ตลาดหุ้นจีนพุ่งแรงสุดตั้งแต่ปี 2017
หุ้นจีนก้าวเข้าสู่ปี 2026 ด้วยความร้อนแรง โดยดัชนีสำคัญอย่าง Shanghai Composite ปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบหลายปี หลังจากเมื่อปีที่แล้ว ตลาดหุ้นจีนได้พุ่งขึ้นมาแล้วราว 28% ทำให้ปัจจุบัน ตลาดหุ้นจีนมีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนี S&P 500 มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017

เกิดอะไรขึ้น?
จุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มเทคโนโลยี โดยการเปิดตัว DeepSeek เมื่อเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว ได้จุดประกายให้เกิดความสนใจนวัตกรรมจีนอีกครั้ง ขณะที่ การพบปะกันระหว่างประธานาธิบดี Xi กับบรรดาผู้นำบริษัทเทคโนโลยีในเดือนถัดมา ถูกมองว่าเป็นสัญญาณของท่าทีที่ผ่อนคลายและเป็นมิตรมากขึ้นจากรัฐบาลจีน Momentum ดังกล่าวจึงขยายวงกว้างไปไกลกว่าธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์เพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่ม Healthcare ของจีนได้ฟื้นตัวขึ้นราว 50% หลังมีการทำข้อตกลงให้สิทธิการพัฒนายามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐกับบริษัทยาระดับโลก ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนปรับตัวขึ้นมากกว่า 40%
นอกจากนี้ ภาคการผลิตจีนก็ส่งสัญญาณบวกเช่นกัน โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีน ซึ่งเป็นการสำรวจผู้จัดการโรงงานแบบรายเดือน ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 50.1 ในเดือน ธ.ค. สิ้นสุดภาวะหดตัวที่ยาวนานถึง 8 เดือน และดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งการผลิตและคำสั่งซื้อใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้นได้สะท้อนว่าภาวะซบเซาของอุตสาหกรรมจีนอาจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

Key Takeaway
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะสดใสทั้งหมด โดยภาคอสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภคของจีนยังคงอ่อนแอ ขณะที่การบริโภคภายในประเทศก็ฟื้นตัวอย่างจำกัด อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งปี 2025 ตลาดหุ้นจีนยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ราว 28% เทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐที่ทำได้ประมาณ 17% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ไม่มีตลาดใดปราศจากความเสี่ยง และไม่มีตลาดใดจำเป็นต้องสมบูรณ์แบบเพื่อให้พอร์ตของคุณได้รับประโยชน์ โดยการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ กลุ่มธุรกิจ และภูมิภาค จะช่วยให้นักลงทุนพร้อมคว้าทุกโอกาสการเติบโต ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดก็ตาม
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: หุ้นเกาหลีใต้ก็แรงไม่แพ้กัน
ในทิศทางที่คล้ายกัน ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้เริ่มต้นปี 2026 ด้วยการทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง หลังจากปรับตัวขึ้นไปแล้วถึง 76% ในปี 2025 โดยแรงหนุนหลักมาจาก 2 ปัจจัย คือ ความต้องการชิปสำหรับ AI ที่ยังร้อนแรงไม่หยุด และความพยายามของภาครัฐในการปฏิรูปภาคธุรกิจ
ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งมีน้ำหนักค่อนข้างมากในดัชนีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ต่างได้รับอานิสงส์เต็มที่จากเทรนด์ AI โดยราคาหุ้นของ Samsung ปรับตัวขึ้นกว่า 2 เท่าในปี 2025 ขณะที่หุ้นของ SK Hynix พุ่งขึ้นเกือบ 4 เท่า ขณะที่การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์เพียงอย่างเดียว สร้างรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 173,000 ล้านดอลลาร์ฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 25% จากปี 2024
ประธานาธิบดี Lee Jae-myung ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกตั้งเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา Valuation หุ้นเกาหลีใต้ที่ก่อนหน้านี้อยู่ในระดับต่ำ (Korea Discount) โดยปัญหาดังกล่าวมีรากเหง้ามาจากโครงสร้างภาคธุรกิจของเกาหลีใต้ที่บริษัทจำนวนมากอยู่ภายใต้กลุ่มทุนครอบครัว หรือ ‘แชโบล’ ซึ่งในอดีตมักให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตระกูลผู้ก่อตั้งมากกว่านักลงทุนภายนอก
ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากแล้ว แต่ยังคงซื้อขายที่อัตราส่วน Price-to-Book (P/B) ที่ราว 1.4 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโลกที่ประมาณ 3.5 เท่า อย่างมีนัยสำคัญ
ความเสี่ยงสำคัญคือการกระจุกตัว โดยคาดการณ์กำไรของ Samsung และ SK Hynix มีสัดส่วนมากกว่า 50% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด ซึ่งหากความต้องการชิป AI ชะลอตัวลงหรือการปฏิรูปภาคเอกชนไม่คืบหน้า การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ก็อาจเริ่มแผ่วลงได้ อย่างไรก็ดี เกาหลีใต้กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนั้นสามารถปลดล็อก Valuation ในตลาดได้จริง
(หากคุณต้องการมีส่วนร่วมกับการเติบโตของจีนและเกาหลีใต้ ลองดู Flexible Portfolio ของเราที่คัดสรร ETF คุณภาพดีจากทั่วโลกกว่า 70 ตัวมาให้คุณได้เลือก)
Simply Finance: อัตราส่วน Price-to-Book (P/B)
อัตราส่วน Price-to-Book คือการเปรียบเทียบระหว่างราคาหุ้นในตลาดกับมูลค่าทางบัญชีของบริษัท หรือมูลค่าของบริษัทนั้นๆ หากมีการขายสินทรัพย์ทั้งหมดและชำระหนี้สินครบถ้วนแล้ว
ให้ลองนึกถึงทรัพย์สินสุทธิของตัวเราเอง เพียงนำมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมดมารวมกัน แล้วหักด้วยหนี้สินที่มีอยู่ หากค่า P/B เท่ากับ 1 เท่า หมายความว่า นักลงทุนกำลังจ่ายเงินในราคาที่เท่ากับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิตามบัญชีของบริษัท
เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize