CIO Insights: เจาะลึกโอกาสในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) เปิดตัวได้อย่างแข็งแกร่งตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยแรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่มาจากโลหะมีค่าอย่างทองคำและแร่เงิน แต่ถ้าลองเจาะลึกลงไป จะพบว่ายังมีประเด็นที่น่าสนใจมากกว่านั้น เพราะกลุ่มโลหะอุตสาหกรรมเริ่มกลับมามี Momentum ที่ดีอีกครั้ง หลังจากที่เคยทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนักในช่วงก่อนหน้านี้ เนื่องจาก Supply ที่ตึงตัวเกิดขึ้นพร้อมกับ Demand ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
ใน CIO Insights เดือนนี้ เราจะพาไปสำรวจว่า แรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างเหล่านี้จะสร้างโอกาสในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างไร? และสิ่งนี้กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า?
3 Key takeaways
- การพุ่งขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โลหะมีค่า การปรับตัวขึ้นของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์กระจายตัวไปไกลกว่าแค่ทองคำและแร่เงินที่ปรากฏตามข่าวพาดหัว เพราะโลหะอุตสาหกรรมอย่าง ‘ทองแดง’ ก็กำลังขยับตัวสูงขึ้นเช่นกัน สิ่งนี้สะท้อนถึงแรงผลักดันหลายด้าน ทั้งฝั่ง Supply ที่ตึงตัวขึ้นจากการขาดการลงทุนต่อเนื่องมาหลายปี ในขณะที่ฝั่ง Demand ถูกขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานไฟฟ้า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในวงกว้าง โดยมี AI เป็นตัวช่วยเร่ง Demand ให้เพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งหัวใจสำคัญของกลไกนี้เรียบง่ายมาก นั่นคือ Supply ของสินค้าโภคภัณฑ์หลักบางชนิดจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ช้ามาก ในขณะที่ Demand จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า
- ทองแดงและยูเรเนียมโดดเด่นขึ้นมาเพราะ Demand กำลังพุ่งสูงขึ้น แต่มี Supply ค่อนข้างจำกัดอย่างชัดเจน ทองแดงเปรียบเสมือนรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งทั้ง AI และการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดต่างต้องพึ่งพาทองแดง ส่วนยูเรเนียมก็ทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่นานาประเทศกำลังมองหาแหล่งพลังงานที่มั่นคงและปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งสินค้าโภคภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภทนี้ ต่างเผชิญกับข้อจำกัดด้าน Supply ที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะมีแหล่งผลิตใหม่มาสมทบ อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นราคายังคงถูกกำหนดด้วยปัจจัยตามวัฏจักร ตั้งแต่ทิศทางการเติบโตของจีน ความผันผวนของสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของนโยบายและการบิดเบือนกลไกตลาด
- ข้อจำกัดด้าน Supply ในตลาดเหล่านี้ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เรื่องชั่วคราวตามวัฏจักร ความไม่สมดุลระหว่าง Supply และ Demand ในตลาดทองแดงและยูเรเนียมต้องวัดผลกันเป็นปี ไม่ใช่เป็นเดือน เนื่องจากระยะเวลาในการพัฒนาเหมืองที่ยาวนานและผลกระทบสะสมจากการขาดการลงทุนมานาน ซึ่งสำหรับนักลงทุนระยะยาว ช่วงเวลาที่ราคาอ่อนตัวลงจากปัจจัยระยะสั้นหรือปัจจัยตามวัฏจักร อาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมสินทรัพย์ในตลาดที่สภาวะความตึงตัวมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต
การพุ่งขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โลหะมีค่าเท่านั้น
สินค้าโภคภัณฑ์กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มสินทรัพย์ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในปี 2026 โดยดัชนี Bloomberg Commodity Index ซึ่งติดตามสินค้าพลังงาน โลหะ และเกษตร ปรับตัวสูงขึ้นถึง 17% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (1) และแม้ว่าโลหะมีค่า โดยเฉพาะทองคำและแร่เงิน จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ (เคยพุ่งขึ้นกว่า 110%) แต่สินค้ากลุ่มนี้กลับไม่ใช่แรงขับเคลื่อนเดียวที่ดันให้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น
โลหะอุตสาหกรรม เช่น ทองแดง อะลูมิเนียม และสังกะสี ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยขยับขึ้นไปถึง 25% ในช่วงเวลาเดียวกัน (ดูกราฟ 1 ด้านล่าง) ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นการปรับพอร์ตของนักลงทุนและความตื่นตัวต่อธีมเชิงโครงสร้างอย่าง AI รวมถึงความผันผวนจากประเด็นเรื่องสงครามการค้า
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่ได้มาจาก Sentiment เพียงอย่างเดียว แต่ในหลายๆ ตลาดยังคงมี Demand ที่แข็งแกร่ง ในขณะที่การขยายตัวของ Supply ถูกจำกัด เนื่องจากโครงการต่างๆ ต้องใช้เวลานานในการพัฒนา และการขาดการลงทุนใหม่ๆ มานานหลายปี อธิบายง่ายๆ คือ นี่คือเรื่องราวของ ‘Supply-Demand’ ที่เกิดขึ้นจริง พอๆ กับปัจจัยเรื่องกระแสข่าว

Demand ของโลหะอุตสาหกรรมถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยเชิงวัฏจักรและโครงสร้าง
ตามที่เราเคยนำเสนอใน 2026 Macro Outlook: ว่ากันด้วย ‘FACTs’ ล้วนๆ ว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะร้อนแรงขึ้นจากการใช้จ่ายทางการคลังที่แข็งแกร่งในหลายประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งสภาวะเช่นนี้สร้างแรงส่งทางวัฏจักรให้กับสินค้าโภคภัณฑ์ นับตั้งแต่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ งบประมาณด้านกลาโหม ไปจนถึงการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก
ในขณะที่ปัจจัยเหล่านี้ช่วยอธิบายการพุ่งขึ้นของราคาโลหะต่างๆ ในระยะสั้น แต่แรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างระยะยาว กำลังเข้ามาเพิ่ม Demand ในกลุ่มโลหะอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน
- การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานไฟฟ้า (Electrification): คาดกันว่า Demand ของพลังงานไฟฟ้าจะโตกว่า 3.5% ต่อปีไปจนถึงปี 2030 (2) เนื่องจากภาคการขนส่ง ระบบการทำความร้อน และบางส่วนในภาคอุตสาหกรรม เปลี่ยนจากการใช้พลังงานฟอสซิลมาใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งระบบไฟฟ้าต้องใช้โลหะมากกว่าเดิมมหาศาล ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องใช้ทองแดงและอะลูมิเนียมมากกว่ารถยนต์ทั่วไปหลายเท่า รวมถึงการขยายโครงข่ายไฟฟ้าทั่วโลกที่ต้องใช้เงินลงทุนหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกหลายทศวรรษหน้า ยิ่งเป็นการเพิ่ม Demand ของทองแดง อะลูมิเนียม เหล็ก และโลหะผสมอื่นๆ มากขึ้นไปอีก
- การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน: กว่า 90% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่สุทธิที่เพิ่มขึ้นในปี 2024 มาจากพลังงานหมุนเวียนแทนที่จะเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิม (3) ซึ่งทั้งพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และการอัปเกรดระบบส่งไฟฟ้า ล้วนต้องใช้โลหะพื้นฐาน (Base Metals) ในปริมาณมหาศาล ในขณะที่ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ก็กำลังเพิ่ม Demand โลหะสำหรับทำแบตเตอรี่ให้สูงขึ้นตามไปด้วย โดยรวมแล้ว ระบบพลังงานสะอาดจำเป็นต้องใช้โลหะในขั้นตอนการก่อสร้าง (ทั้งการผลิตไฟฟ้า การกักเก็บ และโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายไฟฟ้า) มากกว่าระบบที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด
- โครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาอุตสาหกรรม: นอกเหนือจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานแล้ว นโยบายการคลังทั่วโลกยังเป็นแรงขับเคลื่อนกระแสการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างฐานการผลิตอุตสาหกรรมใหม่ (Reindustrialisation) โดยรัฐบาลในหลายประเทศกำลังเร่งปรับปรุงระบบขนส่งและระบบพลังงานเสริมสร้างศักยภาพด้านกลาโหม รวมถึงความพยายามที่จะดึง Supply Chain สำหรับการผลิตที่สำคัญกลับมาในประเทศ (Reshoring) ซึ่งโครงการเหล่านี้ส่งผลบวกเชิงโครงสร้างต่อ Demand ของโลหะเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาการใช้เหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม และวัสดุพิเศษเฉพาะทาง ในปริมาณมหาศาล
- AI: Demand จากการเติบโตของ AI เป็นแรงขับเคลื่อนด้วยเช่นกัน เนื่องจากกระบวนการก่อสร้าง Data Centre จำเป็นต้องใช้ทั้งเหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง ในขณะที่ Demand พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากการประมวลผลของ AI ก็ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้าและขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น แม้ว่าในปัจจุบัน AI จะยังมีสัดส่วนความต้องการใช้โลหะที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาพรวม แต่ความสำคัญอยู่ที่ ‘ทิศทางการเติบโต’ เพราะ AI เข้ามาเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ Demand เชิงโครงสร้างในตลาดที่ตึงตัวอยู่แล้ว ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
ในขณะที่ Supply ยังคงถูกจำกัด
Demand ที่แข็งแกร่งเป็นเพียงด้านเดียวของสมการ แต่อีกด้านคือฝั่ง Supply หลังการลงทุนในกลุ่มบริษัทผลิตโลหะอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ช่วงที่สินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำในทศวรรษ 2010 โดยราคาที่ต่ำลงบวกกับความต้องการของผู้ถือหุ้นที่อยากให้บริษัทเน้นงบดุลที่แข็งแกร่งและผลตอบแทนที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตเหมืองแร่ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดมากกว่าการขยายกำลังการผลิต ส่งผลให้โครงการขุดเจาะหรือแหล่งผลิตที่จะป้อนเข้าสู่ตลาดในอนาคตลดน้อยลง
แม้แต่ในสภาวะที่เอื้ออำนวย การสร้างเหมืองใหม่ก็ทำได้ช้ามาก เพราะโดยปกติแล้ว โครงการขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาถึง 7-10 ปี (หรือนานกว่านั้น) ตั้งแต่เริ่มค้นพบจนถึงเริ่มผลิตจริง ช่องว่างด้านระยะเวลานี้ทำให้ Supply ไม่สามารถตอบสนองต่อ Demand ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะตลาดที่ตึงตัวในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ Demand เชิงวัฏจักรหรือโครงสร้าง แต่คือผลกระทบสะสมจากการ ‘ขาดการลงทุน’ มานานหลายปี
ทองแดงและยูเรเนียม: เมื่อ Demand ที่พุ่งขึ้น ปะทะกับ Supply ที่ตึงตัว
ไม่ใช่ว่าสินค้าโภคภัณฑ์ทุกชนิดจะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยข้างต้นเท่าๆ กัน หากพิจารณาในกลุ่มโลหะอุตสาหกรรมทั้งหมด เราจะเห็นจุดตัดที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง ‘การเติบโตของ Demand เชิงโครงสร้าง’ และ ‘Supply ที่ขยับตัวช้า’ ใน 2 ตลาดหลัก ได้แก่ 1) ทองแดง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานไฟฟ้าและการขยายระบบโครงข่าย และ 2) ยูเรเนียม ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพลังงานนิวเคลียร์กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานโลกอีกครั้ง
ทองแดง: ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังแข็งแกร่ง แต่ระยะสั้นต้องระมัดระวัง
ทองแดงถูกมองว่าเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจโลกมาอย่างยาวนาน จนได้รับฉายาว่า ‘Dr. Copper’ เนื่องจาก Demand ครอบคลุมทั้งภาคการก่อสร้าง การผลิต โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การขนส่ง และเทคโนโลยี ความหลากหลายนี้เองที่ทำให้ทองแดงกลายเป็นศูนย์กลางของวัฏจักรการลงทุนในปัจจุบัน
ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานไฟฟ้า ทำให้ยอดการใช้ทองแดงในระบบเศรษฐกิจพุ่งสูงขึ้น โดยรถยนต์ไฟฟ้าใช้ทองแดงมากกว่ารถยนต์ทั่วไปถึง 2-3 เท่า ขณะที่ Demand ทองแดงสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในปี 2040 ซึ่งถือเป็นการสร้างฐาน Demand ใหม่ที่สูงขึ้น โดยยังไม่นับรวมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI
จากกราฟ 2 จะเห็นได้ว่า AI ยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยสำหรับ Demand ทองแดงที่เพิ่มขึ้น (ราว 1 ล้านตันภายในปี 2030 หรือราว 14% ของการเติบโตในช่วงเวลาดังกล่าว) ขณะที่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานไฟฟ้าและการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าคือแรงขับเคลื่อนหลักหลัก แต่ AI ได้เข้ามาเป็น ‘ปัจจัยเสริม’ ในตลาดที่ Supply ขยายตัวช้าและต้องใช้เงินลงทุนสูง

ดังนั้น ข้อจำกัดที่สำคัญคือฝั่ง Supply เนื่องจากการผลิตทองแดงไม่สามารถตอบสนองต่อ Demand ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะโดยเฉลี่ยแล้วโครงการเหมืองทองแดงขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาประมาณ 17 ปี ตั้งแต่เริ่มค้นพบจนถึงการผลิตครั้งแรก นอกจากนี้ อัตราการค้นพบเหมืองใหม่ยังลดลง คุณภาพแร่ต่ำลง และการขาดการลงทุนมานานหลายปีหลังยุคสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำในทศวรรษ 2010 ทำให้โครงการในอนาคตลดน้อยลงตามไปด้วย
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ S&P Global ประเมินว่าจะเกิด ‘ช่องว่าง Supply’ ประมาณ 200,000-500,000 ตันต่อปีในช่วงปลายทศวรรษนี้ และจะขยายตัวกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการขาดแคลนทองแดงอาจสะสมสูงถึง 10 ล้านตันภายในปี 2040 ตามที่เห็นในกราฟ 3 ด้านล่าง

อย่างไรก็ตาม การจับจังหวะคือส่วนที่ยากที่สุด เพราะในระยะสั้น ตลาดโลกอาจมีสภาวะตึงตัวน้อยกว่าที่ราคาแสดงออกมา เนื่องจาก Demand จากจีนยังคงอ่อนแอตามภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังซบเซา ขณะที่ความไม่แน่นอนเรื่องกำแพงภาษีทำให้ผู้ซื้อในสหรัฐเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้า จนสินค้าไปกองอยู่ในคลังสินค้าของสหรัฐ และทำให้ภูมิภาคอื่นๆ หาสินค้ายากขึ้นจนราคาสูงเกินจริง โดย Goldman Sachs คาดว่าราคาทองแดงอาจย่อตัวลงเมื่อความเสี่ยงเรื่องภาษีนำเข้าชัดเจนขึ้นและการกักตุนสินค้าเริ่มลดลง แม้ว่าข้อจำกัดด้าน Supply ในระยะยาวจะกลับมามีอิทธิพลอีกครั้งในช่วงปลายทศวรรษนี้ก็ตาม (4)
สรุป: Demand พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากรถยนต์ไฟฟ้า การขยายโครงข่ายไฟฟ้า และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในวงกว้าง ได้กลายเป็น ‘ฐานรองรับเชิงโครงสร้าง’ ให้กับ Demand ของทองแดง ขณะที่ข้อจำกัดด้าน Supply จะเป็นตัวกำหนดสมดุลในระยะยาว โดยมี AI เป็นปัจจัยผันแปร (Swing Factor) ที่สามารถเปลี่ยนทิศทางของตลาดหรือเพิ่มแรงเหวี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม ทิศทางของราคาทองแดงในระยะสั้นจะยังคงถูกกำหนดโดยปัจจัยจากประเทศจีน ปริมาณสินค้าคงคลัง และความบิดเบือนของตลาดที่เกิดจากนโยบายต่างๆ
ยูเรเนียม: ภาวะขาดแคลนเริ่มปรากฏและ Demand กำลังก่อตัว
หากทองแดงเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่เชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า ยูเรเนียมก็คือเชื้อเพลิงที่ช่วยขับเคลื่อนพลังงาน เมื่อ Demand พลังงานไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น คำถามจึงเปลี่ยนจาก ‘การส่งไฟฟ้า’ ไปสู่ ‘การผลิตไฟฟ้า’ หลังจากหยุดชะงักไปหลายปีนับจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะ ปัจจุบันการขยายกำลังการผลิตเตาปฏิกรณ์ทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้น โดยคาดว่าจะมีเตาปฏิกรณ์ 15 แห่งเริ่มเดินเครื่องในปี 2026 และมีแผนเพิ่มอีกกว่า 50 แห่งภายในปี 2030 (5)
