2026 Macro Outlook: ว่ากันด้วย ‘FACTs’ ล้วนๆ

12 January 2026
Stephanie Leung
Group CIO

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

เมื่อมองไปข้างหน้าสู่ปี 2026 ปัจจัย ‘FAT’ ที่เคยขับเคลื่อนตลาดในปี 2025 ได้แก่ นโยบายการคลังที่เอื้อต่อการเติบโต การพัฒนา AI อย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆ ภายใต้ประธานาธิบดี Trump ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาพรวมเศรษฐกิจโลก

ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างร้อนแรงเป็นพิเศษในช่วง H1/2026 เนื่องจากการอัดฉีดงบประมาณการคลังตั้งแต่ต้นปี การลงทุนด้าน AI ที่ยังแข็งแกร่ง และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล Trump ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่สำคัญของปี 2026 คือ แนวโน้มของเศรษฐกิจจีน เพราะหากจีนสามารถสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ การฟื้นตัวดังกล่าวอาจมีอิทธิพลต่อการเติบโต เงินเฟ้อ และตลาดการเงินโลกมากกว่าที่เคยเห็นในปีที่ผ่านมา

ใน CIO Insights ฉบับนี้ เราจะสรุปปัจจัย ‘FACTs’ (Fiscal Policy, AI, China และ Trump) พร้อมเจาะลึกว่าปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและตลาดโลกในปี 2026 ได้อย่างไร?

5 Key takeaways

  • ปีนี้อาจเริ่มด้วยมาตรการกระตุ้นทางการคลังขนาดใหญ่ และน่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักตลอดทั้งปี 2026 กฎหมาย One Big, Beautiful Bill (OBBB) น่าจะช่วยเพิ่มรายได้หลังหักภาษีและกระตุ้นการบริโภคในของครัวเรือนสหรัฐ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งบางส่วนถูกเลื่อนจากการปิดหน่วยงานรัฐใน Q4/2025 ก็น่าจะกลับมาเร่งตัวในช่วงต้นปี 2026 โดยปัจจัยเหล่านี้จะช่วยชดเชยการชะลอตัวของตลาดแรงงานในช่วง H1/2026 และอาจส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งหลังของปี ขณะที่ นโยบายการคลังแบบขยายตัวในหลายประเทศเศรษฐกิจหลักก็อาจช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้เช่นกัน

  • AI จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทนในตลาดหุ้นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ วัฏจักรการลงทุนใน AI ยังคงแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Data Centre ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ และการนำซอฟต์แวร์ AI ไปใช้งานอย่างรวดเร็ว ซึ่งทั้งหมดล้วนสนับสนุนการเติบโต อย่างไรก็ตาม การรักษาวัฏจักรเชิงบวกครั้งนี้จำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างราบรื่น โดยเฉพาะเมื่อกลุ่ม Hyperscalers เริ่มหันมาพึ่งพาตลาดตราสารหนี้มากขึ้นเพื่อนำเงินไปลงทุน

  • เป้าหมายของ Trump ใน H1/2026 คือการชนะการเลือกตั้งกลางเทอม หมายความว่า Trump ต้องการให้เศรษฐกิจร้อนแรงต่อไป ผ่านมาตรการที่ประชาชนเห็นผลชัด เช่น การลดภาษี การผ่อนคลายกฎระเบียบ และนโยบายกระตุ้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยการแต่งตั้งประธาน Fed คนใหม่ที่มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น จะช่วยเสริมแนวโน้มดังกล่าว แม้จะไม่ได้เปลี่ยนภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม โดยมาตรการเหล่านี้น่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตในช่วงครึ่งแรกของปีได้ แม้ตลาดแรงงานจะเริ่มชะลอตัว

  • ปี 2026 คือปีที่ควรจับตาจีนมากขึ้น แม้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนจะยังไม่สม่ำเสมอ แต่การฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปของจีน ไม่ว่าจะมาจากนโยบายภาครัฐ AI หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ อาจมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยสมมติฐานของเราคือการฟื้นตัวแบบช้าๆ แต่มั่นคง จะช่วยกดดันเงินเฟ้อโลกให้อยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจจีนเร่งตัวและเริ่มหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืด ก็อาจทำให้ ‘กันชนเงินเฟ้อ’ ของสหรัฐหายไป และทำให้เส้นทางการลดดอกเบี้ยของ Fed มีความไม่แน่นอนมากขึ้น

  • ปัจจัยต่างๆ ยังคงสนับสนุนการลงทุนโดยรวมในปี 2026 นโยบายการคลังแบบขยายตัวและแนวโน้มผ่อนคลายของ Fed จะช่วยสนับสนุนตลาดหุ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี แม้จะมีความผันผวนอยู่ก็ตาม ขณะเดียวกัน ภาพรวมของนโยบายการคลังยิ่งตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ส่วน AI จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตและผลตอบแทนในตลาด ตราบใดที่วัฏจักรการลงทุนเชิงบวกยังดำเนินต่อไป ขณะที่ การลงทุนในจีนอาจช่วยเพิ่มโอกาสจากการแข่งขัน AI ระดับโลก และเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงสำหรับพอร์ตที่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐ

นโยบายการคลัง: ปี 2026 อาจเริ่มต้นด้วยมาตรการกระตุ้นครั้งใหญ่

เราจะเริ่มจากนโยบายการคลัง ซึ่งเป็นเสาหลักแรกของ Framework ‘FAT’ ของเรา โดยในปี 2026 มีแนวโน้มจะเริ่มต้นด้วยการใช้งบประมาณทางการคลังในระดับสูง โดยนโยบายจากภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสหรัฐ

ปัจจัยสำคัญประการแรกคือ One Big Beautiful Bill (OBBB) หรือกฎหมายภาษีและงบประมาณขนาดใหญ่ของประธานาธิบดี Trump ซึ่งผ่านการอนุมัติเมื่อเดือน ก.ค. 2025 และคาดว่าจะช่วยหนุน Demand ผ่านมาตรการลดภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะเดียวกัน การปิดหน่วยงานรัฐบาลกลาง (Government Shutdown) เป็นเวลานานถึง 43 วันใน Q4/2025 ได้ก่อให้เกิดการค้างจ่ายงบประมาณจำนวนมาก และมีแนวโน้มจะถูกเบิกจ่ายออกมาในช่วงต้นปี 2026 โดยทั้งสองปัจจัยนี้จะก่อให้เกิดแรงกระตุ้นทางการคลังในช่วงต้นปี ซึ่งอาจช่วยพยุงการบริโภค แม้ตลาดแรงงานจะเริ่มชะลอตัวลงก็ตาม

นโยบายทางการคลังต่างๆ อาจช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP สหรัฐได้ราว 2.8 จุดเปอร์เซ็นต์ใน Q1/2026 (1) (ดูกราฟ 1) ซึ่งเป็นระดับเดียวกับมาตรการสนับสนุนในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต และแม้แรงกระตุ้นดังกล่าวจะค่อยๆ ลดลงเมื่อการใช้จ่ายชดเชยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่แนวโน้มของนโยบายการคลังโดยรวมจะยังคงเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป เนื่องจากมาตรการในกฎหมาย OBBB และระดับการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางที่น่าจะอยู่ในระดับสูงไปตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะออกมาตรการเฉพาะเพิ่มเติม เช่น เช็คเงินสดมูลค่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ Trump ได้เคยกล่าวไว้ หรือการเร่งการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางในช่วง H1/2026 ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. นี้

หากมีการจ่ายเช็คเงินสดจริง การประเมินเบื้องต้นชี้ว่านโยบายดังกล่าว ซึ่งอาจเริ่มได้ในช่วงกลางปีนี้ จะมีขนาดราว 1-2% ของ GDP ถือเป็นมาตรการกระตุ้นทางการคลังแบบครั้งเดียวที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อน และปัจจุบัน ก็เผชิญแรงต้านจากสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนที่กังวลเกี่ยวกับภาระงบประมาณ อย่างไรก็ดี แม้จะไม่มีมาตรการกระตุ้นดังกล่าว ภาพรวมก็ยังบ่งชี้ว่านโยบายจากภาครัฐจะยังคงสนับสนุนเศรษฐกิจต่อไป โดยคาดว่าการขาดดุลงบประมาณการคลังของสหรัฐ จะขยายตัวเป็น 6.4% ของ GDP ในปี 2026 จากเดิม 6% ในปี 2025

คำถามสำคัญในระยะยาว: เศรษฐกิจสหรัฐจะโตเร็วพอที่จะรับภาระหนี้ได้หรือไม่?

แม้มาตรการกระตุ้นในระยะสั้นจะเป็นแรงสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในระยะยาว ประเด็นเรื่อง ความยั่งยืนของสถานะทางการคลังของสหรัฐ ยังคงเป็นคำถามสำคัญ โดยปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลสหรัฐแบกรับจริง ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำที่ราว 3.3% และด้วยอายุเฉลี่ยของหนี้ราว 6 ปี ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะค่อยๆ ส่งผลต่อภาระดอกเบี้ยโดยรวม ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

แบบจำลองเชิงสมมติในกราฟ 2 แสดงให้เห็นว่าแม้ Yield ของพันธบัตรสหรัฐระยะยาวจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับ 6% (ซึ่งไม่เคยเห็นตั้งแต่ปี 2000) แต่ต้นทุนดอกเบี้ยที่แท้จริงจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้พุ่งขึ้นทันที

เมื่อระดับหนี้อยู่ใกล้ 100% ของ GDP และยังไม่มีการปรับลดงบประมาณหรือมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม แนวโน้มของหนี้ในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับว่า เศรษฐกิจสหรัฐสามารถเติบโตได้มากพอจนพ้นภาระหนี้ได้หรือไม่? ซึ่งตรงนี้เองที่ Productivity จาก AI อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญ คล้ายกับช่วงปลายทศวรรษ 1990 ที่การเร่งตัวของ Productivity ช่วยหนุนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องถึงต้นทศวรรษ 2000

