Weekly Buzz: เงินเฟ้อกับเส้นทางในการลดอัตราดอกเบี้ย

13 March 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 3 ครั้งในปี 2025 ก่อนตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย และความขัดแย้งในอิหร่านก็เริ่มทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มมีความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ประกาศเมื่อวันพุธ (11 มี.ค.) ถือเป็นตัวชี้วัดล่าสุดที่ช่วยให้เราเห็นภาพปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบัน

เกิดอะไรขึ้น?

ตัวเลข CPI  ซึ่งติดตามราคาสินค้าและบริการในสหรัฐ เดือน ก.พ. ออกมาตามคาด โดย Headline CPI (เงินเฟ้อทั่วไป) ทรงตัวอยู่ที่ 2.4% YoY ขณะที่ Core CPI (ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน) ทรงตัวอยู่ที่ 2.5% เท่ากับเดือน ม.ค. โดยตัวเลข CPI รายปีถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2021

ผลลัพธ์ที่ออกมาตามคาดช่วยตอกย้ำเหตุผลในการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมต่อไป ซึ่ง Fed จะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า และคาดกันว่าพวกเขาจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5%-3.75% โดยปัจจุบันตลาดมองว่าการปรับลดดอกเบี้ยครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือน ก.ค. หรือ ก.ย. นี้

วาระของ Jerome Powell ประธาน Fed จะสิ้นสุดลงในเดือน พ.ค. นี้ โดย Kevin Warsh เป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนต่อไป ซึ่งที่ผ่านมา Warsh มักมีจุดยืนที่เข้มงวดเรื่องเงินเฟ้อ แม้ว่าล่าสุดเขาจะส่งสัญญาณเปิดรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยบ้างแล้วก็ตาม ซึ่งแนวทางของเขาเมื่อเข้ารับตำแหน่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

Key Takeaway

ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ก.พ. ไม่ได้ ‘ร้อนแรง’ หรือ ‘เย็นตัว’ จนเกินไป แต่นักลงทุนเริ่มมองข้ามช็อตไปแล้ว เนื่องจากข้อมูลชุดนี้ถูกเก็บรวบรวมก่อนที่ความขัดแย้งในอิหร่านจะส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมา ราคาน้ำมันในสหรัฐได้ปรับตัวสูงขึ้น และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้จะส่งผลกระทบไปยังภาคการขนส่ง การผลิต และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ดังนั้น บททดสอบที่แท้จริงของปัญหาเงินเฟ้อจะอยู่ที่ตัวเลขของเดือน มี.ค. และ เม.ย. เมื่อผลกระทบจากความขัดแย้งเริ่มสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: เหตุผลที่ควร Stay Invested แม้จะเผชิญความผันผวน

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงถึง 1.5% ในวันจันทร์ (9 มี.ค.) ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้หลังประธานาธิบดี Donald Trump ส่งสัญญาณว่าสงครามจะสิ้นสุดลงในเร็วๆ นี้ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับตัวลดลงจากข่าวสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ตกลงที่จะระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ในขณะที่ตลาดตอบสนองต่อทุกข่าวพาดหัวอย่างรวดเร็ว การถอยออกมามองสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตอาจช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น โดยการศึกษาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 20 ครั้งของ Royal Bank of Canada พบว่าดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงเฉลี่ยประมาณ 6% และฟื้นตัวกลับมาได้ภายใน 28 วันทำการ ขณะที่ LPL Financial ได้ศึกษาเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ 40 ครั้งในช่วง 85 ปีที่ผ่านมา และพบรูปแบบที่คล้ายคลึงกันว่า โดยปกติแล้วตลาดหุ้นจะฟื้นตัวได้ภายใน 6 สัปดาห์

หากมองในระยะยาวมากขึ้น ภาพนี้ก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น โดยงานวิจัยของ Birinyi Associates พบว่า ในช่วง 12 เดือนหลังเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐ ดัชนี S&P 500 กลับให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกถึง 12.5% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 9%

ความต้องการที่จะออกจากตลาดในช่วงผันผวนเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว การขายเพื่อถือเงินสดนั้นมีความเสี่ยงในตัวเอง เพราะเงินสดจะสูญเสียมูลค่าตามเงินเฟ้อ และการออกจากตลาดอาจหมายถึงการต้องกลับไปซื้อหุ้นคืนในราคาที่สูงกว่าเดิม โดยข้อมูลจากหลายทศวรรษที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า การถือเงินสดอาจมีต้นทุนที่สูงกว่าการ Stay Invested ในช่วงที่ตลาดผันผวน

(หากคุณอยากเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพอร์ตของคุณ ลองดูสินทรัพย์อย่างทองคำ หรือหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค ใน Flexible Portfolio ของเรา)


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email