Weekly Buzz: สาเหตุที่ทองคำปรับฐานแรง
ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่ยากลำบากของทองคำ หลังจากราคาพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลเหนือ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ล่าสุดราคาได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4,500 ดอลลาร์ฯ แม้จะเป็นการเคลื่อนไหวที่รุนแรง แต่การร่วงลงครั้งนี้สะท้อนถึงกลไกตลาดระยะสั้นมากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนบทบาทของทองคำในระยะยาว

เกิดอะไรขึ้น?
สาเหตุของการเทขายมีต้นตอมาจากราคาน้ำมัน โดยความขัดแย้งในอิหร่านได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย โดยก่อนหน้านี้ บรรดา Trader คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ แต่ตอนนี้ตลาดมองว่าดอกเบี้ยจะคงที่ไปจนถึงสิ้นปี หรืออาจมีการปรับขึ้นด้วยซ้ำ ซึ่งหากดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นจริง สินทรัพย์ที่ไม่มีปันผลหรือดอกเบี้ยอย่างทองคำจึงมีความน่าดึงดูดน้อยลง
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์หลายรายยังชี้ไปที่การขายทำกำไร เนื่องจากปี 2025 เป็นปีที่ทองคำทำผลงานดีที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ทำให้นักลงทุนจำนวนมากมีกำไรมหาศาล และบางส่วนตัดสินใจขายออกมาเมื่อตลาดเริ่มผันผวน รวมถึงกองทุนที่ใช้เงินกู้ (Leveraged Fund) ที่ต้องการนำเงินสดไปชดเชยการขาดทุนในตลาดหุ้นและรองรับต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น

แม้ราคาจะย่อตัวลง แต่ราคาทองคำก็ยังสูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 1,500 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ และปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการปรับตัวขึ้นเมื่อปีที่แล้วก็ยังคงอยู่ โดยธนาคารกลางทั่วโลกได้เข้าซื้อทองคำมากกว่า 1,000 ตันติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี จนถึงปี 2025 ส่วนปีนี้ J.P. Morgan ก็คาดการณ์ว่าจะมีการเข้าซื้อเพิ่มอีกถึง 800 ตัน
Key Takeaway
การปรับฐานลักษณะนี้อาจทำให้นักลงทุนรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ โดยในช่วงวิกฤติการเงินปี 2008 ทองคำเคยร่วงลงประมาณ 25% ก่อนจะดีดกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ ส่วนในช่วงที่ธนาคารกลางทั่วโลกขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงเมื่อปี 2022 ราคาทองคำร่วงลงราว 15% ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้
บทบาทของทองคำในฐานะ ‘สินทรัพย์กระจายความเสี่ยง’ จะโดดเด่นที่สุดในสถานการณ์แบบนี้ นั่นคือสภาวะที่ราคาสินค้าต่างๆ พุ่งสูงขึ้น และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งสำหรับนักลงทุนระยะยาว การย่อตัวในลักษณะนี้ ตามสถิติในอดีตมักจะเป็น ‘จุดเข้าซื้อที่ดี’ มากกว่าจะเป็นจังหวะขายทิ้ง
(หากคุณกำลังมองหาพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก รวมถึงทองคำ ลองดูพอร์ต General Investing ของเรา)
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ตลาดผันผวนรับข่าว ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านกำลังทำให้นักลงทุนนั่งไม่ติด โดยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐขู่ว่าจะโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านหากไม่มีการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านก็โต้กลับด้วยการเตือนว่าจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วอ่าวเปอร์เซียเป็นการตอบโต้
หลังจากนั้น บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยเมื่อวันจันทร์ (23 มี.ค.) Donald Trump ประกาศระงับการโจมตีเป็นเวลา 5 วัน โดยอ้างว่าการเจรจากับรัฐบาลอิหร่านเป็นไปในทิศทางที่ดี ส่งผลให้หุ้นสหรัฐฯพุ่งขึ้นกว่า 1% และราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลง 11% จนลงมาต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล
ความโล่งใจอยู่ได้ไม่นาน เพราะวันอังคาร (24 มี.ค.) ตลาดหุ้นกลับมาร่วงซ้ำหลังจากอิหร่านออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น และการโจมตีของทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป
เราเริ่มเห็นรูปแบบที่ชัดเจน คือการใช้ถ้อยคำรุนแรงข่มขู่กันก่อน แล้วจึงค่อยๆ ลดระดับความร้อนแรงลงเมื่อตลาดตอบสนองในเชิงลบ ซึ่งครั้งนี้ ‘ต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐที่สูงขึ้น’ อาจเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะเดิมทีนักลงทุนเคยคาดว่าปีนี้จะมีการลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง แต่ตอนนี้ตลาดเริ่ม Price In การขึ้นดอกเบี้ยแทนแล้ว โดยดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลสหรัฐ ต้องพยายามลดระดับความขัดแย้งลง เพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ไปกว่าเดิม
บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ยังคงเหมือนเดิม นั่นก็คือความผันผวนที่เกิดจากข่าวพาดหัวมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และการตัดสินใจลงทุนตามกระแสข่าวที่เปลี่ยนไปมาในแต่ละวันมักไม่ค่อยได้ผลลัพธ์ที่ดีนัก ทำให้การ Stay Invested ในพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดี ยังคงเป็นวิธีที่เหมาะสมในการรับมือกับมรสุมความขัดแย้งครั้งนี้
เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize