Market Update: ความขัดแย้งในอิหร่านกับสิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐและอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการร่วมกันในอิหร่าน โดยทางอิหร่านได้ทำการตอบโต้กลับไปยังฐานทัพของอิสราเอลและสหรัฐทั่วภูมิภาค ทำให้ความขัดแย้งยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้
เนื่องจากเหตุการณ์นี้เป็นการยกระดับความรุนแรงครั้งสำคัญ เราจึงอยากสรุปข้อมูลเพื่อช่วยให้คุณก้าวข้าม ‘เสียงรบกวน’ ในตลาด และโฟกัสไปยังสิ่งที่มีความหมายต่อพอร์ตการลงทุนของคุณจริงๆ
ปฏิกิริยาของตลาดในขณะนี้
ตลาดเปิดทำการสัปดาห์นี้ในภาวะ Risk-off หรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยง แม้ว่า Sentiment จะเริ่มทรงตัวได้ในช่วงวันจันทร์ (2 ก.พ.) โดยภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงประมาณ 1.6% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ร่วงลงไปถึง 1.2% ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาปิดตลาดในระดับเดิม ส่วนราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นราว 8% ไปอยู่ที่ประมาณ 78 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนกังวลเรื่องความเป็นไปได้ในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ ทองคำยังพุ่งขึ้นประมาณ 4% ทะลุระดับ 5,400 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ ตอกย้ำบทบาทสินทรัพย์ Safe-haven ในช่วงวิกฤติทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่นเดียวกับค่าเงินดอลลาร์ฯ ที่แข็งค่าขึ้น
ประเด็นหลักที่ตลาดกังวลคือช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ โดยมีปริมาณน้ำมันดิบผ่านเส้นทางนี้ถึง 20% ของ Supply โลกในแต่ละวัน ในขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านได้ออกคำเตือนไม่ให้เรือแล่นผ่าน ทำให้บริษัทเดินเรือและบริษัทประกันรายใหญ่หลายแห่งระงับกิจกรรมในพื้นที่ชั่วคราว
ความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจโลกคือ หากความขัดแย้งขยายตัวเป็นวงกว้างอาจนำไปสู่ภาวะ Oil Supply Shock หรือการขาดแคลนน้ำมันแบบฉับพลัน อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันที่สำคัญยังไม่ได้รับความเสียหาย ประกอบกับตลาดน้ำมันโลกอยู่ในภาวะที่ Supply มากกว่า Demand ทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในแนวโน้มขาลงมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ระบุว่ายังมีทางออกสำหรับการเจรจาทางการทูต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังคงเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสถานการณ์นี้จะจบลงอย่างไร
มองภาพระยะยาว
ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มักสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาวมักถูกจำกัดเมื่อความไม่แน่นอนเริ่มจางหายไป โดยรูปแบบการเคลื่อนไหวของตลาดมักจะเป็นเหมือนเดิม คือ ปรับตัวลงอย่างรุนแรงเมื่อรับข่าวร้าย จากนั้นจะค่อยๆ ปรับตัวและฟื้นกลับมา ซึ่งบ่อยครั้งที่ ‘วันที่ดีที่สุด’ ของตลาด มักจะเกิดขึ้นตามหลัง ‘วันที่แย่ที่สุด’ เสมอ ดังนั้น การ Stay Invested จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

หากคุณลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยวิธี DCA (Dollar-Cost Average) อยู่แล้ว ความผันผวนนี้อาจเป็นโอกาสของคุณ เพราะเมื่อราคาสินทรัพย์ลดลง เงินจำนวนเท่าเดิมจะซื้อหน่วยลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำลงในระยะยาว และยังช่วยลดความผิดพลาดจากการพยายามจับจังหวะตลาด
ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจในระดับมหภาคยังคงไม่เปลี่ยนแปลง กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่ง และเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความทนทาน โดยการใช้จ่ายจากภาครัฐมีแนวโน้มจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปตลอดช่วงครึ่งแรกของปี 2026
(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน 2026 Macro Outlook: ว่ากันด้วย ‘FACTs’ ล้วนๆ)
เรื่องนี้ส่งผลต่อนักลงทุนอย่างไร?
ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ตลาดน่าจะยังคงอ่อนไหวต่อสถานการณ์ แต่หลักการลงทุนระยะยาวไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ การกระจายความเสี่ยง มีวินัย และ Stay Invested
พอร์ตการลงทุนที่กระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์เดียวหรือภูมิภาคเดียวจะมีความเสี่ยงสูงต่อสถานการณ์เช่นนี้ แต่พอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงทั่วโลก เช่น พอร์ต General Investing ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับความผันผวน โดยมีทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ เป็นเกราะป้องกัน
ความไม่แน่นอนอาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ช่วงเวลาแบบนี้จะทำให้นักลงทุนระยะยาวได้เปรียบ โดยการ Stay Invested มักจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการพยายามจับจังหวะตลาด และถ้าคุณต้องการสร้างวินัยในการลงทุนระยะยาว คุณสามารถตั้งค่าการฝากเงินประจำ (Recurring) ได้ที่แอปของเรา