การเติบโตของ GDP แบบ Nominal Growth (รวมเงินเฟ้อ) ราว 4% ต่อปีหรือมากกว่า จะช่วยรักษาเสถียรภาพของสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ได้ ด้วยการทำให้การเติบโตนำหน้าต้นทุนดอกเบี้ย แต่หากไม่มีแรงหนุนดังกล่าว การปรับสมดุลจะต้องมาจากช่องทางอื่น ไม่ว่าจะเป็นการรัดเข็มขัดทางการคลัง Yield พันธบัตรระยะยาวที่สูงขึ้น เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง หรือแม้แต่การใช้นโยบายที่คล้ายกับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

ไม่ใช่แค่สหรัฐ: นโยบายการคลังเชิงรุกกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

ตามที่เห็นในปี 2025 ว่า การหันมาใช้นโยบายภาครัฐที่กระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศเดียว แต่เป็นแนวโน้มในระดับโลก

  • ญี่ปุ่น: นายกรัฐมนตรีคนใหม่ Sanae Takaichi ต้องการเดินหน้ากระตุ้นเงินเฟ้อและเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านแผนใช้จ่ายที่คล้ายกับยุค Abenomics (อ่านเพิ่มเติมได้ใน CIO Insights: หุ้นญี่ปุ่นยังไปต่อได้อีก?)

  • ยุโรป: เยอรมนีและประเทศในยูโรโซนหลายแห่งเริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดทางการคลังเพื่อรองรับการใช้จ่ายด้านกลาโหม โครงสร้างพื้นฐาน และการปรับโครงสร้างในภาคอุตสาหกรรม (อ่านเพิ่มเติมได้ใน CIO Insights: นโยบายการคลังจะช่วยติดเครื่องเศรษฐกิจยุโรปได้จริงหรือไม่?)

  • จีน: รัฐบาลจีนส่งสัญญาณใช้นโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโต (2) โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปีฉบับล่าสุด มุ่งเน้นการกระตุ้น Demand ภายในประเทศ ซึ่งการดำเนินมาตรการในระยะสั้นก็มีแนวโน้มจะไปในทิศทางเดียวกัน

กราฟ 3 แสดงให้เห็นว่า ในปี 2026 ประเทศเศรษฐกิจหลักหลายแห่งอาจยังมีการขาดดุลงบประมาณมากกว่าค่าเฉลี่ยก่อนช่วง COVID-19 และในบางประเทศอาจยังมีการขาดดุลมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2025 และเมื่อนำภาพทั้งหมดมาพิจารณาร่วมกัน จะเห็นได้ชัดว่านโยบายการคลังจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศเศรษฐกิจหลักในปี 2026

AI: ใหญ่เกินกว่าจะล้ม

AI คือเสาหลักที่สองของ Framework ‘FAT’ ของเรา และอิทธิพลของ AI ที่มีต่อตลาดและการเติบโตทางเศรษฐกิจยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยในช่วงราวหนึ่งปีที่ผ่านมา AI ได้กลายเป็นปัจจัยเชิงระบบที่มีความสำคัญต่อตลาดและเศรษฐกิจมหภาค เพราะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐ และมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของ GDP

  • ตลาดหุ้น: กลุ่มที่เรียกว่า ‘AI complex’ ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Magnificent Seven และหุ้นที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศ ปัจจุบันมี Market Cap ราว 37% ของดัชนี S&P 500 ขณะที่หุ้นสหรัฐ 10 อันดับแรก ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องกับ AI มี Market Cap รวมกันราว 41% ของดัชนี
     
  • การเติบโตทางเศรษฐกิจ: AI มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน โดยการลงทุนในอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ประมวลผล ซึ่งคิดเป็นราว 4% ของ GDP มีส่วนกับการเติบโตของ GDP (ปรับด้วยเงินเฟ้อ) ถึงประมาณ 92% ใน H1/2025 ซึ่งหากตัดกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ออกไป GDP จะขยายตัวด้วยอัตราเพียง 0.1% ต่อปีเท่านั้น

เพื่อประเมินว่าเครื่องยนต์นี้จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ เราอาจพิจารณาวัฏจักร AI ว่าเป็นวัฏจักรเชิงบวก (Virtuous Cycle) ที่สามารถหล่อเลี้ยงตัวเองได้  (ดูกราฟ 4) โดยเราสามารถอธิบายแต่ละองค์ประกอบในวัฏจักรได้ดังนี้

ความก้าวหน้าของ AI ยังคงขยายขอบเขตอย่างต่อเนื่อง

‘ความก้าวหน้า’ ของวัฏจักร AI ยังคงตั้งอยู่บนกฎการขยายตัว (Scaling Laws) กล่าวคือ เมื่อโมเดลได้รับการฝึกด้วยข้อมูลและพลังประมวลผลที่มากขึ้น ประสิทธิภาพของ AI จะพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ นักวิจัยยังค้นพบกฎการขยายตัวรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น ในช่วงก่อนและหลังการฝึกโมเดล ซึ่งช่วยขยายขีดความสามารถของ AI ออกไปได้อีก โดยโมเดลล่าสุดจาก OpenAI, Anthropic และ Gemini 3 ของ Google ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในของการให้เหตุผล การเขียนโค้ด และการทำงานแบบหลายโหมด ดังที่เห็นในกราฟ 5 ด้านล่าง

