Weekly Buzz: ‘เอลนีโญ’ รอบใหม่กำลังมา! พอร์ตของคุณพร้อมรับมือหรือยัง?
ราคาน้ำมันโลกดิ่งลงหลังจากสหรัฐกับอิหร่านตกลงสงบศึก ซึ่งช่วยลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม นักพยากรณ์อากาศกำลังเอ่ยถึงปรากฏการณ์ ‘เอลนีโญ’ ขึ้นมาอีกครั้ง และอาจทำให้ตลาดตึงเครียดขึ้นมาได้ เพราะความปั่นป่วนของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้มหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เกิดอะไรขึ้น?
เอลนีโญ (แปลว่า ‘เด็กชายตัวน้อย’ ในภาษาสเปน) และลานีญา (‘เด็กหญิงตัวน้อย’) คือวัฏจักรสภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติในมหาสมุทรแปซิฟิกที่จะสลับกันทุกๆ 2-7 ปีโดยเฉลี่ย โดยเอลนีโญคือช่วงที่มหาสมุทรมีอุณหภูมิอุ่นขึ้น ส่วนลานีญาคือช่วงที่มหาสมุทรมีอุณหภูมิเย็นลง และก็มีสภาวะอุณหภูมิปกติ (Neutral) อยู่ระหว่างนั้น
เอลนีโญมักจะส่งผลกระทบหนักที่สุดในภูมิภาคที่ภาคการเกษตรครองสัดส่วนขนาดใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ ลมมรสุมที่อ่อนกำลังลงอาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าว ฝ้าย และถั่วเหลืองของอินเดีย ในขณะที่ภัยแล้งและไฟป่าอาจขัดขวางการปลูกข้าวสาลีในออสเตรเลีย โดยแบบจำลองจาก Bloomberg Economics ในปี 2023 พบว่า วัฏจักรเอลนีโญที่รุนแรงสามารถฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของออสเตรเลีย เปรู และฟิลิปปินส์ได้ราว 0.33% ต่อปี ส่วนอินเดียและอาร์เจนตินานั้นจะโดนหนักกว่าที่ราว 0.5%
ผลกระทบนี้มักจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และราคาอาหาร โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า เอลนีโญจะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก (ที่ไม่ใช่พลังงาน) พุ่งสูงขึ้นราว 5% ซึ่งเป็นผลกระทบที่ลากยาวตั้งแต่ 6-16 เดือน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นความเสี่ยงที่คุณสามารถ ‘มองเห็นได้ก่อน’ เพราะมีการพยากรณ์ล่วงหน้าหลายเดือน ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตมีเวลาปรับตัว และช่วยให้ตลาดมีเวลาในการ Price In
Key Takeaway
แม้เอลนีโญจะส่งผลกระทบอย่างชัดเจน แต่ก็มักจำกัดอยู่เพียงภาคการเกษตรและบางภูมิภาคเท่านั้น ไม่ได้ลุกลามไปยังตลาดโดยรวม ซึ่งนี่คือเหตุผลที่นักลงทุนระยะยาวควรมีพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงทั่วโลก เพราะเมื่อภูมิภาคหนึ่งเผชิญกับปัญหา ภูมิภาคอื่นๆ ก็จะช่วยพยุงสถานการณ์ไว้ และความเสียหายเพียงจุดเดียวนั้นก็จะค่อยๆ จางหายไปเมื่อเทียบกับภาพรวมที่ใหญ่กว่า
(หากคุณกำลังมองหาพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีทั่วโลก ลองดูพอร์ต General Investing ของเรา)
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ความผันผวนในตลาดเริ่มลดลง (อย่างน้อยก็ในตอนนี้!)
ข้อมูลจากตลาด Options ระบุว่า ตลาดการเงินมีความผันผวนน้อยลงเมื่อเดือนที่แล้ว โดยค่าความผันผวนโดยนัย (Implied Volatility) ปรับตัวลดลงในหลายสินทรัพย์ เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ทั้งนี้ ค่าความผันผวนโดยนัย คือกรอบการเคลื่อนไหว (ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง) ที่นักลงทุนคาดการณ์และสะท้อนลงไปในราคาสินทรัพย์ อ้างอิงจากราคา Options และเมื่อความผันผวนโดยนัยปรับตัวลดลง ก็หมายความว่านักลงทุนคาดว่าตลาดจะมีความผันผวนน้อยลงในระยะข้างหน้า
ไม่น่าแปลกใจที่ ‘น้ำมัน’ มีค่าความผันผวนลดลงมากที่สุด โดยหลังจากมีการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ได้ร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณ 73 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ Sentiment ความเสี่ยงในตลาดน้ำมันกลับคืนสู่ภาวะปกติ โดยกองทุน USO ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่อ้างอิงราคาน้ำมันของสหรัฐ มีความผันผวนโดยนัย (Implied Volatlity) ในระยะ 1 เดือน ดิ่งลงจาก 50.9% เหลือเพียง 22.5% ภายใน 1 สัปดาห์ (เริ่มวันที่ 15 มิ.ย.)
นอกจากนี้ ดัชนี VIXTLT ซึ่งติดตามความผันผวนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในตลาดพันธบัตรสหรัฐ ก็ร่วงลงสู่ระดับเปอร์เซ็นไทล์ที่ 1 (ต่ำกว่าข้อมูลในอดีตทั้งหมดถึง 99%) แม้ว่า Fed จะส่งสัญญาณเชิง Hawkish โดยคณะกรรมการ Fed 9 จาก 18 คน คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงสิ้นปีนี้ แต่ตลาดดูเหมือนจะมองข้ามประเด็นนี้ไป เนื่องจากโอกาสที่จะเกิดการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 30%
ขณะที่ ตลาดหุ้นก็ได้พักหายใจเช่นกัน โดยดัชนี Cboe Volatility Index หรือ VIX ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 17 จากจุดสูงสุดที่ 22 ในช่วงต้นเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ดัชนี VIX เป็นมาตรวัดความผันผวนของตลาดในระยะข้างหน้า โดยคำนวณจากราคา Options ของดัชนี S&P 500 จึงช่วยสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดกำลังคาดการณ์ความผันผวนในตลาดหุ้นสหรัฐอย่างไร
เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize

