Flexible Portfolio ตอบโจทย์การลงทุนที่หลากหลายได้อย่างไร

12 September 2022

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

อยากอ่านเพิ่ม?

เราหวังว่าคุณจะได้ประโยชน์ จากบทความของเรา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนอีกหลายแสนคนที่ต้องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสมัครรับบทความและบทวิเคราะห์ของเราที่จะส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

Flexible Portfolio เปิดกว้างให้คุณ Customise และ Create พอร์ตได้ตามใจ เพื่อตอบทุกเป้าหมายการลงทุนของคุณ

พอร์ตแบบ Flexible คุณสามารถเลือกลงทุนใน 60+ สินทรัพย์ และปรับสัดส่วนสินทรัพย์ได้ตามที่คุณต้องการ [ข้อมูล ณ วันที่ 17 พ.ย. 2023]

5 ขั้นตอนสร้าง Flexible Portfolio

เพียงคุณทำตามขั้นตอนนี้ คุณก็จะได้พอร์ตที่ Flexible ในแบบของคุณทันที

  1. เลือก “สร้างพอร์ตใหม่” หรือ “ปรับสัดส่วนจากพอร์ตต้นแบบ” ซึ่งมีให้เลือกถึง 5 พอร์ตต้นแบบที่มีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก
  2. เพิ่ม-ลด หรือ ปรับสัดส่วนจาก 60+ สินทรัพย์
  3. ตรวจสอบระดับความเสี่ยงที่ระบบคำนวณให้จากพอร์ตที่คุณสร้าง
  4. ฝากเงินลงทุน โดยเราไม่กำหนดยอดเงินลงทุนขั้นต่ำ และระยะเวลาลงทุนขั้นต่ำ
  5. หลังจากนั้น คุณยังสามารถปรับเปลี่ยนสินทรัพย์ และปรับสัดส่วนได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้ เมื่อคุณสร้างพอร์ตและเลือกสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ระบบจะคำนวณระดับความเสี่ยงของพอร์ตให้นักลงทุนเห็นทันที ยกตัวอย่างเช่น หากพอร์ตแบบ Flexible ของคุณมีระดับความเสี่ยงปานกลาง จะแสดงตัวเลขที่ชัดเจนว่า “มีโอกาส 99% ที่มูลค่าพอร์ตลงทุนของคุณจะไม่ลดลงมากกว่า 19% ใน 1 ปี” ระบบจะคำนวณระดับความเสี่ยงจากผลตอบแทนและสมมติฐานของแต่ละสินทรัพย์ในระยะยาวซึ่งจะอัปเดตทุกไตรมาส ดังนั้น ระดับความเสี่ยงของพอร์ตอาจเปลี่ยนแปลงได้จาก การอัปเดตระดับความเสี่ยงรายไตรมาส หรือ ทีมงานด้านการลงทุนพิจารณาเปลี่ยน ETF ที่มีความคุ้มค่าหรือเหมาะสมกว่าในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน

Flexible Portfolio จะเติมเต็มแผนการลงทุนของคุณได้อย่างไร

พอร์ตแบบ Flexible ก็ต้อง Flexible สิ! เพราะพอร์ตนี้ สามารถเติมเต็มแผนการลงทุนของคุณได้ทุกรูปแบบ เช่น

  • เป็น Core portfolio (พอร์ตหลัก) สำหรับเป้าหมายการลงทุนในระยะยาวที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีใน ETF ที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก หรือ
  • เป็น Satellite portfolio (พอร์ตเสริม) ซึ่งคุณสามารถเลือกลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ ธีมการลงทุน หรือ ภาคธุรกิจที่ต้องการได้โดยเฉพาะ โดยเราแนะนำว่าเงินลงทุนของพอร์ตเสริมควรมีสัดส่วนน้อยกว่าพอร์ตหลัก เพราะพอร์ตเสริมที่สร้างขึ้นอาจเป็นการลงทุนที่กระจุกตัว จึงอาจมีความเสี่ยงสูงกว่า
Core - Satellite portfolios image

Customise พอร์ตหลักของคุณได้ตามใจ

ถ้าคุณจะให้ Flexible เป็นพอร์ตหลัก อย่างแรกที่คุณต้องทำ คือ เลือกพอร์ตต้นแบบตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะกับคุณ ซึ่งมีให้เลือก 5 ระดับ (พอร์ตต้นแบบทั้งหมดมาจากพอร์ต General Investing ซึ่งกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก)

เมื่อคุณเลือกแล้ว คุณสามารถเพิ่ม-ลด หรือปรับสัดส่วนแต่ละสินทรัพย์ได้ตามสไตล์ที่คุณต้องการ ยกตัวอย่างเช่น

  • เปลี่ยนจาก ‘กลุ่มหุ้นในยุโรป’ เป็น ‘กลุ่มหุ้นในเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น)’ ในสัดส่วน ‘หุ้นทั่วโลก’
  • ลดสัดส่วนใน ‘ทองคำ’ และเพิ่มสัดส่วนใน ‘ตราสารหนี้เอกชน’
  • เพิ่ม ‘ตราสารหนี้สีเขียว’ (Green Bond) ภายใต้สัดส่วนสินทรัพย์ ‘ตราสารหนี้’

