CIO Insights: ‘ไพ่’ ทุกใบของ Trump ไม่ได้จะชนะเสมอไป
ในบทวิเคราะห์ 2026 Macro Outlook: ว่ากันด้วย ‘FACTs’ ล้วนๆ ของเรา ได้ชี้ให้เห็นว่าประธานาธิบดี Donald Trump จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดต่อเนื่องจากปี 2025 และการประเมินนี้ก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นนับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2026 โดยการประกาศนโยบายและการส่งสัญญาณต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ได้ทำให้ตลาดกลับมาโฟกัสแนวโน้มของเศรษฐกิจสหรัฐในหลากหลายมิติ ทั้งการเติบโต เงินเฟ้อ นโยบายเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์
ใน CIO Insights เดือนนี้ เราจะถอยออกมาจากข่าวพาดหัวรายวัน เพื่อประเมินว่าความเคลื่อนไหวเหล่านี้มีความหมายต่อการลงทุนอย่างไร? พร้อมวิธีแยกแยะ ‘เสียงรบกวนระยะสั้น’ ออกจาก ‘สัญญาณระยะยาว’ ซึ่งนักลงทุนควรให้ความสำคัญ
3 Key takeaways
- นโยบายของ Trump เริ่มต้นปีอย่างร้อนแรง อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในอดีตชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการตอบสนองต่อข่าวพาดหัวต่างๆ การดำเนินนโยบายของ Trump ในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกของปี 2026 ตั้งแต่นโยบายต่างประเทศไปจนถึงแรงกดดันต่อความเป็นอิสระของ Fed มีความรุนแรงและส่งผลต่อตลาดอย่างชัดเจน แต่ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่า ผลกระทบระยะยาวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนโยบายเหล่านี้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
- ข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายต่างๆ ของ Trump จะเป็นตัวกำหนดว่านโยบายใดจะส่งผลต่อตลาดอย่างแท้จริง ไม่ใช่คำพูดของเขา ความผันผวนของตลาดในปี 2025 แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนจะได้ประโยชน์มากกว่าหากถอยออกมามองภาพใหญ่และโฟกัสไปที่นโยบายระยะยาว แทนที่จะตอบสนองต่อคำพูดของ Trump ในแต่ละครั้ง โดยข้อจำกัดทางกฎหมาย กลไกถ่วงดุลขององค์กรต่างๆ รวมถึงความซับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้มีนโยบายเพียงบางส่วนเท่านั้นที่จะสามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและตลาดได้จริงในระยะยาว
- แนวโน้มเศรษฐกิจยังคงเอนเอียงไปทางการเติบโตที่ร้อนแรงขึ้น ท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มขึ้นจากข่าวภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายที่สนับสนุนฐานเสียงของ Trump และนโยบายที่ส่งผลดีต่อ Momentum ทางเศรษฐกิจไปจนถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. อาจดำเนินการได้ง่ายกว่า และมีแนวโน้มส่งผลโดยตรงมากกว่าประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งตอกย้ำสถานการณ์ ‘การเดินหน้าเศรษฐกิจแบบร้อนแรง’ และเอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม ขณะที่ นโยบายมุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมภายในประเทศและปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อภาคธุรกิจ อาจช่วยสนับสนุนกลุ่มธุรกิจพลังงาน อุตสาหกรรม วัตถุดิบ และการเงินในระยะยาว ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนด้านนโยบายและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังดำเนินอยู่ ทำให้การทำ Asset Allocation ไปยังสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Real Asset) และสินทรัพย์ Defensive ยังคงสมเหตุสมผล เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงในพอร์ต
นโยบายของ Trump เริ่มต้นอย่างดุเดือดในปี 2026