ขณะเดียวกัน นวัตกรรมในระดับโครงสร้างพื้นฐานก็เร่งตัวขึ้นเช่นกัน โดย Nvidia และ AMD ต่างให้คำมั่นว่าจะมีการเปิดตัวแพลตฟอร์ม GPU สำหรับ Data Centre ใหม่ทุกปี จากเดิมทุกๆ 2-3 ปี ซึ่งวัฏจักรการอัปเกรดฮาร์ดแวร์ที่เร็วขึ้น จะช่วยขยายขีดความสามารถของโมเดล AI ได้อย่างต่อเนื่อง

ผลตอบแทนจากการลงทุนใน AI เริ่มชัดเจนมากขึ้น

คำถามสำคัญขององค์ประกอบที่สองของวัฏจักร AI คือ การลงทุนเหล่านี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้หรือไม่? ซึ่งคำตอบในปัจจุบันคือ ‘ใช่’ และชัดเจนมากขึ้นทั้งในฝั่ง Hyperscalers และผู้ใช้งานระดับองค์กรในระยะเริ่มต้น โดยหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven มีกำไรเติบโตถึง 30% ใน Q3/2025 (3) ซึ่งไม่เพียงสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์เท่านั้น แต่ยังเร่งตัวขึ้นจาก 2 ไตรมาสก่อนอีกด้วย

ปัจจุบัน AI เริ่มให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) อย่างเห็นได้ชัดในบางกรณี โดยเฉพาะการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งปัจจุบัน งานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนโค้ดคิดเป็นราว 50% ของการใช้ Token ทั้งหมด และการใช้ Token โดยรวม ยังเพิ่มขึ้นเกือบ 20 เท่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา (ดูกราฟ 6) สะท้อนให้เห็นการนำไปใช้งานจริงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอย่าง Cursor ที่สามารถเติบโตจากศูนย์ จนสามารถสร้างรายได้ประจำต่อปี (ARR) ถึง 100 ล้านดอลลาร์ฯ ภายในหนึ่งปี กลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของศักยภาพเชิงพาณิชย์สำหรับเครื่องมือที่สร้างจาก AI ตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ บรรดาบริษัทเทคโนโลยียังรายงาน Productivity ที่สูงขึ้นหรือค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานที่ลดลงเนื่องจากการเปลี่ยนมาใช้ AI และเมื่อโมเดล AI มีความสามารถมากขึ้น เราคาดว่าการใช้งาน AI จะขยายไปยังฟังก์ชันและการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้บริษัทจำนวนมากสามารถนำ AI ไปใช้ในวงกว้างและสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้จริง

แหล่งเงินทุนคือความเสี่ยงเชิงวัฏจักรที่สำคัญที่สุดของ AI

องค์ประกอบสุดท้ายของวัฏจักร AI และเป็นความเสี่ยงเชิงวัฏจักรที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ การจัดหาเงินทุนสำหรับการลงทุนใน AI เนื่องจากขนาดของการลงทุนที่จำเป็นมีมูลค่าสูงมาก โดย Morgan Stanley ประเมินว่าการลงทุนเพิ่มเติมใน Data Centre ทั่วโลกระหว่างปี 2025-2028 อาจสูงถึง 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ฯ (4) โดยเงินลงทุนราวครึ่งหนึ่งจะมาจากกระแสเงินสดของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และอีกครึ่งหนึ่งจะต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอก

ด้วยเหตุผลที่การลงทุนส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับความพร้อมและต้นทุนการกู้ยืม วัฏจักร AI จึงมีความอ่อนไหวต่อสภาพคล่อง ภาวะสินเชื่อ และผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจมหภาค นี่คือเหตุผลว่าทำไมแหล่งเงินทุนจึงเป็นองค์ประกอบที่เสี่ยงต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกมากที่สุด ซึ่งหากภาวะทางการเงินเริ่มตึงตัวมากขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเร็วในการลงทุนและการขยายโครงสร้างพื้นฐาน (อ่านเพิ่มเติมได้ใน CIO Update: AI อยู่ในภาวะฟองสบู่หรือยัง?)

อย่างไรก็ดี ตราบใดที่สภาพคล่องยังเอื้ออำนวย วัฏจักรของ AI ก็ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกต่อไป แต่นักลงทุนควรพิจารณาว่าระดับการใช้ Leverage ทางการเงินที่สูงขึ้นย่อมเพิ่มความเปราะบางต่อความผันผวนต่างๆ ซึ่งเกี่ยวพันกับเสาหลักสุดท้ายของ Framework ‘FAT’ ของเรา นั่นก็คือนโยบายของ Trump

Trump: เดินหน้านโยบายแบบผ่อนคลาย เพื่อชนะเลือกตั้งกลางเทอม

Trump คือเสาหลักที่สามของ Framework ‘FAT’ ของเรา และเรามองว่าการเลือกตั้งกลางเทอมจะเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายของ Trump ในปี 2026 ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก Trump ก้าวเข้าสู่ปี 2026 ด้วยคะแนนความนิยมที่สูงกว่าช่วงวาระแรกของเขา ดังที่เห็นในกราฟ 7 แต่แนวโน้มดังกล่าวกำลังลดลงในทิศทางเดียวกันกับอดีต เนื่องจากความไม่พอใจต่อค่าครองชีพ (5) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดว่านโยบายของรัฐบาล Trump จะถูกนำมาใช้อย่างไรในระยะข้างหน้า

นอกจากนโยบายการคลัง Trump อาจใช้นโยบายอื่นที่เร็ว เห็นผลชัด และไม่ต้องผ่านสภา

นอกจากแรงกระตุ้นทางการคลังจากกฎหมาย OBBB ที่เริ่มบังคับใช้แล้ว รวมถึงโครงการแจกเช็คกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังต้องรอการอนุมัติจากสภาคองเกรส รัฐบาล Trump ก็อาจหันไปใช้นโยบายชุดอื่นที่สามารถส่งผลเชิงบวกต่อชาวอเมริกันได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายที่ไม่ต้องผ่านสภาและสามารถดำเนินการได้ผ่านอำนาจฝ่ายบริหาร ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีบทบาทมากขึ้น ได้แก่

  • การชูประเด็นลดภาษีและกระตุ้นเศรษฐกิจ: ทำเนียบขาวมีแนวโน้มจะแสดงให้เห็นประโยชน์จากรายได้สุทธิผ่านกฎหมาย OBBB เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้ของรัฐบาลกลางสำหรับค่าล่วงเวลาและทิป รวมถึงการเพิ่มเพดานลดหย่อนภาษีระดับรัฐและท้องถิ่น (SALT) โดยมาตรการเหล่านี้จะมีผลกับรายได้ในปี 2025 และจะเริ่มเห็นผลชัดเจนเมื่อภาคครัวเรือนยื่นแบบแสดงรายการภาษีในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม

  • การผ่อนคลายกฎระเบียบ: รัฐบาลอาจส่งสัญญาณหรือเริ่มผ่อนคลายกฎระเบียบแบบเฉพาะเจาะจงในบางกลุ่มธุรกิจ เช่น พลังงาน สิ่งแวดล้อม หรือการกำกับดูแลทางการเงิน แม้ว่ากระบวนการด้านกฎระเบียบจำนวนมากต้องใช้เวลา แต่เพียงแค่การส่งสัญญาณก็อาจช่วยหนุนความเชื่อมั่นภาคธุรกิจได้ ซึ่งความพยายามลักษณะนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของ Trump ในช่วงต้นวาระแรกของเขาเมื่อปี 2017 และยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่เครื่องมือที่ประธานาธิบดีสามารถเริ่มดำเนินการได้โดยไม่ต้องผ่านสภา

ในสภาพเศรษฐกิจแบบ ‘สองจังหวะ’ ในปัจจุบัน (เม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากภาคธุรกิจและการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นเนื่องจาก AI สวนทางกับตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนตัวลง) การดำเนินนโยบายที่ชัดเจนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมุมมองของภาคครัวเรือนที่มีต่อสภาพเศรษฐกิจ (อ่านเพิ่มเติมได้ใน CIO Insights: AI ร้อนแรง ตลาดแรงงานชะลอตัว และท่าทีที่ผ่อนคลายของ Fed)

ทั้งนี้ ภาคครัวเรือนสหรัฐยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านค่าครองชีพ โดยกราฟ 8 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน สิ่งนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของมาตรการต่างๆ ที่จะเข้ามาช่วยประคับประคองความเชื่อมั่นในจุดที่เปราะบางที่สุด

ประธาน Fed คนใหม่จะเป็นตัวกำหนดท่าทีที่ผ่อนคลาย แต่เงินเฟ้อยังคงเป็นปัญหาสำคัญ

แม้ Trump จะไม่สามารถควบคุมนโยบายการเงินได้โดยตรง แต่การเลือกประธาน Fed คนใหม่ของเขากำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาดทั่วโลก โดยรายงานล่าสุด รวมถึงอัตราต่อรองทางการเมือง ชี้ว่า Kevin Hassett ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ กลายเป็นตัวเต็งประธาน Fed คนใหม่ (6) และนักลงทุนจำนวนมากก็คาดว่าผู้ที่ Trump เสนอชื่อ จะมีแนวโน้มดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ประธาน Fed คนใหม่ยังคงต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ไกลจากเป้าหมาย 2% ของ Fed นอกจากนี้ แรงกระตุ้นทางการคลังที่แข็งแกร่งในปี 2026 อาจทำให้ Demand ยังคงทรงตัวในระดับสูง ดังที่เห็นในกราฟ 9 ว่า เงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนจากฝั่ง Demand ยังคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของ Core PCE ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาพตลาดแรงงานที่อ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน การเติบโตของค่าจ้างแรงงานยังอยู่ในช่วง 3-4% ซึ่งสูงพอที่จะผลักดันให้เงินเฟ้อทั่วไปอยู่เหนือระดับเป้าหมาย

