Weekly Buzz: จงกล้าในวันที่คนอื่นกลัว?
ตลอดเดือนที่ผ่านมา ตลาดมีความผันผวนค่อนข้างสูง หากคุณเช็กพอร์ตการลงทุนบ่อยขึ้นหรือไม่อยากเปิดดูเลย นั่นก็ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวของคุณ โดยล่าสุด Capital Group ได้ออกบทความเกี่ยวกับการรับมือในช่วงตลาดขาลง โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจและคุ้มค่าที่เราจะนำมาพิจารณา

ประวัติศาสตร์บอกอะไรเรา?
- การปรับตัวลงเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมตลาด: จากข้อมูลในอดีต ดัชนี S&P 500 มีการปรับตัวลดลงตั้งแต่ 10% ขึ้นไป โดยเฉลี่ยทุกๆ 18 เดือน ส่วนตลาดหมี (Bear Market) หรือการปรับตัวลดลงมากกว่า 20% มักเกิดขึ้นทุกๆ 6 ปีโดยประมาณ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีครั้งไหนที่ตลาดจะเป็นขาลงไปตลอดกาล เพราะหลังจากนั้นตลาดจะฟื้นตัวกลับมาและทำจุดสูงสุดใหม่ได้เสมอ

- ระยะเวลาในการลงทุนสำคัญกว่าการจับจังหวะ: คุณอาจเคยได้ยินประโยคนี้มาก่อน ความจริงคือไม่มีใครสามารถทำนายการเคลื่อนไหวของตลาดในระยะสั้นได้อย่างแม่นยำทุกครั้ง และต้นทุนของการพยายามจับจังหวะตลาดนั้นสูงมาก โดยหากคุณลงทุน 100,000 บาทในดัชนี S&P 500 เมื่อปี 2016 เงินก้อนนั้นจะเติบโตเป็นประมาณ 335,000 บาท ณ สิ้นปี 2025 แต่หากคุณพลาดออกจากตลาดไปในช่วง ‘10 วันที่ตลาดทำผลงานได้ดีที่สุด’ เงินของคุณจะเหลือเพียงประมาณ 174,500 บาทหรือหายไปเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
- การกระจายความเสี่ยงจะช่วยลดแรงกระแทก: พอร์ตที่มีการกระจายความเสี่ยงอาจไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียว แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็จะไม่ต้องเจ็บตัวหนักหากเลือกสินทรัพย์ผิดพลาด สมมติว่าในปีหนึ่ง ตลาดเกิดใหม่อาจพุ่งแรง แต่ปีถัดไปหุ้นสหรัฐ อาจกลับมาเป็นผู้นำ เพราะไม่มีสินทรัพย์ไหนที่เป็นผู้ชนะตลอดกาล การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายจึงอาจเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าในระยะยาว
Key Takeaway
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ทุกๆ 10 ปี ตั้งแต่ปี 1939 ถึง 2025 ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ราว 11% ซึ่งนั่นรวมถึงทุกช่วงที่ตลาดเป็นขาลง ปรับฐาน หรือวิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง แน่นอนว่าความผันผวนอาจทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ แต่เหตุการณ์แบบนี้มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการอัปเดตข้อมูลและรักษาวินัยการลงทุนต่อไป
(พอร์ต General Investing ของเราถูกออกแบบมาเพื่อรับมือตลาดในทุกสภาวะ 😎)
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ตลาดโลกพุ่งรับข่าวสหรัฐ-อิหร่านหยุดยิง

หลังจากการสู้รบที่ยืดเยื้อมานานกว่า 5 สัปดาห์ จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซและส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเกือบ 70% ล่าสุดสหรัฐและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลางในการเจรจา และยังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะถึงเส้นตายที่ประธานาธิบดี Trump ตั้งไว้ ทั้งนี้ อิหร่านได้ส่งสัญญาณพร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายเตรียมเดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัดเพื่อเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการ
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นทันทีประมาณ 2.5% หลังประกาศข่าว ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงราว 17% ลงมาต่ำกว่า 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซคือเส้นทางลำเลียงน้ำมันเกือบ 1 ใน 5 ของโลก การเปิดช่องแคบเต็มรูปแบบจึงเป็นการขจัดความกังวลเรื่องวิกฤติพลังงานในระดับเลวร้ายที่สุดออกไป นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ลดลงยังส่งผลโดยตรงต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ลดต่ำลง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางในการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม การหยุดยิงเพียง 2 สัปดาห์นี้ยังไม่ใช่ทางออกที่เบ็ดเสร็จ และความเปราะบางของข้อตกลงกำลังถูกทดสอบ โดยมีรายงานว่าอิหร่านอาจเปลี่ยนใจเรื่องการเปิดช่องแคบ หลังอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีแรงส่งเชิงบวกจากสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลาย และท่ามกลางกระแสข่าวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักไม่ใช่คนที่ตื่นตระหนกไปตามพาดหัวข่าวในแต่ละวัน
เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize