
ในขณะที่เงินเฟ้อกำลังลดความร้อนแรงลง บรรดานักลงทุนจึงหันมาจับตามองว่าเมื่อไหร่ Fed จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่ในขณะเดียวกัน Fed ได้ทำบางอย่างที่มีความสำคัญมาก แต่คนทั่วไปอาจไม่สังเกตเห็น นั่นก็คือ การปรับเพิ่มประมาณการดอกเบี้ย Neutral Rate ระยะยาว
อะไรคือดอกเบี้ย ‘Neutral Rate’?
ดอกเบี้ย Neutral Rate ระยะยาว คือ อัตราดอกเบี้ยที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างสมดุล ไม่ร้อนแรงหรือชะลอตัวมากเกินไป (หากไม่มีเหตุไม่คาดคิดใดๆ เกิดขึ้น) โดยดอกเบี้ย Neutral Rate สามารถใช้แทนค่า ‘R-Star’ ได้ ซึ่ง R Star ก็คือ อัตราดอกเบี้ยในอุดมคติที่สร้างสมดุลระหว่างการออมกับการลงทุนโดยไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อหรือเงินฝืด ที่สำคัญ ดอกเบี้ย Neutral Rate ยังเป็นตัวกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้าด้วย
ทั้งนี้ ตลอดช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา Fed ได้ค่อยๆ ปรับเพิ่มประมาณการดอกเบี้ย Neutral Rate ให้สูงขึ้น โดยหากไม่นับค่า Outlier (ค่าที่แตกต่างจากชุดข้อมูลเดียวกันมากผิดปกติ) เราจะเห็นได้ว่าจุดกึ่งกลางของประมาณการเพิ่มขึ้นเกินระดับ 3% เช่นเดียวกับค่า Median ของประมาณการที่ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ค่า R-Star เปรียบได้กับสัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบ Loch Ness ในทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากมีการพูดถึงกันมาก แต่ไม่มีใครเคยเห็นมันเกิดขึ้นจริงๆ
เนื่องจากค่า R-Star จะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายปัจจัย ซึ่งมักจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางต่างๆ จะใช้ค่า R-Star เป็นเข็มทิศนำทางในการตัดสินใจปรับเพิ่มหรือลดอัตราดอกเบี้ย โดยวิธีที่ดีที่สุดที่พวกเขาสามารถทำได้ คือ พยายามประมาณการดอกเบี้ย R-Star โดยใช้แบบจำลองที่ซับซ้อนและพิจารณาปัจจัยต่างๆ ควบคู่กันไป เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และปริมาณการออมเงินหรือการลงทุนของประชาชน
ก่อนหน้านี้ Bloomberg ได้คำนวณตัวเลขและพบว่า ดอกเบี้ย Neutral Rate สำหรับพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีลดลงจาก 5% ในปี 1980 มาอยู่ที่ต่ำกว่า 2% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ค่อนข้างมีนัยสำคัญ เพราะทำให้ดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้านต่ำลง Demand ที่อยู่อาศัยจึงปรับตัวเพิ่มขึ้น จนกระทั่งราคาบ้านพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย และดอกเบี้ยที่ต่ำลงยังทำให้บริษัทที่ไม่มีแม้แต่กำไร สามารถกู้ยืมเงินเพื่อขยายกิจการได้
อย่างไรก็ตาม เราอาจกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่าน โดยแรงขับเคลื่อนหลักอย่าง AI มีแนวโน้มที่จะขับเคลื่อนให้อัตราดอกเบี้ย Neutral Rate ขึ้นมาอยู่ที่ 4% และอาจคงอยู่ในระดับนี้ต่อไปทั้งในทศวรรษนี้และทศวรรษหน้า

เรื่องนี้ส่งผลต่อนักลงทุนอย่างไร?
เราอาจสรุปได้ว่ายุคอัตราดอกเบี้ยต่ำมากได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยการเปลี่ยนทิศทางของดอกเบี้ย Neutral Rate อาจสร้างความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า และในฐานะนักลงทุน เราจึงควรให้ความสำคัญกับค่า R-Star หรือดอกเบี้ย Neutral Rate เนื่องจากดอกเบี้ยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของราคาสินทรัพย์เกือบทุกประเภท ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงในระยะยาวอาจสร้างผลกระทบมหาศาลได้
วิธีที่เหมาะสมในการเตรียมพอร์ตของคุณให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจยังเป็นการกระจายการลงทุน ซึ่งจะช่วยปกป้องพอร์ตจากนโยบายการเงินทุกรูปแบบ เพราะสินทรัพย์แต่ละประเภทจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยแตกต่างกันไป โดยคุณอาจเลือกลงทุนในพอร์ต General Investing ของเรา ที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีในหลากหลายสินทรัพย์ กลุ่มธุรกิจและภูมิภาค และมีการบริหาร Asset Allocation ให้เหมาะสมกับแต่ละภาวะเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ
เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize
📖 รอบรู้เรื่องลงทุน: The Era of Easy Money

ขอต้อนรับสู่ Section ใหม่ของ Weekly Buzz ‘รอบรู้เรื่องลงทุน’ ที่เราจะย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ในอดีตที่น่าสนใจในโลกการลงทุน (บางครั้งก็อาจมีดราม่า!)
เป็นเวลากว่าทศวรรษที่เราอาศัยอยู่ในโลกที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก หรือยุค ‘Easy Money’ โดยยุคนี้เริ่มต้นขึ้นหลังวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 เมื่อธนาคารกลางต่างๆ เริ่มลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่เกือบ 0% เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้ยุคดอกเบี้ยต่ำกลายเป็นเรื่อง ‘New Normal’ และส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน นับตั้งแต่สินเชื่อบ้านไปจนถึงราคาหุ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นและเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เริ่มฟื้นตัวหลังการระบาดของ COVID-19 ธนาคารกลางต่างๆ ก็เริ่มทบทวนนโยบายของตัวเองใหม่ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย Neutral Rate เป็นสัญญาณว่ายุคนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษอาจสิ้นสุดลงแล้ว

