Weekly Buzz: มุมมองของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในช่วงครึ่งปีหลัง

05 June 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

ผ่านมาเกือบครึ่งทางของปี 2026 แล้ว และปีนี้ก็เป็นปีที่ทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ทั้งจากความขัดแย้งในอิหร่าน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น และดัชนี S&P 500 ที่ยังคงเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นภาพว่ากลุ่มนักลงทุนสถาบัน (Big Money) มองทิศทางตลาดในระยะข้างหน้าอย่างไร? นี่คือสรุปมุมมองในช่วงครึ่งปีหลังจาก 3 ยักษ์ใหญ่ในแวดวงการเงินโลกที่เราอยากนำเสนอใน Weekly Buzz สัปดาห์นี้

เกิดอะไรขึ้น?

  • Morgan Stanley ยังมองตลาดสหรัฐในเชิงบวก แต่เตือนให้จับตาหนี้ที่เกิดจากการลงทุน AI: ธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งนี้คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากประมาณ 3.4% ในปี 2025 มาอยู่ที่ 3.2% ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวกลับไปที่ 3.4% ในปี 2027 โดยมองว่าเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ของกลุ่ม Big Tech คือเครื่องยนต์หลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจสหรัฐให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังคือ เม็ดเงินลงทุนเหล่านั้นมาจากการกู้ยืมมหาศาล หากหนี้สินเหล่านี้พอกพูนเร็วกว่ากำไรที่ทำได้ ตลาดตราสารหนี้ก็อาจเผชิญกับสภาวะตึงเครียดได้
  • JPMorgan Private Bank มองบวกอย่างมากกับ AI: โดยอธิบายถึงปรากฏการณ์ ‘AI Supercycle’ หรือวัฏจักรการเติบโตระยะยาวที่แข็งแกร่ง และสำหรับคนที่หวั่นไหวกับความผันผวนของตลาดในช่วงที่ผ่านมา JPMorgan ยังให้ข้อมูลว่า การเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อดัชนีความกลัว (VIX Index) พุ่งสูงเกิน 30 (เหมือนช่วงที่เกิดเหตุการณ์โจมตีในอิหร่าน) ตามสถิติแล้วมักจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเกือบ 12% ในช่วง 6 เดือนหลังจากนั้น
  • Fidelity ชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังมีความทนทานสูง: แม้จะเผชิญกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่การเติบโตของสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง ภาคการผลิตเริ่มฟื้นตัว และตลาดแรงงานยังคงทนทานได้ดี โดยในไตรมาสล่าสุด บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐมีกำไรเติบโตในระดับเลขสองหลัก และมากกว่า 80% ของบริษัทในดัชนี S&P 500 สามารถทำรายได้และกำไรชนะการคาดการณ์ของตลาด ซึ่งตัวเลขที่แข็งแกร่งนี้คือเหตุผลหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงยืนอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: SpaceX เตรียม IPO ครั้งประวัติศาสตร์

บริษัท SpaceX มีกำหนดการจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq วันที่ 12 มิ.ย. นี้ ภายใต้ชื่อย่อหุ้น (Ticker) SPCX โดยบริษัทวางแผนที่จะตั้งราคาเสนอขายที่ 135 ดอลลาร์ฯ ต่อหุ้น ซึ่งจะทำให้สามารถระดมทุนได้สูงถึงประมาณ 75,000 ล้านดอลลาร์ฯ และอาจทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึงราว 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งจะกลายเป็นการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก มีมูลค่ามากกว่าสถิติเดิมของ Saudi Aramco ที่ทำไว้ 29,400 ล้านดอลลาร์ฯ เมื่อปี 2019 กว่า 2 เท่าตัว

การเข้าตลาดหุ้นของ SpaceX ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า ธุรกิจอวกาศเชิงพาณิชย์ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่สามารถลงทุนได้ เนื่องจากบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมอย่าง Starlink สามารถสร้างรายได้ประจำได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จรวด Falcon 9 ก็ช่วยลดต้นทุนในการส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศได้อย่างมีนัยสำคัญ การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้จึงเป็นการกำหนดราคาตลาดให้กับสินทรัพย์ที่นักลงทุนในตลาด Private เคยประเมินมูลค่ากันเองมานานหลายปี

