Weekly Buzz: ทำไมผลประกอบการของ Nvidia ถึงมีความสำคัญกับตลาด?

29 May 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่การรายงานผลประกอบการจะสามารถขับเคลื่อนตลาดหุ้นทั่วโลกได้เหมือนกับ Nvidia ด้วย Market Cap ที่สูงถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และความเกี่ยวพันที่ฝังลึกอยู่ในทุก Value Chain ของ AI ทำให้นักลงทุนไม่ได้มองผลประกอบการของ Nvidia เป็นเพียงแค่บทสรุปของบริษัทผลิตชิปรายหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นตัวชี้วัดของระบบนิเวศ AI ในภาพรวม

เกิดอะไรขึ้น?

รายงานผลประกอบการของ Nvidia เมื่อสัปดาห์ที่แล้วออกมาดีกว่าที่คาดไว้มาก โดยรายได้พุ่งขึ้น 85% YoY แตะระดับ 81,600 ล้านดอลลาร์ฯ ทว่าราคาหุ้นกลับแทบไม่ขยับ เนื่องจากการเอาชนะตัวเลขคาดการณ์ได้กลายเป็น ‘เรื่องปกติ’ ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจอีกต่อไป

ปัจจุบัน Nvidia ถือเป็นจุดศูนย์กลางของระบบนิเวศ AI ทั้งในฐานะ Supplier ลูกค้า และนักลงทุน โดยตลอด 16 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนและทำข้อตกลงรวมมูลค่าราว 90,000 ล้านดอลลาร์ฯ ผ่านกว่า 145 โครงการ ครอบคลุมทั้งผู้ให้บริการคลาวด์ บริษัทโครงสร้างพื้นฐาน และผู้พัฒนาโมเดล AI ซึ่งการลงทุนมหาศาลนี้เอง คือเหตุผลที่ทำให้รายงานผลประกอบการรายไตรมาสเพียงฉบับเดียวมีผลกระทบต่อตลาดค่อนข้างมาก เพราะตัวเลขเหล่านี้จะสะท้อนว่า Supply Chain ของ AI ในส่วนอื่นๆ กำลังดำเนินไปอย่างไร

ผลประกอบการไตรมาสนี้แสดงให้เห็นว่า Demand ยังคงเร่งตัวขึ้น โดยธุรกิจ Data Centre ของ Nvidia ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของรายได้ทั้งหมด เติบโตขึ้น 92% YoY สู่ระดับ 75,200 ล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่กำไรสุทธิแบบปรับปรุง (Adjusted Profit) พุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าแตะระดับ 45,500 ล้านดอลลาร์ฯ นอกจากนี้ Nvidia ยังได้ปรับเพิ่มประมาณการรายได้ (Guidance) สำหรับไตรมาสถัดไปขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 91,000 ล้านดอลลาร์ฯ

Key Takeaway

เมื่อตัวเลขที่แข็งแกร่งขนาดนี้ยังแทบไม่ทำให้ราคาหุ้นขยับ ก็อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า นักลงทุนไม่ได้เข้ามาซื้อขายกันเพียงเพราะกระแสอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังประเมินมูลค่าของ AI จากผลกำไรที่เกิดขึ้นจริง และจากงบประมาณที่กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่สุดได้ทำสัญญาเอาไว้แล้ว

สัญญาณที่ยั่งยืนและชัดเจนกว่านั้นไม่ได้อยู่แค่ที่ Nvidia เพียงรายเดียว เพราะกลุ่ม Hyperscalers ได้ปรับเพิ่มงบลงทุนรวมกันในปี 2026 ทะลุ 700,000 ล้านดอลลาร์ฯ ไปแล้ว และ Supplier ในภาคอุตสาหกรรมอย่าง Caterpillar และ Siemens ก็มียอดสั่งซื้อล่วงหน้ายาวไปถึงปี 2027 และ 2028 ซึ่งข้อตกลงระยะยาวแบบนี้ รวมถึงยอดคำสั่งซื้อที่หนาแน่นทั้งในส่วนของพลังงาน ระบบเครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งหมดนี้ล้วนชี้ไปที่ ‘วัฏจักรการลงทุนและขยายโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้จริง’ ไม่ใช่แค่การพุ่งขึ้นเพียงไตรมาสเดียวแล้วหายไป

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ตลาดตราสารหนี้สหรัฐและญี่ปุ่นกำลังส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญ

ตลาดตราสารหนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 2 แห่งกำลังส่งสัญญาณที่คล้ายคลึงกัน โดย Yield ของพันธบัตรสหรัฐอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.2% ชั่วคราวในเดือนนี้ ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007 หลังจากเกิดแรงเทขายในตลาด โดยนักลงทุนกำลังตอบสนองต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐที่มีแนวโน้มพุ่งทะลุเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในปีนี้ ส่งผลให้บรรดา Trader ที่เคยคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน กลับมามองว่ามีความเป็นไปได้ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแทน

ขณะที่ Yield พันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ไต่ระดับขึ้นมาอยู่ที่ 2.75% แซงหน้าผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ของดัชนี Topix ซึ่งอยู่ที่ 2.3% ไปแล้ว ซึ่งถือเป็นช่องว่างที่กว้างที่สุดนับตั้งแต่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุดเมื่อปี 2007 โดยปัจจุบัน การถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนสูงกว่าการถือหุ้นญี่ปุ่นเพื่อรับเงินปันผล ทำให้นักวิเคราะห์บางรายคาดว่า อาจมีการย้ายเม็ดเงินลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้เมื่อความผันผวนในตลาดเริ่มเบาลง แต่อีกส่วนหนึ่งก็แย้งว่าการที่ญี่ปุ่นกลับมามีเงินเฟ้อและเศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น จะยังคงเป็นแรงหนุนให้กับตลาดหุ้นต่อไป

ในภาพรวม พันธบัตรรัฐบาลกำลังกลับมาเป็นคู่แข่งในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอีกครั้ง หลังจากหลายปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ แต่ในวันนี้ พันธบัตรรัฐบาลสามารถสร้างรายได้ที่จับต้องได้จริง (Real Income) ซึ่งส่งผลต่อดุลยพินิจของนักลงทุนในการจัดสรรน้ำหนักการลงทุนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ รวมถึงหุ้นที่มี Valuation ค่อนข้างสูง ทำให้เหตุผลในการกระจายความเสี่ยงไปทั้งในหุ้นและตราสารหนี้จึงมีความแข็งแกร่งและน่าสนใจที่สุดในรอบหลายปี

(หากคุณต้องการมีสัดส่วนของ ETF ตราสารหนี้ เพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ต ลองดู Flexible Portfolio ของเรา)

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email