Weekly Buzz: 📈 รับมืออย่างไร? กับเหตุวุ่นวายในตะวันออกกลาง

13 October 2023

ในระยะหลัง ราคาน้ำมันสวิงขึ้น-ลงอย่างรุนแรงด้วยเหตุปัจจัยที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่การลดกำลังการผลิตของ OPEC (องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน) ที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ Demand ที่ลดลงเพราะความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ Recession กลับทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงมา แต่ล่าสุด ความวุ่นวายในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์กำลังทำให้ราคาน้ำมันกลับขึ้นมาร้อนแรงอีกครั้ง

เกิดอะไรขึ้นกับราคาน้ำมัน?

แม้ความขัดแย้งล่าสุดจะยังไม่ส่งผลกระทบกับ Supply น้ำมันในทันที แต่เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางส่งออกน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 ของโลก ราคาน้ำมันจึงปรับตัวสูงขึ้นตามความกังวลของนักลงทุนและอาจผันผวนมากขึ้นอีก หากความขัดแย้งยกระดับโดยมีประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีการลดกำลังผลิตลงอีก

ปัจจุบัน ประเทศส่วนใหญ่ต่างมีน้ำมันสำรองในระดับต่ำอยู่แล้ว ดังนั้นเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อ Supply จะส่งผลให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อไป และอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกที่พยายามชะลอความร้อนแรงของเงินเฟ้อมาตลอดหลายเดือน

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 2 ผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานโลกอย่าง IEA (องค์การพลังงานระหว่างประเทศ) และ OPEC ได้โต้เถียงกันเรื่องอนาคตของน้ำมัน หลังมีคาดการณ์ว่า Demand ของน้ำมันอาจแทบไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากปี 2030 เป็นต้นไป ซึ่งผู้ผลิตน้ำมันอาจใช้โอกาสนี้คง Supply น้ำมันให้ตึงตัวต่อไป เพื่อให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและทำกำไรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทน

เรื่องนี้ส่งผลต่อนักลงทุนอย่างไร?

ปัจจุบัน ความเสี่ยงด้าน Geopolitical (ภูมิรัฐศาสตร์) เกิดขึ้นทั่วโลก นับตั้งแต่สงครามในยูเครนไปจนถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีน จึงเป็นเรื่องปกติที่ราคาสินทรัพย์และสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมัน จะเกิดความผันผวน ดังนั้นคุณอาจรับมือกับความผันผวนเหล่านี้ด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ

สิ่งที่อาจช่วยนักลงทุนได้ในเวลานี้คือ การมองเป้าหมายในระยะยาว เพื่อก้าวข้ามความผันผวนระยะสั้นทั้งจากราคาสินทรัพย์และจากอารมณ์ของตัวเอง โดยการลงทุนแบบ DCA ในพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดี ยังเป็นกลยุทธ์ทรงพลังที่ช่วยให้คุณ Stay Invested และลงทุนอย่างสม่ำเสมอได้โดยไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

💡 Investors’ Corner: ทำไมบริษัทยักษ์ใหญ่ถึงไม่กลัวดอกเบี้ยสูง

ความเสี่ยงในการคงอัตราดอกเบี้ย ‘Higher for Longer’ ของ Fed สร้างความกังวลให้นักลงทุนทั่วโลก เพราะดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายน้อยลงและเป็นอุปสรรคต่อการกู้ยืมของบริษัทขนาดเล็ก ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว และไม่มีบริษัทใดชอบสถานการณ์แบบนี้

แต่ทำไมบริษัทยักษ์ใหญ่ถึงไม่ค่อยกังวลกับดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคำตอบอาจอยู่ใน Balance Sheet หรือ งบดุล (อ่านเพิ่มเติมได้ใน ศัพท์โลกการลงทุน) ของบริษัทใหญ่สุด 18 แห่งในดัชนี S&P 500 ของสหรัฐ

แม้บริษัทเหล่านี้จะมีหนี้รวมกันราว 560,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนการ Refinance สูงขึ้นไปด้วย ซึ่งดูเผินๆ แล้วน่าจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกเขา แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีเงินสดรวมกันถึง 680,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  

เมื่อดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น พวกเขาจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเงินฝาก ซึ่งอาจมากพอที่จะชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้น แม้เราจะไม่ได้บอกว่าบริษัทเหล่านี้รู้สึกดีใจที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินสดมากพออาจไม่รู้สึกกังวลเรื่องดอกเบี้ยสูงเท่ากับบริษัทขนาดเล็กที่มีเงินสดน้อยกว่านั่นเอง

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize

🎓ศัพท์โลกการลงทุน: Balance Sheet

Balance Sheet หรือ งบดุล คือ ข้อมูลที่บ่งบอกสถานะทางการเงินของบริษัทในช่วงเวลานั้นๆ โดยจะแสดงให้เห็นว่าบริษัทนั้นมีทรัพย์สินอะไรบ้าง นับรวมตั้งแต่เงินในบัญชีธนาคารไปจนถึงคอมพิวเตอร์ในสำนักงาน รวมถึงหนี้สินต่างๆ เช่น การกู้ยืม ซึ่งหากนำทรัพย์สินและหนี้สินมาหักลบกันแล้ว จะได้ตัวเลข Net Worth หรือสินทรัพย์สุทธิของบริษัทนั้นๆ นั่นเอง 


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

อยากอ่านเพิ่ม?

เราหวังว่าคุณจะได้ประโยชน์ จากบทความของเรา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนอีกหลายแสนคนที่ต้องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสมัครรับบทความและบทวิเคราะห์ของเราที่จะส่งตรงถึงอีเมลของคุณ