Weekly Buzz: ราคาน้ำมันร่วงหลังสหรัฐ-อิหร่านบรรลุข้อตกลง

19 June 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐและอิหร่านได้ประกาศลดระดับความขัดแย้ง ด้วยการบรรลุข้อตกลงขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน รวมถึงการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังจากเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลราว 1 ใน 5 ของโลกแห่งนี้ถูกปิดตายมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา

เกิดอะไรขึ้น?

เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันพร้อมกลับมาทำงานอีกครั้ง ราคาน้ำมันดิบ Brent จึงร่วงลงราว 5% เมื่อวันจันทร์ (15 มิ.ย.) และปรับตัวลดลงตลอดทั้งสัปดาห์จนหลุดระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มี.ค. ทั้งนี้ การปิดล้อมช่องแคบในอดีตคือปัจจัยที่ดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ดังนั้น เมื่อมีแนวโน้มว่า Supply กำลังจะกลับเข้าสู่ระบบ จึงฉุดให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โดยข้อตกลงนี้มีกำหนดจะลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ (19 มิ.ย.) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ อิสราเอลยังคงสงวนท่าทีจากข้อตกลงดังกล่าว ทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดในเลบานอนก็ยังคงเป็นความเสี่ยงต่อภูมิภาคนี้อยู่

สิ่งที่นักลงทุนควรพิจารณาคือ สถานการณ์ตลาดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อก็ทะยานตามไปด้วย โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ พุ่งแตะ 4.2% ในเดือน พ.ค. ส่วนราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวทะลุ 100 ดอลลาร์ฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 และขึ้นไปทำจุดสูงสุดใกล้ๆ 120 ดอลลาร์ฯ

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยหลายประการที่ช่วยสกัดไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงไปมากกว่านี้ ประการแรกคือ ตลาดมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอก่อนเกิดเหตุขัดแย้ง เนื่องจากกลุ่ม OPEC+ ได้ทยอยเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้ระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์มากเป็นประวัติการณ์ถึง 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าในช่วงเริ่มสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 กว่า 2 เท่า

Key Takeaway

ทิศทางของราคาน้ำมันหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับว่าข้อตกลงดังกล่าวจะคืบหน้าหรือไม่? และ Supply น้ำมันจะกลับคืนสู่ตลาดได้รวดเร็วแค่ไหน? ซึ่งตลาดจะถูกขับเคลื่อนด้วยความสมดุลของปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาดแคลน Supply การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย หรือแรงซื้อขายทั่วโลก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สามารถส่งผลต่อราคาน้ำมันได้พร้อมๆ กัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจึงไม่ค่อยตรงกับพาดหัวข่าว ทำให้เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนได้ ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงในหลากหลายสินทรัพย์และภูมิภาค จะช่วยให้พอร์ตของคุณมีความยืดหยุ่นและทนทานต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

(หากคุณกำลังมองหาพอร์ตที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ ลองดูพอร์ต General Investing ของเรา) 

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: สัปดาห์สำคัญของบรรดาธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางต่างๆ ทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ต่างประกาศการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยความสนใจส่วนใหญ่พุ่งไปที่ Fed ที่มีมติคงดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐยังคงอยู่ที่ 3.5%-3.75%

การตัดสินใจของ Fed เมื่อวันพุธ (17 มิ.ย.) ถือเป็นครั้งแรกภายใต้การนำของ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ โดยนักวิเคราะห์บางรายมองการตัดสินใจครั้งนี้ในเชิง Hawkish ว่า Warsh ยังพอใจที่จะคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป (Higher for Longer) แม้ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์บางรายจะเห็นสัญญาณในเชิง Dovish เพราะเขาได้รับการเสนอชื่อจาก Donald Trump ที่ผลักดันอย่างเปิดเผยให้มีการลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวครั้งแรกของเขาค่อนข้างเอนเอียงไปทาง Hawkish และตลาดก็ตีความการคาดการณ์ล่าสุดของ Fed รวมถึงน้ำเสียงของ Warsh ไปในทำนองว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นภายในเดือน ต.ค. นี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีผลกับการตัดสินใจของ Fed จริงๆ คือ ข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งข้อมูลล่าสุดก็ยังไม่ได้มีน้ำหนักเพียงพอสำหรับการปรับลดดอกเบี้ย หลังจากมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 172,000 ตำแหน่งในเดือน พ.ค. สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ราว 2 เท่า อีกทั้งตัวเลขของเดือน มี.ค. และ เม.ย. ต่างก็ถูกปรับขึ้นด้วย ในขณะที่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พุ่งขึ้น 4.2% YoY ในเดือน พ.ค. ซึ่งเร็วที่สุดในรอบกว่า 3 ปี และสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed มากกว่า 2 เท่า

ตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นมาส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากราคาพลังงาน ซึ่งหากตัดหมวดอาหารและเชื้อเพลิงออก อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) จะเพิ่มขึ้นแค่ 2.9% ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ ดังนั้น แม้ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) จะดูร้อนแรง แต่แรงกดดันนั้นดูเหมือนจะจำกัดอยู่ในวงแคบๆ โดยมีน้ำมันเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปอาจขึ้นอยู่กับ ‘ผลกระทบระยะที่สอง’ (Second-round Effects) ที่อาจขยายวงกว้างออกไปยังภาคส่วนอื่นๆ และอาจทำให้ปัญหาเงินเฟ้อสูงฝังลึกลงไปในระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ ค่าจ้างแรงงานก็ยังไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ Fed กำลังจับตามองอยู่อย่างใกล้ชิด

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email