Weekly Buzz: บทพิสูจน์กลุ่ม Big Tech
หุ้น Magnificent Seven จำนวน 4 บริษัท ได้แก่ Meta, Microsoft, Apple และ Tesla กำลังจะประกาศผลประกอบการรายไตรมาสในสัปดาห์นี้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก เพราะทั้ง 4 บริษัทนี้รวมกันมีสัดส่วนราว 16% ของมูลค่าตลาดในดัชนี S&P 500 นั่นหมายความว่า ผลประกอบการของพวกเขาสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ
เกิดอะไรขึ้น?

ตั้งแต่ต้นปี 2026 นักลงทุนเริ่ม Rotate ออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปยังหุ้นขนาดกลางและเล็กมากขึ้น สาเหตุสำคัญคือ ‘การใช้จ่าย’ เพราะ Hyperscalers ทั้ง 4 บริษัทนี้คาดว่าจะทุ่มงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่า 470,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 350,000 ล้านดอลลาร์ฯ เมื่อปี 2025 ขณะที่การเติบโตของกำไรกำลังชะลอลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 มาอยู่ที่ราว 22%
- Meta และ Microsoft กำลังเผชิญแรงกดดัน โดยตลาดต้องการเห็นหลักฐานชัดเจนว่า เงินที่ลงทุนไปกับ AI และ Data Centre สามารถสร้างผลตอบแทนได้จริง เพราะ ‘การทุ่มเงิน’ เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ ‘ความสามารถในการทำกำไร’ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
- Apple เลือกเดินเกมแตกต่างออกไป โดยแทนที่จะลงทุนมหาศาลในการพัฒนาโมเดล AI ของตัวเอง บริษัทกลับจับมือกับ Google ผ่านโมเดล Gemini เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของ Siri นักลงทุนจึงกำลังจับตามองว่ายอดขาย iPhone จะเริ่มฟื้นตัวได้หรือไม่?
- ขณะที่ Tesla มีราคาหุ้นสูงถึงเกือบ 200 เท่าของคาดการณ์กำไร จนกลายเป็นหุ้นที่แพงเป็นอันดับ 2 ในดัชนี S&P 500 นักลงทุนจึงไม่ได้มองแค่ยอดขายรถยนต์อีกต่อไป แต่กำลังจับตาธุรกิจใหม่ที่อาจเป็นก้าวต่อไปของบริษัท นั่นคือบริการรถไร้คนขับ (Robotaxi) ที่รอคอยมานาน
Key Takeaway
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แนวคิด ‘Buy America’ หรือการลงทุนในตลาดสหรัฐเป็นหลักถือเป็นกลยุทธ์ยอดนิยม เพราะตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน Valuation หุ้นที่อยู่ในระดับสูง หนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และโอกาสการลงทุนในประเทศอื่นๆ กำลังทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามกับแนวคิดนี้มากขึ้น ดังนั้น การประกาศผลประกอบการรอบนี้จึงอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในระยะข้างหน้า
แม้ตลาดสหรัฐจะยังเป็นตลาดที่ใหญ่และมีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก และยังเป็นแกนหลักของพอร์ตการลงทุนทั่วโลก แต่การกระจายการลงทุนไปยังหลายภูมิภาค จะช่วยให้คุณสามารถคว้าโอกาสทั้งจากการเติบโตของสหรัฐ และจากตลาดอื่นๆ ทั่วโลกได้เช่นกัน
(หากคุณกำลังมองหาพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีทั่วโลก ลองดูพอร์ต General Investing ของเรา)
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐดิ่ง
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2014 โดยล่าสุด ดัชนี Consumer Confidence ของ Conference Board ลดลงมาอยู่ที่ 84.5 ในเดือน ม.ค. จาก 94.2 ในเดือน ธ.ค. ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก และเนื่องจากบริษัทในสหรัฐพึ่งพาการใช้จ่ายของผู้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก เมื่อความเชื่อมั่นลดลง Demand ก็มักจะชะลอตัวตามไปด้วย

ผู้ตอบแบบสำรวจรู้สึกกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาน้ำมันเป็นหลัก รวมถึงประเด็นภาษีนำเข้า การค้า และตลาดแรงงาน อธิบายง่ายๆ คือ บรรยากาศโดยรวมเริ่มแย่ลงทั้งในด้านค่าครองชีพและรายได้ ไม่ใช่แค่ปัญหาใดปัญหาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคโดยตรง หากความไม่สบายใจยังยืดเยื้อต่อไป ก็อาจกลายเป็นวงจรซ้ำซ้อน เพราะเมื่อผู้บริโภคลดการใช้จ่าย ภาคธุรกิจก็จะชะลอการจ้างงานและการลงทุน ซึ่งจะยิ่งกดดันให้ความเชื่อมั่นลดลงไปอีก
ปัญหาเงินเฟ้อสูงที่ยังยืดเยื้ออาจทำให้ภาพเศรษฐกิจโดยรวมซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะหากราคาสินค้ายังคงปรับตัวขึ้น Fed ก็จะลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น แม้ข้อมูลเพียงชุดเดียวจะยังไม่สามารถสรุปแนวโน้มทั้งหมดได้ แต่ Fed จะจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเชื่อมั่นที่อ่อนแอลงอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาต้องพิจารณาลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ปัญหาเงินเฟ้อสูงจะยังไม่จบก็ตาม
เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize
Simply Finance: Hyperscalers

Hyperscalers คือคำที่ใช้เรียกบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งและ Data Centre ขนาดใหญ่ เช่น Microsoft, Amazon, Google และ Meta ซึ่งมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถ Scaling เพื่อรองรับผู้ใช้งานนับพันล้านคนทั่วโลกได้