Weekly Buzz: Trump กลับลำแผนเก็บภาษีนำเข้ายุโรป
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐขู่ว่าจะเก็บภาษีนำเข้า 10% กับ 8 ประเทศในยุโรป ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม ภายในวันพุธ (21 ม.ค.) Trump ก็ได้ยกเลิกแผนดังกล่าวทั้งหมด
เกิดอะไรขึ้น?

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ยืนยันชัดเจนว่าดินแดนแห่งนี้ ‘ไม่ได้มีไว้ขาย’ ขณะที่ บรรดาผู้นำชาติยุโรปก็แสดงท่าทีแข็งกร้าวไม่ต่างกัน โดยสหภาพยุโรป (EU) กำลังพิจารณามาตรการภาษีตอบโต้มูลค่า 93,000 ล้านยูโร (ราว 108,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนฝรั่งเศสได้ผลักดันให้มีการใช้ Anti-Coercion Instrument หรือที่ถูกขนานนามว่า ‘Trade Bazooka’ เพื่อเปิดทางให้ EU ร่วมมือกันตอบโต้ประเทศนอก EU ที่ใช้นโยบายกดดันทางเศรษฐกิจ ซึ่งน่าสนใจตรงที่เดิมทีเครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับจีน ไม่ใช่พันธมิตรดั้งเดิมอย่างสหรัฐ
ทั้งนี้ ยุโรปถือเป็นผู้ส่งออกสินค้ามูลค่าสูงรายสำคัญของสหรัฐ นับตั้งแต่รถยนต์จากเยอรมนี เครื่องบินจากฝรั่งเศส รวมไปถึงเวชภัณฑ์ขั้นสูงต่างๆ โดยกระบวนการผลิตสินค้าขั้นสุดท้ายและงานวิศวกรรมความแม่นยำสูงส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในยุโรป แม้ว่าบางชิ้นส่วนจะมาจากทั่วโลกก็ตาม

ก่อนหน้านี้ Trump ไม่ได้ระบุว่าภาษีนำเข้ารอบใหม่นี้จะถูกเก็บเพิ่มจากอัตราเดิมหรือไม่ โดยปัจจุบันสหรัฐเก็บภาษีนำเข้า 15% สำหรับสินค้าจาก EU และ 10% สำหรับสินค้าจากอังกฤษ นอกจากนี้ ศาลสูงสุดของสหรัฐยังเตรียมพิจารณาคดีในสัปดาห์นี้ว่าการใช้อำนาจฉุกเฉินของ Trump ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเมื่อปีที่แล้วนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ตลาดตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อวันอังคาร (20 ม.ค.) ซึ่งเป็นวันซื้อขายวันแรกหลังจาก Trump ประกาศเก็บภาษีนำเข้าในช่วงสุดสัปดาห์ และตลาดหุ้นสหรัฐก็ปรับตัวลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. ปีที่แล้ว โดยดัชนี S&P 500 ร่วงลง 2.1% ขณะที่ Dow Jones และ Nasdaq ปรับลดลง 1.8% และ 2.4% ตามลำดับ ในทางกลับกัน ทองคำก็ทำหน้าที่ในยามที่ตลาดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยปรับตัวขึ้นทะลุ 4,800 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ และต่อมาในวันพุธ (21 ม.ค.) Trump ได้ประกาศยกเลิกแผนเก็บภาษีดังกล่าว หลังได้พูดคุยกับ Mark Rutte เลขาธิการ NATO ที่เมืองดาวอส ส่งผลให้ตลาดกลับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
Key Takeaway
เราเคยเห็นสถานการณ์ลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ทั้งสงครามการค้าและความผันผวนของตลาด แต่ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายก็มักหาจุดประนีประนอมร่วมกันได้ ซึ่งไม่ว่าเหตุการณ์รอบนี้จะลุกลามหรือจบลงอย่างรวดเร็ว แต่ประวัติศาสตร์ได้บอกเราว่า ความผันผวนจากเรื่องภาษีนำเข้ามักจะเกิดขึ้นแค่เพียงชั่วคราว
บทเรียนสำหรับนักลงทุนระยะยาวยังคงเหมือนเดิม นั่นก็คือ การกระจายการลงทุน เพราะเมื่อบางตลาดสะดุด ตลาดอื่นก็อาจเข้ามาช่วยชดเชยได้ และสินทรัพย์ Safe-haven อย่างทองคำก็ยังช่วยพยุงพอร์ตได้ในช่วงที่ตลาดผันผวน ดังนั้น นักลงทุนระยะยาวจึงควรลงทุนอย่างต่อเนื่อง กระจายความเสี่ยง และไม่หวั่นไหวไปกับ Noise ในระยะสั้น
(พอร์ต General Investing ของเรา คือ ช่องทางง่ายๆ ในการเริ่มกระจายการลงทุนและเน้นการเติบโตระยะยาว)
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: จีนและแคนาดาบรรลุข้อตกลงทางการค้า

จีนและแคนาดาได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นการปรับยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ โดยจีนจะปรับลดภาษีนำเข้าเมล็ดคาโนลาจากแคนาดาลงมาเหลือราว 15% ขณะที่แคนาดาจะเปิดตลาดให้รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนด้วยการลดภาษีนำเข้าเหลือเพียง 6% จากเดิม 100% ที่เคยบังคับใช้ไปเมื่อปี 2024
จากข้อมูลเมื่อปี 2024 แคนาดามีการค้าขายกับจีนราว 86,000 ล้านดอลลาร์ฯ ขณะที่การค้ากับสหรัฐมีมูลค่าสูงถึงเกือบ 909,000 ล้านดอลลาร์ฯ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐ ทั้งการขู่ขึ้นภาษีนำเข้าและกระแสแนวคิดให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ ทำให้รัฐบาลแคนาดาเริ่มมองหาการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ จีนก็ต้องการกระชับความร่วมมือกับประเทศในกลุ่ม G7 โดยเฉพาะในช่วงที่การส่งออกไปสหรัฐลดลงถึง 20% ในปีที่ผ่านมา
แม้ข้อตกลงนี้จะยังไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างดุลการค้าของแคนาดาได้ในทันที เพราะราว 67% ของการส่งออกของแคนาดายังคงเป็นสหรัฐ แต่เหตุการณ์นี้ก็เป็นสัญญาณของแนวโน้มในวงกว้าง นั่นก็คือ หลายประเทศกำลังสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าใหม่ๆ ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ โดยในเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา การส่งออกของจีนโดยรวมเพิ่มขึ้นเกือบ 7% YoY แม้ว่าการส่งออกไปสหรัฐจะลดลงถึง 20% ก็ตาม
ทั้งหมดนี้ตอกย้ำความสำคัญของการกระจายการลงทุนในระดับโลก เมื่อความสัมพันธ์ทางการค้าแบบดั้งเดิมเริ่มเผชิญแรงกดดัน ความร่วมมือรูปแบบใหม่ก็จะค่อยๆ เกิดขึ้น และพอร์ตการลงทุนที่กระจายไปในหลายภูมิภาคย่อมมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดก็ตาม
เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize