กระแส AI บูม กำลังจะคุ้มทุนจริงมั้ย?
สรุปประเด็นเด่นประจำสัปดาห์
Big Tech ปรับลดพนักงาน แม้ยังเดินหน้าลงทุน AI มหาศาล

Microsoft ประกาศปรับลดพนักงานกว่า 2% ของบริษัท หรือราว 4,800 ตำแหน่ง แม้ว่าธุรกิจคลาวด์ยังมีอุปสงค์แข็งแกร่ง และบริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนใน Data Centre สำหรับ AI อย่างต่อเนื่อง การปรับลดครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างของ Big Tech โดยทั้ง Amazon และ Meta ต่างก็ปรับลดพนักงานหลายพันตำแหน่งในปีนี้เช่นกัน ขณะที่รายจ่ายด้านการลงทุน (Capex) ที่เกี่ยวข้องกับ AI ของทั้งอุตสาหกรรมมีแนวโน้มแตะ 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 โดย Microsoft เพียงรายเดียวคาดว่าจะใช้เงินลงทุนสูงถึง 190,000 ล้านดอลลาร์ฯ ในปีเดียวกัน สาเหตุที่บริษัทต้องลงทุนอย่างหนักควบคู่กับการควบคุมต้นทุน เป็นเพราะการสร้าง Data Centre ต้องใช้เงินสดจำนวนมาก แต่ต้นทุนทางบัญชีจะทยอยรับรู้ผ่าน "ค่าเสื่อมราคา (Depreciation)" ในอีกหลายปีต่อมา บริษัทจึงสามารถรายงานรายได้และกำไรที่เติบโตได้ แม้ว่ากระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) จะถูกกดดันในระยะสั้น
รายได้จาก AI เริ่มสูงกว่าค่าเสื่อมราคา แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าคุ้มทุน
ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Exponential View ระบุว่า รายได้จาก AI ทั่วโลก (ไม่รวมจีน) อยู่ที่ 25,000 ล้านดอลลาร์ฯ ในไตรมาส 1 ปี 2026 สูงกว่าค่าเสื่อมราคาของทั้งอุตสาหกรรมที่ประเมินไว้ราว 21,000 ล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งในเบื้องต้นถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าเม็ดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ฯ ที่ถูกลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจมีความยั่งยืนในเชิงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบดังกล่าวพิจารณาเพียงรายได้เทียบกับค่าเสื่อมราคาเท่านั้น โดยยังไม่รวมต้นทุนการดำเนินงานของ Data Centre เช่น ค่าพนักงาน ค่าบำรุงรักษา และค่าไฟฟ้า ดังนั้น คำถามว่า AI จะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาวหรือไม่ และบริษัทใดจะเป็นผู้ชนะ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน สำหรับนักลงทุนระยะยาว การกระจายการลงทุนในอุตสาหกรรม AI อย่างกว้างขวาง จะช่วยให้มีโอกาสได้รับประโยชน์ทั้งจากบริษัทที่พัฒนา AI และบริษัทที่นำ AI ไปประยุกต์ใช้งาน

เงินเยนอ่อนค่าใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี

เงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าลงแตะระดับอ่อนค่าที่สุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ปี 1986 แม้ว่าทางการญี่ปุ่นจะใช้เงินแทรกแซงตลาดสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 72,500 ล้านดอลลาร์ฯ ในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งช่วยพยุงค่าเงินได้เพียงชั่วคราว ปัจจัยกดดันสำคัญยังคงเป็นส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐ โดยแม้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995 แต่ก็ยังต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐที่ 3.5%-3.75% อยู่มาก ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนเลือกกู้ยืมเงินเยนต้นทุนต่ำเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยังทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อโลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น นักลงทุนจึงลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ และเริ่มสะท้อนความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นดอกเบี้ยไว้ในราคา (price in) มากขึ้น ทั้งนี้ เงินเยนที่อ่อนค่าทำให้เกิดทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ โดยผู้ส่งออกของญี่ปุ่นมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากกำไรที่เพิ่มขึ้นเมื่อแปลงรายได้จากต่างประเทศกลับมาเป็นเงินเยน ซึ่งมักช่วยหนุนดัชนีหุ้นของญี่ปุ่น ขณะที่ภาคครัวเรือนและธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้าจะเผชิญต้นทุนเชื้อเพลิง อาหาร และวัตถุดิบที่สูงขึ้น
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

