Weekly Buzz: หรือ AI จะมาช่วยธนาคารกลางปราบเงินเฟ้อ?

24 April 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง Amazon, Meta, Microsoft และ Alphabet มีแผนจะทุ่มเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมกันกว่า 650,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งหาก AI สามารถช่วยเพิ่ม Productivity ได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจมีมากกว่าแค่กำไรของบริษัท แต่อาจช่วยแก้ปัญหาที่ธนาคารกลางทั่วโลกพยายามกันมานานหลายปี นั่นก็คือ ‘ปัญหาเงินเฟ้อสูงที่ยืดเยื้อ’ 

เกิดอะไรขึ้น?

ธนาคารกลางหลายแห่ง เช่น Fed พยายามอย่างหนักที่จะดึงเงินเฟ้อให้กลับลงมาจากระดับสูงสุดในช่วงหลัง COVID-19 แต่เครื่องมือหลักอย่าง ‘การปรับอัตราดอกเบี้ย’ จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเงินเฟ้อเกิดจากฝั่ง Demand อธิบายง่ายๆ คือ เมื่อขึ้นดอกเบี้ย การใช้จ่ายจะลดลงและราคาสินค้าก็จะค่อยๆ ปรับตัวลงตาม

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อในปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจากฝั่ง Supply ทั้งการหยุดชะงักของพลังงาน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และ Supply Chain ที่ตึงตัว ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากปัจจัยเหล่านี้ได้โดยตรง

AI อาจเป็นทางออกในเรื่องนี้ เมื่อธุรกิจต่างๆ สามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้นโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง  Supply ในตลาดก็จะเพิ่มขึ้น นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า ‘ปัจจัยบวกด้าน Supply’ ซึ่งการเติบโตในลักษณะนี้จะเป็นเครื่องยืนยันว่าเงินมหาศาลที่กลุ่ม Big Tech ทุ่มลงไปนั้นคุ้มค่า

แต่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วย Jerome Powell ประธาน Fed กล่าวว่า กระแส AI อาจทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นก่อน เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้า ชิป และการก่อสร้าง Data Centre ที่พุ่งสูงขึ้น ได้กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ก่อนที่ Productivity จะเกิดขึ้นจริงเสียอีก

Key Takeaway

การถกเถียงเรื่องการลงทุนใน AI มักพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม Big Tech ว่าจะได้ทุนคืนหรือไม่? แต่สำหรับเศรษฐกิจโดยรวม  คำถามนั้นเรียบง่ายกว่า นั่นก็คือ Productivity จาก AI จะช่วยลดราคาสินค้าได้จริง หรือต้นทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะดันราคาสินค้าให้สูงขึ้นก่อน? หากฝั่ง Productivity เป็นผู้ชนะ ธนาคารกลางก็จะมีช่องว่างในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุน เพราะโดยปกติแล้วดอกเบี้ยที่ต่ำลงมักจะช่วยหนุนให้ราคาของสินทรัพย์ทุกประเภทปรับตัวสูงขึ้น

(การกระจายความเสี่ยงคือวิธีที่ดีที่สุดในการลงทุนเพื่อคว้าโอกาสเติบโตจาก Productivity ของ AI เริ่มต้นได้ที่พอร์ต General Investing ของเรา หรือหากต้องการลงทุนในบริษัทผู้สร้างเทคโนโลยี AI โดยตรง ลองดู Flexible Portfolio ได้เลย!)

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: เมื่อโลกหันมาใช้ไฟฟ้าและ ‘พลังงานแสงอาทิตย์’ คือผู้นำ

จากรายงานล่าสุดของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นเกือบ 1,100 เทราวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ไปจนถึงปี 2030 ซึ่งเทียบเท่ากับการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานในประเทศแคนาดาในทุกๆ ปี โดยในปีที่ผ่านมา การใช้ไฟฟ้าใน Data Centre พุ่งขึ้น 17% ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เติบโตกว่า 20% หรือมากกว่า 20 ล้านคัน

ในฝั่งของ Supply พลังงานแสงอาทิตย์มีสัดส่วนมากกว่า 25% ของการเติบโตของแหล่งพลังงานทั่วโลก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่พลังงานหมุนเวียนยุคใหม่กลายเป็นผู้นำ โดยในปี 2025 เพียงปีเดียวมีการติดตั้งแผงโซลาร์เพิ่มขึ้นถึง 600 เทราวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบปีของเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าทุกประเภท นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ยังช่วยกันตอบโจทย์ Demand พลังงานที่เพิ่มขึ้นได้เกือบ 60% ขณะที่เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ กลายเป็นเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในปีนี้

โลกกำลังกระหายพลังงานมากกว่าที่เคย และเหตุการณ์ความไม่สงบในช่องแคบฮอร์มุซยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากราว 1 ใน 5 ของการค้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ และก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าถึง 22% ของโลก ความมั่นคงทางพลังงานจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลทั่วโลก และการมีแหล่งพลังงานที่ผลิตได้เองในประเทศก็ดูจะมีความสำคัญมากขึ้นทุกวัน

บทสรุปสำหรับนักลงทุนคือ โลกต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนจาก AI หรือรถยนต์ไฟฟ้า และความต้องการนี้ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย สิ่งนี้ทำให้บริษัทที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ตั้งแต่ระบบโซลาร์ การกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ไปจนถึงการ Upgrade ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) อยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งและน่าจับตาไปอีกหลายปีต่อจากนี้

(หากคุณต้องการลงทุนในบริษัทที่เป็นอนาคตด้านพลังงานของโลก ลองดู Flexible Portfolio ของเรา)

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email