ในฝั่งตลาดแรงงาน แม้การจ้างงานจะชะลอตัวลงจริง แต่ข้อจำกัดด้าน Supply แรงงานส่งผลให้เกิดภาวะ ‘จ้างต่ำ ปลดต่ำ’ โดย Fed สาขา Dallas ประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายตรวจคนเข้าเมืองทำให้ระดับการจ้างงานขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการรักษาอัตราว่างงานให้ทรงตัว ลดลงเหลือราว 50,000 ตำแหน่งต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตค่อนข้างมาก แต่ก็สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานเฉลี่ยราว 55,000 ตำแหน่งต่อเดือนในปี 2025 จนถึงปัจจุบัน (7) นั่นหมายความว่า Fed อาจมีพื้นที่จำกัดในการผ่อนคลายนโยบายอย่างรวดเร็วและรุนแรง แม้ตัวเลขในตลาดแรงงานโดยรวมจะเริ่มอ่อนตัวลง

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมจะกำหนดทิศทางนโยบายในช่วงครึ่งหลังของรัฐบาล Trump 

ด้วยนโยบายการคลังแบบขยายตัวและความคาดหวังว่านโยบายการเงินจะมีแนวโน้มไปในทางผ่อนคลายมากขึ้น ภาพรวมของนโยบายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. นี้ จึงถือว่าเป็นบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นสำคัญลำดับต้นๆ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และด้วยจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรที่สูสีกันมาก (รีพับลิกัน 219 ที่นั่ง เดโมแครต 213 ที่นั่ง) ผลการเลือกตั้งปลายปีนี้จึงยังมีความไม่แน่นอนสูง

เมื่อมองย้อนอดีต สถานการณ์ก็อาจไม่เป็นใจต่อพรรคที่ครองอำนาจ ดังที่เห็นในกราฟ 10 ว่า ตั้งแต่ปี 1938 เป็นต้นมา การเลือกตั้งกลางเทอมของสภาผู้แทนราษฎรมีการเปลี่ยนขั้วจากพรรคของประธานาธิบดีแทบทุกครั้ง ยกเว้นเพียงสองกรณี รวมถึงในสมัยของ Trump เองเมื่อปี 2018

หากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แม้จะยังครองเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภาได้ ก็จะจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายการคลังหรือกฎหมายใหม่ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในสถานการณ์เช่นนั้น รัฐบาล Trump ก็อาจอยู่ในสภาพ ‘เป็ดง่อย’ หรือหมดอำนาจในการออกนโยบาย และอาจทำให้ Trump หันไปให้ความสำคัญกับมาตรการทางการค้า เช่น ภาษีนำเข้า หรือบทบาทในการเจรจาสันติภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มตลาดในช่วงปลายปี

จีน: ตัวแปรสำคัญที่อาจพลิกเกมในปี 2026 และปีต่อๆ ไป

จีนคือตัวแปรล่าสุดใน Framework การวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคของเรา (ขยาย Framework ‘FAT’ เมื่อปีที่แล้วให้กลายเป็น ‘FACTs’ ในปีนี้) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจและการพัฒนา AI อย่างรวดเร็วของจีน อาจมีความสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2026 มากกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ย้อนมองปี 2025

จีนมีบทบาทที่ชัดเจนมากขึ้นในตลาดโลกปี 2025 แม้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศจะยังไม่สม่ำเสมอ

ในด้านหนึ่ง จีนกลับมาโดดเด่นบนเวทีโลก โดยเฉพาะในแวดวงเทคโนโลยี เห็นได้จากการเปิดตัว ‘DeepSeek’ ในช่วงต้นปี 2025 โดยการพัฒนาโมเดล AI แบบก้าวกระโดด ได้แสดงให้เห็นความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของระบบนิเวศ AI จีน ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังตลาดทั่วโลก (อ่านเพิ่มเติมได้ใน CIO Insights: AI จีน – กำลังสร้าง โปรดมองข้าม (กำไร) ไปก่อน) ขณะเดียวกัน บทบาทของจีนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ และไบโอเทค ก็ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญ จีนยังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี AI ของตัวเองแบบครบวงจร โดยโมเดล AI พื้นฐานหลายตัวสามารถทำคะแนนติดอันดับต้นๆ ในแต่ละอุตสาหกรรม (ดูกราฟ 5 ด้านบน) ส่วนในด้านการค้า จีนยังมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นในการเจรจา รวมถึงการจำกัดการส่งออกแร่หายาก

อย่างไรก็ตาม สภาพเศรษฐกิจในประเทศจีนยังคงอ่อนแอ ภาวะเงินฝืดยังคงยืดเยื้อ ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน และความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับต่ำ (ดูกราฟ 11) ส่งผลให้รัฐบาลยังคงต้องใช้นโยบายแบบผ่อนคลายเพื่อประคับประคองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจีนจะยังคงเปราะบาง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นจีนจะอ่อนแอในทุกภาคส่วน โดยความแตกต่างระหว่างอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง สามารถให้ผลตอบแทนโดดเด่น แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัวลง

ความคาดหวังของตลาดสะท้อนให้เห็นภาพนี้อย่างชัดเจน โดยคาดการณ์กำไรล่วงหน้า 12 เดือน แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศอาจเติบโตมากกว่า 20% ขณะที่กำไรของตลาดหุ้นจีนโดยรวมคาดว่าจะเติบโตเพียงเล็กน้อยราว 5% เท่านั้น ซึ่งบางส่วนเกิดจากความได้เปรียบของขนาดในการผลิตฮาร์ดแวร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยพยุงกิจกรรมในอุตสาหกรรมชิป ฮาร์ดแวร์ AI และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม แม้เศรษฐกิจในภาพรวมจะยังซบเซา

ความเคลื่อนไหวของจีนจะกำหนดภาพเศรษฐกิจโลก

แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากจะมองจีนเป็นตลาดที่ ‘มองข้ามได้’ แต่เรามองว่าปี 2026 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฏจักรอีกครั้ง

สมมติฐานของเรา ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลล่าสุด คือ เศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีเสถียรภาพ โดยรัฐบาลกำลังพยายามป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจอ่อนแรงลงไปมากกว่านี้ ในขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในภาวะถดถอย และการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรง ยังคงกดดันให้เกิดภาวะเงินฝืดอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมกันแล้ว ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยกดราคาสินค้าและพลังงานในตลาดโลก และเปิดทางให้สหรัฐสามารถดำเนินนโยบายทางการคลังแบบขยายตัวต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม หากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนเร่งตัวขึ้นและเริ่มก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ดังนั้น ‘กันชนเงินฝืด’ ที่สหรัฐพึ่งพาอยู่ก็จะเริ่มเบาบางลง โดย Demand จากจีนที่แข็งแกร่งขึ้น อาจผลักดันให้ราคาสินค้าและบริการ รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เส้นทางการลดดอกเบี้ยของ Fed ยุ่งยากมากขึ้น และอาจจุดชนวนให้เกิดแรงกดดันด้านค่าครองชีพต่อภาคครัวเรือนสหรัฐอีกครั้ง ซึ่งจะจำกัดพื้นที่ของรัฐบาล Trump ในการออกนโยบายเพิ่มเติม

ส่วนหนึ่งของความไม่แน่นอนนี้สะท้อนให้เห็นภาพเศรษฐกิจแบบ ‘สองจังหวะ’ ของจีนเอง (ดูกราฟ 12 ด้านล่าง) โดยเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม (Old Economy) ยังคงซบเซาและต้องปรับตัวจากฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่เศรษฐกิจแบบใหม่ (New Economy) ซึ่งนำโดย AI ระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม และนวัตกรรมสุขภาพบางส่วน ยังคงขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วกว่า โดยจีนกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และเราไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านนี้จะเกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน แต่น่าจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนต่อเนื่องในระยะข้างหน้า

‘FACTs’ ส่งผลอย่างไรต่อการลงทุนในปี 2026

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย ‘FACTs’ (นโยบายการคลัง ความก้าวหน้าของ AI การฟื้นตัวของจีน และนโยบายของ Trump) เรามองเห็นนัยสำคัญของปัจจัยดังกล่าวที่มีต่อการลงทุนในหลายแง่มุม ดังนี้

  • หุ้นยังคงได้รับแรงสนับสนุนที่ดี โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ด้วยการดำเนินนโยบายการคลังอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นปี และ Fed ที่ยังคงอยู่บนเส้นทางผ่อนคลายนโยบายการเงิน เศรษฐกิจโลกจึงน่าจะอยู่ในภาวะ ‘Inflationary Growth’ ต่อไป ซึ่งในอดีตมักเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น อย่างไรก็ตาม การประกาศนโยบายต่างๆ และความเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์อาจยังสร้างความผันผวนให้ตลาดอยู่เป็นระยะ

  • เรายังคงให้น้ำหนักกับทองคำมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง หนี้สาธารณะในระดับสูงและการขาดดุลทางการคลังที่ยืดเยื้อ ทำให้ยังมีคำถามต่อความน่าสนใจของสินทรัพย์ที่ถูกมองว่า ‘ปลอดความเสี่ยง’ อย่างพันธบัตรรัฐบาล ขณะเดียวกันก็เป็นแรงสนับสนุน Demand ของสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้จริง เช่น ทองคำ แม้ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งกว่า 60% ในปี 2025 แต่สถานการณ์ในปัจจุบันยังคงสนับสนุนการถือครองทองคำไว้เป็นส่วนหนึ่งในพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดี

