CIO Insights: Ctrl+Alt+Delete ล้างพอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์?

13 May 2026
Stephanie Leung
Group CIO

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

แม้ว่าสถานการณ์ในอิหร่านจะยังคงยืดเยื้อและคุกรุ่นด้วยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดเริ่มที่จะมองข้ามเสียงรบกวน (Noise) ระยะสั้นเหล่านี้ไปแล้ว โดยภายใต้พาดหัวข่าวเหล่านั้น ยังมีธีมเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือ AI ซึ่งยังคงเป็นตัวกำหนดทิศทางการจัดพอร์ตของนักลงทุนและแนวโน้มของกลุ่มธุรกิจต่างๆ

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ของสหรัฐ ซึ่งมีการปรับฐานลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยร่วงลงไปมากถึง 37% จากจุดสูงสุดครั้งล่าสุด การเทขายครั้งนี้สะท้อนถึงความกังวลใน 3 ประเด็นหลัก คือ การถูก Disrupt โดย AI แรงกดดันด้านราคา และความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจ Software-as-a-Service (SaaS) แบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไป จะพบรายละเอียดซับซ้อนกว่าที่เห็น

ใน CIO Insights เดือนนี้ เราจะไปสำรวจว่า การเทขายหุ้นซอฟต์แวร์นั้นสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปจริงๆ หรือเป็นเพียงความตื่นตระหนก และภาคส่วนไหนของกลุ่มธุรกิจนี้ที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งกว่าส่วนอื่นๆ

3 Key takeaways

  • การเทขายหุ้นซอฟต์แวร์เกิดจากการปรับ Valuation ตามความกังวลของนักลงทุน มากกว่าที่จะเกิดจากผลประกอบการที่แย่ลง ในขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ร่วงลงอย่างหนัก แต่ตัวเลขกำไรกลับสวนทางกัน แม้ประมาณการกำไรจะมีการปรับลดลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้รุนแรงเท่ากับการดิ่งลงของราคาหุ้น อธิบายง่ายๆ คือ ตลาดให้มูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งจุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะการที่ราคาปรับตัวลดลงเนื่องจากความเชื่อมั่น สามารถดีดตัวกลับได้อย่างรวดเร็วเมื่อ Sentiment ของตลาดเปลี่ยนไป แต่หากกำไรบริษัทลดลงจริงๆ การที่ราคาหุ้นจะฟื้นตัวกลับขึ้นมานั้นทำได้ยากและใช้เวลานานกว่ามาก

  • ไม่ใช่หุ้นซอฟต์แวร์ทุกตัวที่เสี่ยงต่อการถูก AI Disruption บริษัทขนาดใหญ่ที่มั่นคงกว่า มีทั้งขนาดธุรกิจและความลึกของผลิตภัณฑ์ที่มากพอจะดึง AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ แทนที่จะถูก Disrupt นอกจากนี้บางกลุ่มธุรกิจยังมีเกราะป้องกันที่ดีกว่า เช่น Cybersecurity ที่ได้รับอานิสงส์เชิงโครงสร้างจากการที่ AI ทำให้การโจมตีทาง Cyber รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในกลุ่มที่ดูปลอดภัย ภาพรวมรายบริษัทก็ยังมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ทำให้การเฟ้นหาผู้ชนะหรือผู้แพ้ในระยะข้างหน้านั้นทำได้ยาก

  • บทเรียนจากอดีตชี้ว่าหลายบริษัทปรับตัวได้ และตลาดอาจมองโลกในแง่ร้ายเกินไป การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีในอดีต ตั้งแต่ร้านค้าปลีกสู่ E-commerce หรือจากโทรทัศน์สู่ Streaming แม้จะทำลายเจ้าตลาดเดิมไปบ้าง แต่ก็สร้าง ‘ผู้ชนะรายใหม่’ ที่ปรับตัวได้ขึ้นมาเสมอ ซึ่งผลกระทบของ AI ที่มีต่อกลุ่มซอฟต์แวร์ก็น่าจะเดินตามรอยเดิม ซึ่งสำหรับนักลงทุนระยะยาวก็ควร Stay Invested ต่อไป โดยเน้นไปที่บริษัทที่มีโครงสร้างแข็งแกร่งที่สุด แทนที่จะขายหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ออกไปทั้งหมด

การปรับฐานราคา ไม่ใช่การล่มสลายของปัจจัยพื้นฐาน

หุ้นซอฟต์แวร์ของสหรัฐ เผชิญกับการเทขายอย่างหนักตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยชนวนเหตุสำคัญคือการประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ AI อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจาก Anthropic ในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา สิ่งนี้ทำให้ความกังวลเรื่องการถูก Disrupt กลายเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่า ‘AI Agents’ จะเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานของโมเดลรายได้แบบเก็บค่าสมาชิกตามจำนวนผู้ใช้งาน (Per-seat Subscription) โดยการเทขายครั้งนี้ถือเป็นการปรับตัวลงที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษที่ไม่ใช่ช่วงเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลให้น้ำหนักของกลุ่มซอฟต์แวร์ในดัชนี S&P 500 ลดลงจาก 12% เหลือเพียง 8%

อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์จากนักวิเคราะห์กลับให้ภาพที่ต่างออกไป โดยการคาดการณ์ยอดขายล่วงหน้า 12 เดือนของหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย. 2025 โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 11% และแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยในช่วงที่มีการเทขายอย่างหนัก

มุมมองจากบริษัทวิจัยระดับโลกอย่าง Gartner คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 14.7% ในปีนี้ เร่งตัวขึ้นจาก 11.5% ในปี 2025 (1) ขณะที่ การคาดการณ์กำไรล่วงหน้า 12 เดือน แม้จะมีการปรับตัวลงบ้าง แต่ในปลายเดือน เม.ย. 2026 ยังคงอยู่สูงกว่าจุดเริ่มต้นถึง 12% ดังที่เห็นในกราฟ 1 ด้านล่าง

ในช่วงเวลาเดียวกัน ดัชนีราคาหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์กลับร่วงลงกว่า 35% แม้ราคาจะเริ่มปรับตัวกลับขึ้นมาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และเมื่อราคาลดลงสวนทางกับกำไรและยอดขายที่ยังโต สาเหตุจึงมาจาก ‘Multiple Valuation’ หรือการที่นักลงทุนยอมจ่ายเงินต่อกำไรในอนาคตน้อยลง ไม่ใช่เพราะตัวเลขกำไรจริงที่แย่ลง

นอกจากนี้ อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ล่วงหน้า 12 เดือนของกลุ่มซอฟต์แวร์ ยังลดลงจาก 38 เท่า ในเดือน ก.ค. 2025 เหลือประมาณ 22 เท่าในปัจจุบัน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 34 เท่า ถึง 30% และเกือบจะลงมาเท่ากับค่าเฉลี่ยของ S&P 500 ที่อยู่ที่ 21 เท่า (ดูกราฟ 2)

ความน่าสนใจคือ ตลาดยังคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของกลุ่มซอฟต์แวร์จะโตถึง 33% ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ S&P 500 ที่ 25% หมายความว่าปัจจุบัน หุ้นซอฟต์แวร์มีราคาพอๆ กับตลาดโดยรวม ทั้งที่มีการเติบโตของกำไรสูงกว่า

ช่องว่างระหว่างราคาและปัจจัยพื้นฐานมีความสำคัญมาก เพราะการที่ราคาปรับตัวลดลงเนื่องจากความเชื่อมั่น (Multiple Compression) สามารถดีดตัวกลับได้อย่างรวดเร็ว หากมีรายงานกำไรที่แข็งแกร่งเพียงไม่กี่ไตรมาส หรือมีหลักฐานว่า AI ไม่ได้ Disrupt รุนแรงอย่างที่กลัว ขณะที่ การปรับตัวลงเนื่องจากปัญหาธุรกิจหรือกำไรลดลง จะฟื้นตัวยากและช้ากว่ามาก

ในขณะที่บริษัทต่างๆ กำลังรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกอยู่ในขณะนี้ ความไม่สอดคล้องกันระหว่าง ‘ราคาหุ้น’ และ ‘ปัจจัยพื้นฐาน’ จะเริ่มหาเหตุผลมาอธิบายได้ยากขึ้น หากบริษัทต่างๆ สามารถทำผลงานได้ตามคาดการณ์และยังคงรักษาเป้าหมายการดำเนินงานในอนาคต (Forward Guidance) เอาไว้ได้ ซึ่งผลประกอบการล่าสุดของ Microsoft ก็ยืนยันมุมมองนี้ โดยมีรายได้รวมทั้งหมดเติบโต 18% และกลุ่มธุรกิจหลักอย่าง Microsoft 365 และ Dynamics เติบโตขึ้นถึง 17% (2) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการเสื่อมถอยของปัจจัยพื้นฐานที่ตลาดกังวลจนเทขายหุ้นออกมานั้นยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง

กลุ่มซอฟต์แวร์เหมือนกัน แต่ ‘ปัจจัยพื้นฐาน’ ไม่เหมือนกัน

แม้ว่าการเทขายที่ผ่านมาจะเป็นลักษณะของการเทขายแบบยกเข่ง แต่แท้จริงแล้วมีบางบริษัทและบางกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าปฏิกิริยาของตลาดมาก ไม่ว่าจะเป็นเพราะขนาดของธุรกิจ ความลึกของผลิตภัณฑ์ ลักษณะของสิ่งที่พวกเขาขาย หรือ Demand เชิงโครงสร้างของสินค้าเหล่านั้น

เนื้อหาด้านล่างจะเจาะลึก 2 ภาคส่วนที่ตลาดดูเหมือนจะตอบสนองรุนแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง นั่นก็คือกลุ่มซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ และกลุ่ม Cybersecurity

ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ยังคงแข็งแกร่ง

แรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เกิดการเทขาย คือ ความกลัวในระดับที่ว่า AI Agents จะเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานของโมเดลรายได้แบบเก็บค่าสมาชิกตามจำนวนผู้ใช้งาน (Per-seat Subscription) เพราะปกติแล้วหุ้นซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมจะถูกประเมินราคาตามจำนวนผู้ใช้ โดยบริษัทที่เป็นลูกค้าจะจ่ายเงินตามจำนวนพนักงานที่ใช้ระบบ CRM เครื่องมือจัดการ Project หรือแพลตฟอร์มการเงินต่างๆ ซึ่งหาก AI Agents สามารถทำงานเหล่านี้ได้เองโดยไม่ต้องมีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ตลาดของโมเดลการเก็บค่าธรรมเนียมรายหัวก็จะหดตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งสำหรับบริษัทที่มีรายได้ขึ้นอยู่กับจำนวนมนุษย์ที่ใช้งาน นี่คือภัยคุกคามเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม บริษัทชื่อดังที่มีรากฐานมั่นคงและมีขนาดใหญ่ เช่น Microsoft Salesforce หรือ Oracle กลับอยู่ในตำแหน่งที่ ‘สามารถป้องกันตัวได้ดีกว่าที่ตลาดคิด’ เพราะพวกเขามีทรัพยากรด้านวิศวกรรมที่จะนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มตัวเอง โดยเปลี่ยนเทคโนโลยีที่จะเข้ามา Disrupt ให้กลายเป็นฟีเจอร์ของผลิตภัณฑ์ รวมถึงสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและสัญญาระยะเวลาหลายปีกับลูกค้าองค์กร ทำให้เกิดต้นทุนในการเปลี่ยนย้ายระบบ (Switching Costs) และช่วยให้คาดการณ์รายได้ได้แม่นยำกว่า นอกจากนี้ พวกเขายังมีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมหลากหลายหน้าที่ ทำให้การถูกแทนที่โดย AI Agent เพียงตัวเดียวนั้นทำได้ยากกว่าซอฟต์แวร์ที่สามารถทำงานได้เพียงอย่างเดียว

