Weekly Buzz: ทำไมวิกฤติน้ำมันครั้งนี้ถึงไม่เหมือนครั้งก่อน?
ความขัดแย้งในอิหร่านส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือแคบๆ ที่ลำเลียงน้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของโลก กลายเป็นจุดสนใจของตลาด เพราะส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้น แต่คำถามสำคัญในตอนนี้คือ ราคาที่สูงขึ้นนี้จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน?

เกิดอะไรขึ้น?
โดยปกติแล้ว ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นมักจะค่อยๆ ลดลงภายในไม่กี่สัปดาห์เมื่อตลาดเริ่มปรับตัวได้ อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงอยู่ในระดับสูงติดต่อกันหลายเดือน ผลกระทบจะเริ่มขยายวงกว้างออกไป ทั้งในด้าน อัตราเงินเฟ้อและต้นทุนทางธุรกิจที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงแรงกดดันต่อตลาดการเงินในภาพรวม
กลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมันปริมาณมหาศาล เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ และประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะดันต้นทุนเชื้อเพลิงและการขนส่งให้สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าครองชีพในที่สุด
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันพึ่งพาพลังงานน้อยลงกว่าในอดีต ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นได้ส่วนหนึ่ง เพราะทุกวันนี้เศรษฐกิจโลกสามารถสร้างผลผลิตต่อการใช้พลังงานหนึ่งหน่วยได้มากขึ้น ต้องขอบคุณการเพิ่ม Productivity เทคโนโลยีใหม่ๆ และการเติบโตของภาคบริการ นอกจากนี้ แหล่งผลิตน้ำมันทั่วโลกยังมีความหลากหลายมากขึ้น โดยกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศมากกว่าในช่วงวิกฤติน้ำมันครั้งก่อนๆ

Key Takeaway
แม้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้นจะเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง แต่แรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกน่าจะน้อยลงเมื่อเทียบกับวิกฤติน้ำมันในอดีต โดยปัจจัยที่จะกำหนดว่าผลกระทบจะหยั่งรากลึกเข้าสู่เศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินมากน้อยเพียงใด จะขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเพียงราคาที่พุ่งขึ้นชั่วคราว หรือจะกลายเป็นวิกฤติที่ยืดเยื้อในท้ายที่สุด
(สำหรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งที่มีต่อตลาด รอติดตามได้ใน CIO Insights ฉบับถัดไปของเรา)
เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ธนาคารกลาง 3 แห่ง กับโจทย์ใหญ่เรื่องพลังงาน

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้ราคาหน้าปั๊มแพงขึ้นอย่างเดียวเท่านั้น แต่กำลังส่งผลต่อการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกอีกด้วย ทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ต่างถูกคาดหมายว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมสัปดาห์นี้ แต่ตลาดเริ่มไม่แน่ใจว่าหลังจากนั้นทิศทางจะเป็นอย่างไร
เดิมทีบรรดา Trader คาดการณ์ว่า ECB จะคงดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมตลอดทั้งปี แต่ปัจจุบันตลาดเริ่ม Price in ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้ง ซึ่งจะถือเป็นการสิ้นสุดวงจรการปรับลดดอกเบี้ยของยุโรป
เหตุผลของเรื่องนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา เพราะยุโรปพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในปริมาณสูงมาก ดังนั้นต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องการสกัดกั้นแรงกดดันเหล่านั้นตั้งแต่เนิ่นๆ ขณะที่ อังกฤษก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน โดยบรรดา Trader ได้เปลี่ยนจากการ Price In ว่า BoE จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง มาเป็นการคาดการณ์ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยแทน
ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ถือเป็นข้อยกเว้นในบรรดาธนาคารกลางหลักของโลก เพราะในขณะที่ที่อื่นเริ่มลดดอกเบี้ย แต่ BoJ กลับพยายามปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยคาดกันว่า BoJ จะยังคงต้นทุนการกู้ยืมไว้เท่าเดิมในรอบนี้ แต่บรรดา Trader จะคอยจับตาดูสัญญาณว่าอาจมีการเร่งขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตหรือไม่ เนื่องจากญี่ปุ่นนำเข้าทั้งพลังงานและอาหารเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องเผชิญกับแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน
(สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาพอร์ตที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับทุกสภาวะเศรษฐกิจ ลองดูพอร์ต General Investing ของเรา)