กราฟ 4 ด้านล่างแสดงให้เห็นว่า กำลังการผลิตสุทธิ (Net capacity) ถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบ 40 กิกะวัตต์ (GW) ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งคิดเป็นเกือบ 3 เท่าของกำลังการผลิตที่เริ่มดำเนินการในช่วงทศวรรษก่อนหน้านี้

หากมองไปไกลกว่านั้น สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) คาดการณ์ว่ากำลังการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าภายในปี 2050 (6) เนื่องจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่มีความเสถียรและมีการปล่อยคาร์บอนต่ำ
- จีนยังคงเป็นแกนหลักในการสร้างโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ โดยจากเตาปฏิกรณ์ 62 แห่งที่กำลังก่อสร้างทั่วโลก มีถึง 28 แห่งที่อยู่ในจีน และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้อนุมัติเตาปฏิกรณ์ใหม่ถึงปีละ 10 แห่ง ซึ่งเป็นความเร็วในการก่อสร้างที่ไม่มีประเทศใดเทียบได้ (7)
- สหรัฐอเมริกาเปลี่ยนท่าทีมาสนับสนุนนโยบายพลังงานนิวเคลียร์อย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลได้เร่งรัดโครงการเตาปฏิกรณ์ใหม่ๆ และสนับสนุนความพยายามในการฟื้นฟูการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ภายในประเทศ
- ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น ฝรั่งเศสให้คำมั่นที่จะสร้างเตาปฏิกรณ์ใหม่ 6 แห่ง ส่วนญี่ปุ่นได้เริ่มกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดอีกครั้ง และกำลังค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนนิวเคลียร์ในโครงสร้างพลังงานหลังจากที่ลดบทบาทลงไปนานหลายปี
แรงหนุนจากนโยบายเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจาก Demand การใช้ไฟฟ้าเชิงโครงสร้างที่พุ่งสูงขึ้น เฉพาะในสหรัฐเพียงประเทศเดียว คาดว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าของ Data Centre จะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในช่วงกลางทศวรรษ 2030 กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตของ Demand การใช้ไฟฟ้า (8)
ขณะที่ ภาคเอกชนเริ่มขยับตัวเพื่อจองกำลังการผลิตที่มั่นคงแล้ว เช่น Meta ที่เพิ่งลงนามในข้อตกลงสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ขนาด 6.6 GW (เทียบเท่าเตาปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ 6 แห่ง) ยิ่งไปกว่านั้น เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (SMRs) กำลังถูกผลักดันให้เป็นโมเดลที่ยืดหยุ่นและติดตั้งได้รวดเร็วกว่าสำหรับ Data Centre และนิคมอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และการผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี
ปัจจัยทั้งหมดส่งสัญญาณว่า Demand ของเตาปฏิกรณ์กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เช่นเดียวกับทองแดง ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่ฝั่ง Supply โดยข้อมูลจาก World Nuclear Association ระบุว่า การขุดเจาะยูเรเนียมทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสามารถตอบสนองความต้องการเชื้อเพลิงได้เพียงประมาณ 90% ส่วนที่เหลือต้องอาศัยแหล่งสำรอง (Stockpiles) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycling) (9)
การตอบสนองของฝั่ง Supply นั้นทำได้ช้าและมีการกระจุกตัวสูง เพราะโครงการยูเรเนียมใหม่ๆ มักใช้เวลาพัฒนา 10-15 ปี และการผลิตยังถูกผูกขาดอยู่เพียงไม่กี่ประเทศ โดยเฉพาะคาซัคสถานที่ครองสัดส่วนการผลิตราว 40% ของทั่วโลก แม้กำลังการผลิตบางส่วนที่เคยหยุดไปอาจกลับมาเริ่มดำเนินการใหม่ได้อีกครั้ง แต่การเติบโตที่ยั่งยืนจำเป็นต้องพึ่งพาเหมืองแห่งใหม่ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี โดยกราฟ 5 ด้านล่างแสดงให้เห็นว่า Demand ที่คาดการณ์ไว้นั้นพุ่งสูงกว่า Supply ไปค่อนข้างมาก