  • AI ยังไม่ใช่ฟองสบู่…อย่างน้อยๆ ก็ในตอนนี้ การเติบโตของ AI ในรอบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการขยายตัวของ Valuation เพียงอย่างเดียว แต่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุน การเติบโตของกำไร และการเพิ่ม Productivity ที่จับต้องได้จริง ตราบใดที่วัฏจักรของนวัตกรรม ผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น และความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังคงดำเนินต่อไป โดยเราเชื่อว่าวัฏจักรครั้งนี้จะแตกต่างอย่างมากจากฟองสบู่เทคโนโลยีในอดีต อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือการสะดุดของวงล้อขับเคลื่อนนี้ โดยเฉพาะหากสภาวะทางการเงินเริ่มตึงตัวขึ้น

  • การลงทุนในจีนสามารถทำได้ 2 หน้าที่ คือ แหล่งการเติบโต และเครื่องมือกระจายความเสี่ยงในพอร์ต ในขณะที่จีนกำลังแข่งขันกับสหรัฐในสนาม AI ตลาดหุ้นจีนก็มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ การพัฒนาระบบนิเวศ AI ของจีนก็อาจสร้างแรงกดดันต่อความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของสหรัฐ ซึ่งยิ่งตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะในพอร์ตที่มีสัดส่วนของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐในระดับสูง

หลักการลงทุนที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง: กระจายความเสี่ยงและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 แรงขับเคลื่อนที่เราได้กล่าวถึงตลอดบทความนี้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการคลัง AI จีน หรือ Trump จะยังเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนทั่วโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งสร้างโอกาสและความผันผวนให้กับตลาด อย่างไรก็ตาม หลักการลงทุนระยะยาวยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ กระจายการลงทุน รักษาวินัย และลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ขอขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่คุณมอบให้เราเสมอมา ในนามของทีมงาน StashAway ทุกคน ขออวยพรให้คุณและครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข และประสบความสำเร็จตลอดปีที่กำลังจะมาถึง

ทีมงาน StashAway

Authors

Stephanie Leung, Group Chief Investment Officer

ในฐานะ Group Chief Investment Officer คุณ Stephanie และทีมงานของเธอเป็นผู้ดูแลผลิตภัณฑ์และพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของ StashAway โดยเธอมีประสบการณ์ด้านการลงทุนแบบ Multi-asset มากกว่า 20 ปี ซึ่งก่อนที่จะเข้าร่วมกับ StashAway ในปี 2020 เธอเคยบริหารพอร์ตการลงทุนให้กับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Goldman Sachs และ Family Offices ขนาดหลายพันล้านดอลลาร์ฯ ภายในภูมิภาค

Justin Jimenez, Group Head of Macro and Investment Research

คุณ Justin มีประสบการณ์ด้านการวิจัยเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่าทศวรรษ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างมุมมองเศรษฐกิจโลกและสินทรัพย์ต่างๆ ให้ทีมงานด้านการลงทุนของ StashAway โดยก่อนที่จะเข้าทำงานกับ StashAway ในปี 2022 คุณ Justin เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ Bloomberg 

References

  1. Ahmad, S., Parry, C., & Sheiner, L. (2025). Hutchins Center Fiscal Impact Measure. The Brookings Institution. Retrieved from: https://www.brookings.edu/articles/hutchins-center-fiscal-impact-measure
  2. Cao, D. (2025). Proactive fiscal policy in 2026 emphasized. China Daily. Retrieved from: https://global.chinadaily.com.cn/a/202512/08/WS6936f3eda310d6866eb2d847.html
  3. Laidley, C. (2025). Wall Street Continues to Underestimate the Growth of Magnificent Seven Companies. Here's Why. Investopedia. Retrieved from: https://www.investopedia.com/wall-street-continues-to-underestimate-the-growth-of-magnificent-seven-companies-here-is-why-11857190
  4. Morgan Stanley. (2025). How Credit Markets Could Finance AI's Trillion Dollar Gap. Retrieved from: https://www.morganstanley.com/insights/podcasts/thoughts-on-the-market/credit-markets-ai-financing-gap-vishy-tirupattur-vishwas-patkar
  5. Lange, J., & Reid, T. (2025). Exclusive: Trump approval falls to lowest of his term over prices and Epstein files, Reuters/Ipsos poll finds. Reuters. Retrieved from: https://www.reuters.com/world/us/trump-approval-falls-lowest-his-term-over-prices-epstein-files-reutersipsos-poll-2025-11-18
  6. Polymarket. (2025). Who will Trump nominate as Fed Chair? Retrieved from: https://polymarket.com/event/who-will-trump-nominate-as-fed-chair
  7. Cheremukhin, A. (2025). Break-even employment declined after immigration changes. Federal Reserve Bank of Dallas. Retrieved from: https://www.dallasfed.org/research/economics/2025/1009

หมายเหตุ:

การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน; ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอ คำแนะนำ คำเชื้อเชิญ หรือการชักชวนให้ท่านซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือเข้าทำธุรกรรมใดๆ

ข้อมูลนี้ไม่ได้จัดเตรียมขึ้นโดยคำนึงถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลของท่าน (เช่น วัตถุประสงค์การลงทุน สถานการณ์ทางการเงิน หรือความต้องการโดยเฉพาะ) ท่านควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการเงิน บัญชี ภาษี กฎหมาย และด้านอื่นๆ ของท่านเอง


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email