มีข้อมูลที่สนับสนุนประเด็นนี้ โดยตั้งแต่สิ้นเดือน ก.ย. 2025 เป็นต้นมา การคาดการณ์กำไรล่วงหน้าของบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มซอฟต์แวร์โดยรวมที่เพิ่มขึ้น 9% สิ่งนี้สะท้อนว่าความคาดหวังกำไรของหุ้นกลุ่มบนสุดของตลาดมีความยืดหยุ่นและทนทานกว่าตลาดโดยรวม และหากการถูก Disrupt ส่งผลกับรายได้จริง เราก็ควรจะเห็นการคาดการณ์รายได้ล่วงหน้าปรับตัวลดลง

เห็นได้จากกราฟ 3 ด้านล่างว่า การคาดการณ์รายได้ของกลุ่มซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเกือบ 12% นับตั้งแต่เริ่มมีการเทขาย ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของดัชนี S&P 500 ที่ 7.5% อย่างเห็นได้ชัด หมายความ ณ ปัจจุบัน ตลาดกำลังสะท้อนความกังวลเรื่อง Disruption ล่วงหน้าไปแล้ว ทั้งที่ข้อมูลพื้นฐานยังไม่ได้ยืนยันว่าเกิดขึ้นจริง

กลุ่ม Cybersecurity ยังมีแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้าง แต่ก็อาจเจอแรงต้านระยะสั้น

ใน Universe ของหุ้นซอฟต์แวร์ทั้งหมด หุ้นกลุ่ม Cybersecurity ถือว่ามีโครงสร้างที่แตกต่างออกไป เพราะงบประมาณด้านความปลอดภัยจะโตตาม ‘ขนาดและความซับซ้อน’ ของระบบดิจิทัล ไม่ได้โตตามจำนวนพนักงานที่ใช้ และยิ่ง AI พัฒนาไปไกลเท่าไหร่ ระบบพื้นฐานเหล่านั้นก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น ทั้งงานบนระบบคลาวด์ที่เพิ่มขึ้น คลังข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น รวมถึง AI Agents จำนวนมากที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้คือ ‘ช่องโหว่’ ที่เพิ่มขึ้นตามมา

ปัจจุบัน ภัยคุกคามทาง Cyber กำลังยกระดับความรุนแรงขึ้น โดยรายงาน Global Threat Report ล่าสุดของ CrowdStrike ระบุว่า การโจมตีโดยใช้ AI เพิ่มสูงขึ้นถึง 89% ในปี 2025 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (3) ที่น่ากลัวคือ 82% ของการตรวจพบนั้นเป็นแบบ Malware-free (ไม่ได้ใช้ Malware แบบเดิมๆ) แต่เป็นการเจาะระบบผ่านรหัสผ่านที่ขโมยมา หรือใช้ช่องทางยืนยันตัวตนที่น่าเชื่อถือ ทำให้ตรวจจับยากขึ้นและบีบให้แพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัยต้องยกระดับความสามารถให้สูงขึ้นไปอีก

ข้อมูลนี้ยังสอดคล้องกับผลสำรวจจาก World Economic Forum ปี 2026 (ดูกราฟ 4) ที่สอบถามผู้นำองค์กรเกือบ 900 รายทั่วโลก พบว่า 87% ยอมรับว่าช่องโหว่จากการใช้ AI นั้นเพิ่มสูงขึ้นจริงในช่วงปีที่ผ่านมา (4)

บริษัท Cybersecurity ยังมีคูเมืองทางธุรกิจ (Moat) ที่ทำให้ถูกโค่นได้ยากกว่าซอฟต์แวร์กลุ่มอื่นๆ เพราะข้อมูลมหาศาลที่พวกเขาสะสมมานานหลายปีจากการป้องกันภัยคุกคามจริง คือสิ่งที่เครื่องมือใหม่ๆ เลียนแบบไม่ได้ และเมื่อติดตั้งไปแล้ว การจะเปลี่ยนแพลตฟอร์มนั้นยากมาก เพราะมีทั้งเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับ การตรวจสอบ (Audit) และที่สำคัญที่สุดคือ ‘ความเสี่ยงที่ไม่สามารถรับได้’ หากระบบใหม่ทำงานพลาดเพียงครั้งเดียว เครื่องมือเหล่านี้จึงไม่สามารถเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะดูดี แต่ก็มีอุปสรรคเล็กน้อยในช่วงนี้ โดยประมาณการรายได้ล่วงหน้าของกลุ่ม Cybersecurity ถูกปรับลดลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากองค์กรต่างๆ เริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายด้าน IT มากขึ้น ส่งผลกระทบต่องบประมาณ แม้แต่การใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างการรักษาความปลอดภัย แต่ในมุมมองของเรา นี่เป็นเพียงผลกระทบตามรอบการเบิกจ่ายงบประมาณเท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางของ Demand ในระยะยาว

ความแตกต่างของแต่ละบริษัท ทำให้การเฟ้นหาผู้ชนะยากกว่าที่คิด

แม้จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่มี Moat แข็งแกร่ง แต่ในระดับรายบริษัท ภาพที่เห็นอาจต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ดังที่เห็นในตาราง 1 ด้านล่าง ซึ่งแสดงให้เห็นการปรับประมาณการรายได้และกำไรในช่วง 6 เดือนของหุ้นซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่แบ่งตามกลุ่มธุรกิจย่อย (Subsector)

ตัวอย่างเช่น ในกลุ่ม Cybersecurity การปรับประมาณการรายได้และกำไรของนักวิเคราะห์เริ่มมีทิศทางที่แตกต่างกันระหว่างบริษัทต่างๆ และในบางกรณี การคาดการณ์ของบริษัทเดียวก็ยังขัดแย้งกันเอง รูปแบบเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในกลุ่ม SaaS สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่บางรายได้รับการปรับเพิ่มเป้า ในขณะที่บางรายกลับถูกหั่นเป้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างที่ส่งผลดีต่อภาพรวมของกลุ่มธุรกิจนี้ ไม่ได้การันตีผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมกับทุกบริษัทเหมือนกันหมด และปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมองเห็นหรือคาดการณ์ล่วงหน้าได้ง่ายๆ เสมอไป

บทเรียนจากการ Disrupt ในอดีต บอกอะไรเราเกี่ยวกับการเทขายครั้งนี้

สุภาษิตที่ว่า ‘ประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำรอยเดิม แต่มักจะมีจังหวะที่คล้องจองกัน’ (History doesn't repeat itself, but it often rhymes) นั้นใช้ได้เสมอ โดยประวัติศาสตร์ของการ Disrupt ทางเทคโนโลยีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การประเมินว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ คือ ภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของธุรกิจหนึ่ง มักจะเป็นการมองที่ ‘ตื่นตระหนกเกินความเป็นจริง’ โดยผลลัพธ์ส่วนใหญ่มักเป็นการปรับโครงสร้างของธุรกิจนั้นๆ มากกว่า โดยผู้เล่นที่อ่อนแอและไร้เกราะป้องกันจะถูกแทนที่ ในขณะที่ผู้ที่มีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริงมักปรับตัวได้และอาจกลับมาเป็นผู้นำอีกครั้ง ดังเช่นตัวอย่าง 2 เหตุการณ์นี้

บทเรียนที่ 1: ร้านค้าปลีกไม่ได้ล่มสลายเพราะ E-commerce 

เมื่อแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์อย่าง Amazon เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็วในทศวรรษ 2000 มีหลายกระแสที่มองว่า ธุรกิจค้าปลีกแบบมีหน้าร้านนั้นจบสิ้นแล้ว ซึ่งก็จริงแค่บางส่วน โดยร้านค้าปลีกอย่าง Sears และ Toys "R" Us ต้องล้มละลายไปในช่วงทศวรรษ 2010 เมื่อยอดขายออนไลน์ในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นจาก 4% ในปี 2010 เป็นมากกว่า 16% ในปี 2025 (5) ทำให้ความได้เปรียบจากการที่เจ้าของสินค้าต้องพึ่งพา ‘พื้นที่ชั้นวางสินค้า’ ในโลกออฟไลน์นั้นค่อยๆ ลดลง

อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้านก็ไม่ได้หายไป ผู้ชนะคือบรรดาร้านค้าที่เปลี่ยน ‘หน้าร้าน’ ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบแบบ Omnichannel (การขายทุกช่องทางที่เชื่อมโยงกัน) ตัวอย่างเช่น Walmart ที่แม้ Amazon จะเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงเวลานั้น แต่รายได้ของ Walmart ก็ยังพุ่งจาก 408,000 ล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2010 มาเป็น 713,000 ล้านดอลลาร์ฯ ในปีงบประมาณล่าสุด (6) กุญแจสำคัญคือการบูรณาการเครือข่ายร้านค้า โครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง ความสัมพันธ์กับ Supplier และช่องทางดิจิทัลให้กลายเป็นระบบเดียวกัน โดยหน้าร้านก็จะกลายเป็นจุดรับสินค้า จุดส่ง จุดคืนสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า แทนที่จะเป็นภาระทางธุรกิจแบบเดิม

บทเรียนที่ 2: สื่อดั้งเดิมปรับตัวเข้าสู่ยุค Streaming

เมื่อ Netflix เปิดตัวบริการ Streaming ครั้งแรกในปี 2007 เคเบิลทีวีและฟรีทีวีเคยครองตลาดการรับชมโทรทัศน์ในอเมริกา แต่ในทศวรรษต่อมา อิทธิพลเหล่านั้นค่อยๆ เสื่อมถอยลงเมื่อผู้ชมหันไปหาแพลตฟอร์ม On-demand จนกระทั่งในเดือน พ.ค. 2025 ยอดการรับชมผ่าน Streaming ในสหรัฐ ก็แซงหน้าเคเบิลและฟรีทีวีรวมกัน (7) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นจุดหมายที่เป็นไปไม่ได้เลยตอนที่ Netflix เริ่มให้บริการ

อย่างไรก็ตาม บริษัทสื่อที่มีคลัง Content จำนวนมหาศาลก็หาทางรอดได้ เช่น Disney ที่เปิดตัว Disney+ ในปี 2019 และมียอดสมาชิกทะลุ 100 ล้านคนภายในเวลาเพียง 16 เดือน (8) ขณะที่ Warner Bros. Discovery ก็ปั้นช่อง HBO และคลัง Content ของตนจนมียอดสมาชิกแตะ 100 ล้านคนทั่วโลก เคียงคู่ไปกับ Netflix และ Prime Video ของ Amazon แสดงให้เห็นว่ายังมีกลุ่มแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่จำนวนหนึ่งที่ก้าวขึ้นมาครองตลาด Streaming ได้สำเร็จ โดยแต่ละรายสามารถสร้างความได้เปรียบจากคลัง Content จำนวนมหาศาลที่ผู้เล่นหน้าใหม่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ในเวลาอันสั้น

มุมมองของเราที่มีต่อการเทขายหุ้นซอฟต์แวร์

ดูเหมือนว่าตลาดจะเทขายหุ้นซอฟต์แวร์แบบยกแผง โดยขาดการแยกแยะระหว่างบริษัทที่มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจริงๆ กับบริษัทที่ยังมีเกราะป้องกัน ซึ่งหากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน ยังไม่มีข้อมูลด้านลบใดๆ (อย่างน้อยก็จนถึงตอนนี้) ที่จะมาสนับสนุนความตื่นตระหนกในระดับนี้ได้ ซึ่งประวัติศาสตร์ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เมื่อเกิดการ Disrupt ทางเทคโนโลยี มักจะมีรูปแบบที่ชัดเจนเสมอ นั่นคือ เริ่มด้วยการมองโลกในแง่ร้ายไปเสียทั้งหมด ตามมาด้วยการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ และจบลงที่ความแตกต่างระหว่าง ‘บริษัทที่ปรับตัวได้’ กับ ‘บริษัทที่ทำไม่ได้’ ซึ่งผลกระทบของ AI ต่อวงการซอฟต์แวร์ในครั้งนี้ก็ไม่น่าจะต่างไปจากเดิม