สรุป: สภาวะขาดดุลขั้นแรกของยูเรเนียมเริ่มปรากฏชัดเจนแล้ว โดยแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ ความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน และ Demand พลังงานไฟฟ้าจาก AI เป็นปัจจัยหนุนที่ช่วยตอกย้ำความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง แม้ว่าระยะเวลาการพัฒนาโครงการที่ยาวนานจะหมายความว่าความผันผวนจะยังคงอยู่ต่อไป
มองข้ามความผันผวนระยะสั้น และโฟกัสไปที่ข้อจำกัดระยะยาว
ในตลาดทองแดงและยูเรเนียม ประเด็นสำคัญที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเดือนหน้า แต่มันคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน ‘ทศวรรษหน้า’ เพราะการสร้างเหมืองใหม่ต้องใช้เวลานานหลายปี ขั้นตอนการขออนุญาตที่ล่าช้า และการที่ทั้งสองตลาดยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากการขาดการลงทุนที่เรื้อรังมานาน นั่นหมายความว่าฝั่ง Supply จะไม่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว หาก Demand ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภท จะยังคงเคลื่อนไหวตามกระแสข่าวในระยะสั้น โดยราคาทองแดงจะขยับตามทิศทางการเติบโตของจีน ข่าวเรื่องกำแพงภาษีของสหรัฐ และความผันผวนของสินค้าคงคลัง ส่วนทิศทางของราคายูเรเนียมจะขึ้นอยู่กับว่าข้อตกลงระยะยาวจะชะลอตัวลง หรือ Supply จากเหมืองใหม่จะเร่งตัวขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้หรือไม่ ปัจจัยเหล่านี้สามารถผลักดันราคาให้ขึ้นหรือลงได้ในระยะสั้น แม้ว่าภาพรวม Supply ในระยะยาวจะยังคงตึงตัวก็ตาม
สำหรับนักลงทุน ‘มุมมองที่รอบด้าน’ คือกุญแจสำคัญ โดยความผันผวนในระยะสั้นไม่ได้แปลว่าปัจจัยเชิงโครงสร้างจะเสียไป ในทางกลับกัน ช่วงเวลาที่ตลาดอ่อนแอจากข่าวเศรษฐกิจมหภาคหรือความไม่แน่นอนของนโยบาย อาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมสินทรัพย์ในตลาดที่ Supply ค่อนข้างจำกัดและมี Demand เติบโตอย่างต่อเนื่อง
สินทรัพย์เหล่านี้เหมาะกับพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีอย่างไร?
ไม่มีวิธีที่ ‘ถูกที่สุด’ เพียงหนึ่งเดียวสำหรับการลงทุนตามธีมเหล่านี้ โดยการลงทุนผ่านกองทุน ETF ที่ติดตามสินค้าโภคภัณฑ์ในวงกว้าง หรือกองทุน ETF กลุ่มวัสดุพื้นฐาน สามารถช่วยลดความผันผวนได้ด้วยการกระจายความเสี่ยงไปในสินค้าและบริษัทที่หลากหลาย แม้ว่าจะยังคงมีความเสี่ยงตามวัฏจักรและสภาวะเศรษฐกิจมหภาคก็ตาม ขณะที่ การลงทุนแบบเจาะจงรายตัวหรือตามธีมเฉพาะ เช่น หุ้นเหมืองทองแดง หรือกองทุน ETF ที่เน้นยูเรเนียม อาจให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหากเป็นไปตามสมมติฐาน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความผันผวนที่สูงกว่าเช่นกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การลงทุนเหล่านี้สอดคล้องกับพอร์ตการลงทุนโดยรวมอย่างไร เนื่องจากสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นกลุ่มทรัพยากรมักเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักร และบทบาทของสินทรัพย์เหล่านี้ในพอร์ต ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันเงินเฟ้อ การสร้างการเติบโต หรือการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง อาจแตกต่างกันไปตามสภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วง ดังนั้น การทำ Asset Allocation ในสัดส่วนที่เหมาะสม การตั้งความคาดหวังที่ชัดเจน และการมีมุมมองในระยะยาว จึงมีความสำคัญมากกว่าการทุ่มน้ำหนักไปที่ธีมใดธีมหนึ่งเพียงอย่างเดียว
Authors

Stephanie Leung, Group Chief Investment Officer