ขณะที่ กฎเกณฑ์ของดัชนีหุ้นต่างๆ ได้ถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว โดยทั้ง Nasdaq และ FTSE Russell ได้ทำการอัปเดตเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นล่วงหน้าก่อนการจดทะเบียนในครั้งนี้ ซึ่งคาดว่า SpaceX จะถูกนำไปคำนวณในดัชนี Nasdaq-100 ภายใน 15 วันทำการนับตั้งแต่เปิดตัว และจะเข้าสู่กลุ่มดัชนี Russell ภายใน 5 วันทำการ หมายความว่า ทุกกองทุน Passive ที่ติดตามดัชนีอ้างอิงเหล่านี้ จำเป็นต้องเข้าซื้อหุ้น SpaceX แทบจะในทันที แต่ในฝั่งของดัชนี S&P 500 กลับเป็นคนละเรื่องกัน เนื่องจากในสัปดาห์นี้ S&P Dow Jones Indices ได้ประกาศปฏิเสธข้อเสนอในการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ทั้งหมด หมายความว่า SpaceX จะยังไม่สามารถเข้าสู่ดัชนี S&P 500 ได้ จนกว่าจะมีประวัติการซื้อขายในตลาดครบ 12 เดือน และต้องมีกำไรต่อเนื่องกันครบ 4 ไตรมาสก่อน

เงินทุกดอลลาร์ที่ได้จากการทำ IPO ในครั้งนี้จะถูกนำกลับไปลงทุนในธุรกิจทั้งหมด โดย SpaceX ได้จัดโครงสร้างดีลนี้เป็นแบบออกหุ้นใหม่ทั้งหมด (All-Primary Deal) ซึ่งเงินที่ระดมทุนได้จะถูกจัดสรรไว้สำหรับโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผล AI ยานพาหนะสำหรับปล่อยจรวด และการขยายเครือข่ายดาวเทียม

ทั้งนี้ บริษัทประเมินมูลค่ารวมของตลาดที่มีโอกาสเข้าถึง (Total Addressable Market หรือ TAM) ไว้สูงถึง 28.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมทั้งในธุรกิจอวกาศ ระบบการเชื่อมต่อเครือข่าย และ AI (เฉพาะในฝั่ง AI อย่างเดียว คิดเป็นมูลค่าถึง 26.5 ล้านล้านดอลลาร์ฯ) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน SpaceX ยังคงรายงานตัวเลขขาดทุน ดังนั้น นักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนอาจจะต้องยอมรับความผันผวนที่มักเกิดขึ้นกับหุ้นลักษณะนี้

(หากคุณต้องการมีส่วนร่วมกับการเติบโตของกลุ่มธุรกิจอวกาศโดยตรง ลองดู Flexible Portfolio ของเราได้เลย!)

Key Takeaway

AI คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ ทั้ง Morgan Stanley, JPMorgan และ Fidelity ต่างยกให้เม็ดเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI คือ เครื่องยนต์หลักที่ช่วยพยุงให้ตลาดขับเคลื่อนต่อไปได้ เช่นเดียวกับการทำ IPO ของ SpaceX ที่อยู่บนรากฐานเดียวกัน นั่นคือ ระบบประมวลผลบนอวกาศ การเชื่อมต่อผ่านดาวเทียม และ AI ขณะที่ การเพิ่มวงเงินระดมทุนใหม่มูลค่า 84,800 ล้านดอลลาร์ฯ ของ Alphabet ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเม็ดเงินส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ก็กลายเป็นข้อมูลล่าสุดที่ตอกย้ำภาพนี้ได้อย่างชัดเจน 

อย่างไรก็ตาม ยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 ค่ายก็แฝง ‘คำเตือน’ ที่นักลงทุนห้ามมองข้ามไว้ 3 ข้อ ได้แก่ 1) ปัญหาเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ 2) การที่ Fed มีพื้นที่จำกัดในการปรับลดดอกเบี้ย และ 3) ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น ทั้ง 3 ค่ายกลับไม่มีใครคาดการณ์ว่าตลาดจะเข้าสู่ช่วงขาลง ดังนั้น ข้อสรุปร่วมกันจึงค่อนข้างชัดเจน คือ ‘ควร Stay Invested หรือลงทุนต่อไป’

(หากคุณกำลังมองหาพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐ ลองดูพอร์ต General Investing ของเรา)

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email