เมื่อ Customise เสร็จแล้ว ระบบจะคำนวณระดับความเสี่ยงของพอร์ตให้คุณเห็นทันที ตามสัดส่วนสินทรัพย์ หรือ Asset Allocation ที่คุณกำหนดไว้

ดังนั้น คุณควรตรวจสอบให้มั่นใจอีกครั้งว่าเป็นระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้จริง เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้คุณลงทุนไ้ด้อย่างสบายใจตลอดเส้นทางการลงทุน

Create พอร์ตเสริมเพื่อตอบโจทย์เฉพาะในแผนการลงทุนของคุณ

ถ้าคุณมีพอร์ตหลักที่มีการกระจายการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว Flexible Portfolio สามารถเป็นพอร์ตเสริมสำหรับกลยุทธ์เฉพาะของคุณได้ตามที่คุณต้องการ คุณอาจจะอยากเน้นการลงทุนในบางสินทรัพย์ บางกลุ่มธุรกิจ หรือภูมิภาคใดเป็นพิเศษ ซึ่งคุณสามารถสร้าง Flexible เป็นพอร์ตเสริมกี่พอร์ตก็ได้ ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และแผนการลงทุนของคุณ

นอกจากนี้ คุณอาจสร้าง Flexible เป็นพอร์ตเสริมเพื่อเพิ่มการกระจายการลงทุนที่ต่อยอดจากพอร์ตหลัก หรือ เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่คุณเชื่อมั่นเป็นพิเศษ เช่น

  • เป็นพอร์ตเสริมที่ลงทุนในตราสารหนี้ 100% เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวมของคุณ
  • เพิ่มการลงทุนใน ‘กลุ่มตลาดเกิดใหม่’ (Emerging Markets) ที่พอร์ตหลักของคุณอาจยังไม่มี
  • ลงทุนในสินทรัพย์ที่คุณเชื่อมั่นหรือสำคัญสำหรับคุณ เช่น กลุ่มธุรกิจ Tech กลุ่มธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

ที่สำคัญ เมื่อคุณสร้างพอร์ตเสริมแล้ว เราอยากให้คุณทบทวนและมองภาพรวมเสมอว่า พอร์ตนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนหลักของคุณหรือไม่ รวมถึงประเมิน Asset Allocation ของพอร์ตโดยรวมของคุณเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าพอร์ตโดยรวมของคุณไม่กระจุกตัวในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป

ควรทบทวน Asset Allocation เมื่อไหร่?

สำหรับ Flexible Portfolio เราจะทำการ Rebalancing ให้คุณอัตโนมัติเพื่อรักษา Asset Allocation (สัดส่วนสินทรัพย์) ตามที่คุณกำหนดไว้ แต่เราจะไม่ทำการ Re-optimisation แม้ภาวะเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาสัดส่วนการลงทุนที่คุณได้กำหนดไว้

  • การทำ Rebalancing คือ การรักษาสมดุลของพอร์ต หรือการรักษาสัดส่วนสินทรัพย์ตาม Asset Allocation ที่คุณกำหนดไว้ โดยระบบจะตรวจสอบในทุกๆ วัน หากสัดส่วนของสินทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงเกินเกณฑ์ ระบบจะทำการซื้อ-ขายสินทรัพย์เพื่อคงสัดส่วนสินทรัพย์ตามที่กำหนดไว้
  • การทำ Re-optimisation คือ การปรับ Asset Allocation ของพอร์ต โดยการเพิ่ม-ลด หรือเปลี่ยนแปลงสัดส่วน ETF ในพอร์ตให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจแต่ละช่วง และเพื่อรักษาความเสี่ยงของพอร์ตตามที่นักลงทุนกำหนด ซึ่งในพอร์ตแบบ Flexible คุณสามารถปรับสัดส่วนเองได้ทั้งหมดตามที่คุณต้องการ

(อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Rebalancing และ Re-optimisation ได้ที่นี่)

ทั้งนี้ คุณควรติดตามและทบทวน Asset Allocation ของพอร์ตของคุณ หากเกิดสถานการณ์ต่อไปนี้

อย่างไรก็ตาม การปรับ Asset Allocation ไม่ควรทำบ่อยเกินไป เพราะพอร์ตการลงทุนของคุณควรออกแบบให้สามารถรองรับความผันผวนในระยะสั้นและสร้างกำไรสอดคล้องกับการเติบโตของตลาดในระยะยาวได้

พอร์ตอื่นๆ ของเราที่คุณอาจสนใจ: General Investing, Goal-based Investing และ Thematic Portfolio


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

อยากอ่านเพิ่ม?

เราหวังว่าคุณจะได้ประโยชน์ จากบทความของเรา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนอีกหลายแสนคนที่ต้องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสมัครรับบทความและบทวิเคราะห์ของเราที่จะส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

บทความที่เกี่ยวข้อง