สำหรับนักลงทุนระยะยาว สิ่งนี้หมายถึงการ Stay Invested ในกลุ่มธุรกิจนี้ต่อไป โดยเน้นไปที่ธุรกิจที่มีโครงสร้างแข็งแกร่งที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่และกลุ่ม Cybersecurity แทนที่จะเลือกกดปุ่ม Ctrl+Alt+Delete เพื่อล้างพอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์ทิ้งไปทั้งหมด

Authors

Stephanie Leung, Group Chief Investment Officer

ในฐานะ Group Chief Investment Officer คุณ Stephanie และทีมงานของเธอเป็นผู้ดูแลผลิตภัณฑ์และพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของ StashAway โดยเธอมีประสบการณ์ด้านการลงทุนแบบ Multi-asset มากกว่า 20 ปี ซึ่งก่อนที่จะเข้าร่วมกับ StashAway ในปี 2020 เธอเคยบริหารพอร์ตการลงทุนให้กับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Goldman Sachs และ Family Offices ขนาดหลายพันล้านดอลลาร์ฯ ภายในภูมิภาค

Justin Jimenez, Group Head of Macro and Investment Research

คุณ Justin มีประสบการณ์ด้านการวิจัยเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่าทศวรรษ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างมุมมองเศรษฐกิจโลกและสินทรัพย์ต่างๆ ให้ทีมงานด้านการลงทุนของ StashAway โดยก่อนที่จะเข้าทำงานกับ StashAway ในปี 2022 คุณ Justin เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ Bloomberg 

References

  1. Gartner. (2026). Gartner Forecasts Worldwide IT Spending to Grow 10.8% in 2026, Totaling $6.15 Trillion. Retrieved from: https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2026-02-03-gartner-forecasts-worldwide-it-spending-to-grow-10-point-8-percent-in-2026-totaling-6-point-15-trillion-dollars
  2. Microsoft Corporation. (2026). Microsoft Fiscal Year 2026 Third Quarter Earnings Press Release. Retrieved from: https://www.microsoft.com/en-us/investor/earnings/fy-2026-q3/press-release-webcast 
  3. CrowdStrike. (2026). 2026 Global Threat Report. Retrieved from: https://go.crowdstrike.com/rs/281-OBQ-266/images/CrowdStrike-2026-Global-Threat-Report.pdf
  4. World Economic Forum. (2026). Global Cybersecurity Outlook 2026. Retrieved from: https://www.weforum.org/publications/global-cybersecurity-outlook-2026/
  5. Federal Reserve Bank of St. Louis. (2026). E-Commerce Retail Sales as a Percent of Total Retail Sales (ECOMPCTSA). Retrieved from: https://fred.stlouisfed.org/series/ECOMPCTSA
  6. Walmart Inc. (2026). Walmart Reports Q4 and Full Year FY2026 Results. SEC Filing (8-K), 19 February 2026. Retrieved from: https://www.sec.gov/Archives/edgar/data/104169/000010416926000032/earningsreleasefy26q4.htm
  7. Nielsen. (2025). Streaming Reaches Historic TV Milestone, Eclipses Combined Broadcast and Cable Viewing for First Time. Retrieved from: https://www.nielsen.com/news-center/2025/streaming-reaches-historic-tv-milestone-eclipses-combined-broadcast-and-cable-viewing-for-first-time/
  8. The Walt Disney Company. (2021) Disney+ Tops 100 Million Global Paid Subscriber Milestone. Retrieved from: https://thewaltdisneycompany.com/press-releases/disney-tops-100-million-global-paid-subscriber-milestone/

หมายเหตุ:

การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน; ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต; การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอ คำแนะนำ คำเชื้อเชิญ หรือการชักชวนให้ท่านซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือเข้าทำธุรกรรมใดๆ

ข้อมูลนี้ไม่ได้จัดเตรียมขึ้นโดยคำนึงถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลของท่าน (เช่น วัตถุประสงค์การลงทุน สถานการณ์ทางการเงิน หรือความต้องการโดยเฉพาะ) ท่านควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการเงิน บัญชี ภาษี กฎหมาย และด้านอื่นๆ ของท่านเอง


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email