Weekly Buzz: ทำไมเราไม่ควรมองข้าม ‘Old Economy’?

08 May 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

หากคุณไม่ได้ติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดในปีนี้ คุณคงคิดว่าเรื่องราวเดียวที่น่าสนใจคือ AI แต่ในขณะที่สายตาของนักลงทุนส่วนใหญ่จับจ้องไปที่กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจ ‘ยุคเก่า’ ที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีเหล่านั้น กลับสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นอย่างเงียบๆ

เกิดอะไรขึ้น?

AI จะต้องขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างพื้นฐาน และการขยายตัวในระดับใหญ่ขนาดนั้นต้องใช้พลังงานและวัตถุดิบมหาศาล แต่ปัญหาก็คือ โครงข่ายไฟฟ้าส่วนใหญ่ของโลก เช่นในสหรัฐ ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี 1950 ถึง 1980 ซึ่งในตอนนี้ การเติบโตของ AI รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด กำลังถาโถมเข้าใส่ระบบเก่าเหล่านี้พร้อมๆ กัน และการ Upgrade ระบบอาจต้องใช้เงินสูงถึง 5.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2035 โดย Demand การใช้ไฟฟ้าในสหรัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 3% ในปี 2025 หลังจากที่คงที่มานานเกือบสองทศวรรษ และคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นถึง 38% ภายในปี 2040

แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนออกมาให้เห็นเป็นตัวเลขอย่างชัดเจน โดย 9 จาก 11 กลุ่มธุรกิจในดัชนี S&P 500 ทำผลตอบแทนเป็นบวกได้ในปีนี้ นำโดยกลุ่มที่อาจจะดูไม่หวือหวาอย่าง พลังงาน อุตสาหกรรม, สาธารณูปโภค และวัสดุ ซึ่งมักถูกเรียกว่า ‘หุ้นคุณค่า’ (Value Stocks) หรือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์จำนวนมาก และซื้อขายกันในราคาที่ต่ำกว่ากลุ่มอื่น

ในปัจจุบัน Valuation ที่ถูกกว่ามาพร้อมกับแรงส่งเชิงโครงสร้างจากการขยายตัวของเทคโนโลยีและพลังงาน โดยคาดการณ์ว่ากลุ่มวัสดุจะมีการเติบโตของกำไรในระดับเลขสองหลักในปีนี้ ตามมาด้วยกลุ่มสาธารณูปโภค

Key Takeaway

นี่ไม่ใช่เรื่องของการเลือกข้างระหว่าง ‘เศรษฐกิจยุคเก่า’ กับ ‘เศรษฐกิจยุคใหม่’ เพราะทั้งสองล้วนเชื่อมโยงกัน สำหรับนักลงทุนระยะยาว การผสมผสานระหว่าง Demand เชิงโครงสร้างและ Valuation ที่ยังไม่แพงจนเกินไปนอกกลุ่มเทคโนโลยีนั้นน่าจับตามอง เพราะเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก กำลังถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของธุรกิจดั้งเดิมเหล่านี้

(หากคุณอยากกำหนดสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมอย่างอุตสาหกรรมหรือพลังงานด้วยตัวเอง ลองดู Flexible Portfolio ของเรา) 

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: การลาออกจาก OPEC ของ UAE ส่งผลอย่างไรต่อราคาน้ำมัน?

หลังจากเป็นสมาชิกมานานเกือบ 60 ปี ในที่สุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ก็ได้ถอนตัวออกจากองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ถือเป็นการยุติความร่วมมือกับกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ

กลไกการทำงานของ OPEC คือการกำหนดโควตาการผลิต หรือการจำกัดปริมาณการขุดเจาะและขายน้ำมันของประเทศสมาชิก โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุม Supply โลกให้ตึงตัวพอที่จะพยุงราคาเอาไว้ ซึ่งที่ผ่านมา UAE ถูกจำกัดโควตาอยู่ที่ประมาณ 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่ากำลังการผลิตจริงที่ทำได้ถึง 4.8 ล้านบาร์เรล จึงเกิดความตึงเครียดกับผู้นำกลุ่มอย่างซาอุดีอาระเบียในประเด็นนี้มานานหลายปี

ช่วงเวลาของการประกาศครั้งนี้ถือว่าสำคัญมาก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก ถูกปิดกั้นเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 110 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 50% นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง แม้จะมีการประกาศหยุดยิงเมื่อต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง ล่าสุดในสัปดาห์นี้ กองกำลังสหรัฐและอิหร่านมีการยิงโต้ตอบกัน หลังรัฐบาลสหรัฐเริ่มปฏิบัติการ ‘Project Freedom’ เพื่อคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านน่านน้ำดังกล่าว

การที่ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินมหาศาลตัดสินใจออกจากกลุ่มเช่นนี้ ทำให้ความสามารถในการควบคุม Supply โลกของ OPEC อ่อนแอลง แม้การออกจากกลุ่มของ UAE อาจจะไม่ได้ทำให้น้ำมันทะลักเข้าสู่ตลาดในทันที แต่ทันทีที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง UAE จะมีอิสระในการผลิตน้ำมันอย่างเต็มกำลัง และหากสมาชิกรายอื่นทำตาม หรือการรักษาวินัยเรื่องโควตาหย่อนยานลง ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับแรงกดดันขาลง ซึ่งสำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันในเอเชียและยุโรปที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนพลังงานที่สูงลิ่วมาตลอด การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันย่อมเป็นข่าวดีที่หลายฝ่ายรอคอย

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email