ในฐานะ Group Chief Investment Officer คุณ Stephanie และทีมงานของเธอเป็นผู้ดูแลผลิตภัณฑ์และพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของ StashAway โดยเธอมีประสบการณ์ด้านการลงทุนแบบ Multi-asset มากกว่า 20 ปี ซึ่งก่อนที่จะเข้าร่วมกับ StashAway ในปี 2020 เธอเคยบริหารพอร์ตการลงทุนให้กับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Goldman Sachs และ Family Offices ขนาดหลายพันล้านดอลลาร์ฯ ภายในภูมิภาค

Justin Jimenez, Group Head of Macro and Investment Research
คุณ Justin มีประสบการณ์ด้านการวิจัยเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่าทศวรรษ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างมุมมองเศรษฐกิจโลกและสินทรัพย์ต่างๆ ให้ทีมงานด้านการลงทุนของ StashAway โดยก่อนที่จะเข้าทำงานกับ StashAway ในปี 2022 คุณ Justin เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ Bloomberg
References
- Bloomberg. (2025). Bloomberg Commodity Index 2026 Target Weights Announced. Retrieved from: https://www.bloomberg.com/company/press/bloomberg-commodity-index-2026-target-weights-announced
- International Energy Agency. (2026). Global electricity demand is set to grow strongly to 2030, underscoring need for investments in grids and flexibility. Retrieved from: https://www.iea.org/news/global-electricity-demand-is-set-to-grow-strongly-to-2030-underscoring-need-for-investments-in-grids-and-flexibility
- Li, S., Jaeger, J., Singh, N., and Layke, J. (2025). The State of Clean Energy, in 10 Charts. World Resources Institute. Retrieved from: https://www.wri.org/insights/state-clean-energy-charted
- Goldman Sachs Research. (2026). Why Record-High Copper Prices Aren't Forecast to Last. Goldman Sachs. Retrieved from: https://www.goldmansachs.com/insights/articles/why-record-high-copper-prices-arent-forecast-to-last
- Wade, W. (2025). Nuclear Industry to Add 15 Reactors Next Year After 2025 Decline. Bloomberg. Retrieved from: https://www.bloomberg.com/news/articles/2025-12-15/nuclear-industry-to-add-15-reactors-next-year-after-2025-decline
- International Atomic Energy Agency. (2025). IAEA Raises Nuclear Power Projections for Fifth Consecutive Year. Retrieved from: https://www.iaea.org/newscenter/pressreleases/iaea-raises-nuclear-power-projections-for-fifth-consecutive-year
- Howe, C. (2025). China approves building of 10 new nuclear power units for $27 billion. Reuters. Retrieved from: https://www.reuters.com/sustainability/boards-policy-regulation/china-approves-building-10-new-nuclear-power-units-27-billion-2025-04-28
- Kou, H. and Limandibhratha, N. (2025). Power for AI: Easier Said Than Built. BloombergNEF. Retrieved from: https://about.bnef.com/insights/commodities/power-for-ai-easier-said-than-built
- World Nuclear Association. (2024). Uranium Markets. Retrieved from: https://world-nuclear.org/information-library/nuclear-fuel-cycle/uranium-resources/uranium-markets
หมายเหตุ:
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน; ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอ คำแนะนำ คำเชื้อเชิญ หรือการชักชวนให้ท่านซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือเข้าทำธุรกรรมใดๆ
ข้อมูลนี้ไม่ได้จัดเตรียมขึ้นโดยคำนึงถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลของท่าน (เช่น วัตถุประสงค์การลงทุน สถานการณ์ทางการเงิน หรือความต้องการโดยเฉพาะ) ท่านควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการเงิน บัญชี ภาษี กฎหมาย และด้านอื่นๆ ของท่านเอง
