Weekly Buzz: นักลงทุนควรทำอย่างไร? เมื่อตลาดถูกครอบงำด้วยความกลัว

03 April 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดโดยรวมเผชิญกับการปรับฐาน โดยหุ้นโลกปรับตัวลดลงประมาณ 3% YTD ขณะที่ ตราสารหนี้ทั่วโลกลดลงประมาณ 1% อย่างไรก็ตาม แม้การที่สินทรัพย์หลายประเภทปรับตัวลงพร้อมกันจะทำให้นักลงทุนรู้สึกไม่สบายใจ แต่นี่คือกลไกธรรมชาติของตลาดในการตอบสนองต่อความไม่แน่นอน

ประวัติศาสตร์บอกอะไรเรา?

หนึ่งในวิธีการวัด ‘ความวิตกกังวล’ ของตลาดคือการใช้ดัชนี Fear & Greed ของ CNN ซึ่งติดตามตัวบ่งชี้ 7 ข้อ เช่น ความผันผวน ปริมาณการซื้อขาย และ Demand ของสินทรัพย์ Safe-haven โดยให้คะแนนตั้งแต่ 0 (กลัวสุดขีด) ไปจนถึง 100 (โลภสุดขีด)

ปัจจุบัน ดัชนีอยู่ที่ระดับ 15-20 ซึ่งอยู่ในโซน ‘กลัว’ แต่ตัวเลขที่พุ่งไปสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่งมักอยู่ได้ไม่นาน ซึ่งโดยปกติแล้ว ตัวเลขดัชนีมักจะแกว่งสลับไปมาระหว่างความกลัวและความโลภ และในรอบปีที่ผ่านมา ดัชนีนี้เคยลงไปต่ำถึงเลขหลักเดียวและขึ้นไปสูงถึงระดับ 70 กลางๆ มาแล้ว

สถานการณ์ตอนนี้คล้ายกับเดือน เม.ย. ปี 2025 เมื่อประเด็นภาษีนำเข้าสร้างความตกใจให้ตลาดจนดัชนี Fear & Greed ดิ่งลงไปอยู่ที่ระดับ 3 เท่านั้น เพราะในตอนนั้นนักลงทุนกังวลเรื่องเงินเฟ้อ เศรษฐกิจชะลอตัว และผลกระทบจากสงครามการค้า แต่หลังจากทำจุดต่ำสุดในเดือน เม.ย. ดัชนี S&P 500 กลับทะยานขึ้นถึง 37% ภายในเวลาแค่ 7 เดือน 

ปัจจุบัน ความไม่แน่นอนมีต้นตอมาจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมักจะคาดเดาได้ยากกว่านโยบายการค้า แต่เหตุการณ์ช็อกตลาดจากปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยปกติแล้ว ปฏิกิริยาแรกของตลาดมักจะรุนแรงและรวดเร็วเมื่อความกังวลพุ่งสูงขึ้น แต่หลังจากนั้นตลาดจะเริ่มทรงตัวได้เมื่อมีความชัดเจนว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญคือ ตลาดมักจะไม่รอให้ความขัดแย้งคลี่คลายลงอย่างเบ็ดเสร็จก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัว

Key Takeaway

ช่วงเวลาแบบนี้อาจทำให้นักลงทุนรู้สึกไม่สบายใจ แต่นี่คือเรื่องปกติของการลงทุนในระยะยาว เพราะบ่อยครั้งที่ความตึงเครียดของตลาดในระยะสั้น มักจะสร้างโอกาสในระยะยาว ซึ่งหากคุณลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ช่วงเวลาเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้คุณได้ซื้อสินทรัพย์ที่ดีใน ‘ราคาที่ถูกลง’ และเมื่อเวลาผ่านไป วินัยในการลงทุนเช่นนี้มักจะส่งผลดีต่อพอร์ตของคุณในระยะยาว

Investor’s Corner: ทำไมคนที่ประสบความสำเร็จถึงไม่หนีออกจากตลาด?

นักลงทุนระยะยาวที่ประสบความสำเร็จที่สุดไม่ได้มองแค่ว่าพวกเขาทำกำไรได้เท่าไหร่ แต่พวกเขามองด้วยว่าถือสินทรัพย์อะไรอยู่ นั่นเป็นเพราะทุกครั้งที่คุณขาย คุณกำลังขัดขวางกลไกของ ‘ผลตอบแทนทบต้น’

ให้ลองเปรียบเทียบระหว่างนักลงทุน 2 คน โดยคนแรกเลือกที่จะลงทุนต่อไปตามแผน ในขณะที่อีกคนเลือกที่จะขายแล้วค่อยหาจังหวะกลับเข้าซื้อใหม่เป็นระยะ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต้องถูกรีเซ็ตใหม่ทุกครั้ง แม้ตลาดจะให้ผลตอบแทนเท่ากัน แต่นักลงทุนที่ถือยาวมักจะประสบความสำเร็จมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพียงเพราะเงินของพวกเขาทำงานได้อย่างต่อเนื่องกว่า

ในขณะที่นักลงทุนหลายคนรู้สึกว่าต้องรีบขายทำกำไรเมื่อตลาดเป็นขาขึ้น หรือรีบถอยหนีเมื่อสถานการณ์เริ่มแย่ลง แต่สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ ‘ทุกการปรับเปลี่ยนพอร์ตมีต้นทุนเสมอ’ และความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือ การสูญเสีย Momentum ของผลตอบแทนทบต้นที่กำลังทำงานอยู่ เพื่อไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กลยุทธ์ Low Turnover (ซื้อขายไม่บ่อย) โดยเน้นการคงเงินลงทุนไว้ในพอร์ตที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และปล่อยให้พลังของผลตอบแทนทบต้นทำงานต่อเนื่อง มักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในระยะยาว ซึ่งในโลกของการลงทุน การทำอะไรสักอย่างอาจให้ความรู้สึกว่าเรากำลังจัดการพอร์ตได้ดี แต่ความเป็นจริงแล้ว ‘การทำน้อยมักได้ผลมากกว่า’ นี่คือหลักการที่นักลงทุนระดับโลกใช้มานานหลายทศวรรษ นั่นก็คือการ Stay Invested และปล่อยให้ ‘เวลา’ ทำหน้าที่ไป

นี่ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนจะขายไม่ได้เลย เพราะการลงทุนย่อมต้องมีเป้าหมาย และการถอนเงินออกมาใช้จ่ายเมื่อถึงเวลาก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนอยู่แล้ว แต่ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ คุณกำลังขายตามแผนที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินระยะยาวของคุณ หรือคุณกำลังขายเพราะตื่นตระหนกไปตามความผันผวนของตลาดและปัจจัยภายนอกกันแน่?

(หากคุณกำลังมองหาพอร์ตที่ออกแบบมาเพื่อการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว ลองดูพอร์ต General Investing ของเราได้เลย)

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email