPMorgan, Bank of America และ Morgan Stanley เริ่มประกาศผลประกอบการในไตรมาสแรกกันแล้ว ซึ่งสำหรับนักลงทุน ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพของภาคธุรกิจโดยรวม และเป็นสัญญาณบ่งบอกทิศทางของตลาดหลังจากนี้

เรื่องที่น่าจับตามองในไตรมาสนี้

แม้ตลาดจะไม่ได้คาดหวังผลกำไรที่เพิ่มขึ้นแบบมหาศาลในไตรมาสนี้ แต่ภาพรวมยังถือว่าแข็งแกร่ง โดยมีคาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตขึ้น 12.6% YoY ซึ่งหากตัวเลขเป็นไปตามนี้ จะถือเป็นการเติบโตด้วยเลขสองหลักติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 6

ตัวเลขคาดการณ์ที่แข็งแกร่งได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย เช่น กฎหมาย One Big Beautiful Bill ที่ลงนามไปเมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว ช่วยให้ภาคเอกชนได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้แบบถาวร ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อกำไรสุทธิของบริษัท นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงในปีที่ผ่านมา ยังช่วยเพิ่มรายได้จากต่างประเทศให้กับบริษัทข้ามชาติของสหรัฐ ซึ่งอาจช่วยหนุนให้กำไรของบริษัทเหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ หากย้อนดูสถิติที่ผ่านมา บริษัทในดัชนี S&P 500 มักจะประกาศผลประกอบการที่ ‘ดีกว่าคาด’ อันที่จริงผลประกอบการที่ดีกว่าคาดเกิดขึ้นถึง 37 ครั้งจาก 40 ไตรมาสหลังสุด โดย FactSet ประเมินว่า หากอ้างอิงจากค่าเฉลี่ยของผลประกอบการที่เหนือความคาดหมายในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขการเติบโตอาจพุ่งไปใกล้ระดับ 19% ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ Q4/2021

Key Takeaway

การเติบโตของกำไรถือเป็นหนึ่งในแรงสนับสนุนที่น่าเชื่อถือที่สุดของราคาหุ้น ดังนั้น ฤดูกาลประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งย่อมเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุน และด้วยความที่กลุ่มสถาบันการเงินมีสัดส่วนถึง 75% ของบริษัทที่รายงานผลประกอบการในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารจึงเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาให้ลึกกว่าตัวเลขพาดหัวข่าว เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มขยับตัวกลับขึ้นมา ซึ่งหากเราเห็นตัวเลขการตั้งสำรองหนี้สูญ (เงินที่ธนาคารกันไว้รองรับการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต) ขยับเพิ่มขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าราคาสินค้าและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น เริ่มส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวอเมริกันแล้ว

(หากคุณกำลังมองหาพอร์ตที่สร้างมาเพื่อคว้าโอกาสเติบโตไปกับเศรษฐกิจสหรัฐและโลก ลองดูพอร์ต General Investing ของเรา)

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ความขัดแย้งในอิหร่านเริ่มส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า

หลังจากที่การเจรจาสันติภาพในช่วงสุดสัปดาห์ยังไม่มีข้อสรุป ประธานาธิบดี Trump ก็ได้สั่งห้ามเรือสินค้าที่ออกจากท่าเรือของอิหร่านผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 95 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลในสัปดาห์นี้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงส่งสัญญาณพร้อมเจรจา แต่ด้วยราคาที่ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามที่ประมาณ 70 ดอลลาร์ฯ ผลกระทบของความขัดแย้งครั้งนี้ที่มีต่อตัวเลขเงินเฟ้อจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 3.3% YoY ในเดือน มี.ค. เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจาก 2.4% ในเดือน ก.พ. โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นถึง 21.2% ภายในเดือนเดียว และคิดเป็นเกือบ 3 ใน 4 ของราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน ภาพรวมยังถือว่าค่อนข้างทรงตัว โดยเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) อยู่ที่ 2.6%

ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐเท่านั้น แต่เงินเฟ้อในยูโรโซนยังพุ่งขึ้นเป็น 2.5% จาก 1.9% ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากยุโรปต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ส่วนในจีน ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวสูงขึ้น 0.5% YoY สิ้นสุดภาวะเงินฝืดในภาคการผลิตที่ยาวนานกว่า 3 ปี หลังต้นทุนวัตถุดิบเริ่มปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับนักลงทุน คำถามสำคัญคือสถานการณ์นี้จะยังอยู่ในการควบคุมหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานทั้งในสหรัฐ และยูโรโซนยังคงนิ่งอยู่ และธนาคารกลางหลายแห่งต่างส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะ ‘มองข้าม’ การพุ่งขึ้นครั้งนี้ ตราบใดที่ตัวเลขเงินเฟ้อโดยรวมยังไม่ขยายวงกว้างไปมากกว่าที่เป็นอยู่

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email