Trump เริ่มเดินหน้านโยบายของเขาอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยเพียงไม่กี่สัปดาห์แรกของปี รัฐบาลได้ออกมาตรการและแถลงท่าทีอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา ความตึงเครียดทางการค้ากับยุโรปที่เชื่อมโยงกับประเด็นกรีนแลนด์ รวมถึงการกดดัน Jerome Powell ประธาน Fed
แม้ว่าความเคลื่อนไหวเหล่านี้จะทำให้ตลาดผันผวนในระยะสั้น แต่ด้วยความถี่และปริมาณของการประกาศนโยบายของ Trump ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะประเมินว่าสัญญาณใดจะคงอยู่ในระยะยาว เพราะอย่างที่เราเคยเห็นมาแล้วในอดีต จุดยืนของ Trump สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว วาทกรรมที่เคยแข็งกร้าวก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในประเด็นกรีนแลนด์ ก็ถูกปรับลดความรุนแรงลงมามากแล้ว คล้ายคลึงกับหลายเหตุการณ์ในปี 2025 ดังนั้น บทเรียนที่ชัดเจนคือ หากต้องการแยก ‘สัญญาณที่แท้จริง’ ออกจาก ‘เสียงรบกวน’ นักลงทุนจะต้องแยกแยะระหว่าง ‘วาทกรรมทางการเมือง’ กับ ‘นโยบายที่มีโอกาสนำไปปฏิบัติได้จริง’
กรอบการวิเคราะห์ลำดับความสำคัญของนโยบาย Trump
เราพบว่าการถอยออกมามองนโยบายของ Trump ผ่านกรอบที่เป็นระบบ จะช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมได้ดียิ่งขึ้น แทนที่จะพิจารณาการประกาศแต่ละครั้งแยกจากกัน เราได้ขยาย Framework ของ Trump ด้วยการจัดกลุ่มนโยบายออกเป็น 4 เสาหลัก เพื่อสะท้อนเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล ได้แก่ 1) การรวมศูนย์อำนาจและการควบคุม 2) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ 3) การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ และ 4) การสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก (ดูกราฟ 1 ด้านล่าง)
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Appendix ท้ายบทความ)

การวิเคราะห์นโยบายของ Trump ผ่านเสาหลักเหล่านี้ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถแยกแยะนโยบายที่มีโอกาสนำไปปฏิบัติได้จริง ออกจากนโยบายที่เป็นเพียงวาทกรรมหรือมีข้อจำกัดในการปฏิบัติ ดังที่เราได้กล่าวไว้ในบทความ 2026 Outlook เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. 2026 ใกล้เข้ามา การตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลจะยิ่งถูกกำหนดด้วยความจำเป็นในการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง และความต้องการเพิ่มเสียงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งภายในประเทศ
(อ่านเพิ่มเติมได้ใน 2026 Macro Outlook: ว่ากันด้วย ‘FACTs’ ล้วนๆ)
ทำความเข้าใจ ‘ไพ่ในมือ Trump’ ที่อาจเป็นข้อจำกัดด้านนโยบายของเขา
การคาดการณ์ผลลัพธ์จากนโยบายของ Trump อย่างแม่นยำ อาจเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย ดังที่เราเห็นมาแล้วในปีนี้ เพราะจุดยืนของเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และการประกาศในช่วงแรกมักยังไม่มีเส้นทางที่นำไปสู่การปฏิบัติอย่างชัดเจน ในหัวข้อนี้ เราจะวิเคราะห์แต่ละเสาหลักว่ามีเป้าหมายไปเพื่ออะไร? และข้อจำกัดในการปฏิบัติมีอะไรบ้าง?
การเข้าใจข้อจำกัดของแต่ละนโยบาย จะช่วยให้นักลงทุนแยกแยะได้ว่า มาตรการใด ‘ทำได้ง่ายกว่า’ และมาตรการใด ‘มีแนวโน้มจะสะดุดหรือลดความเข้มข้นลง’ ซึ่งก่อนจะลงรายละเอียดในแต่ละเสาหลัก กราฟ 2 ด้านล่าง จะเป็นการสรุปการประเมินของเราเกี่ยวกับความยากง่ายในการดำเนินการ ความเร็วของผลกระทบ และความเป็นไปได้โดยรวมของเสาหลักนโยบายทั้ง 4 ข้อ

การรวมศูนย์อำนาจและการควบคุม
คืออะไร? นโยบายกลุ่มนี้ต้องการลดแรงต้านจากองค์กรอิสระและขยายอิทธิพลของฝ่ายบริหาร ซึ่งในทางปฏิบัติ จะเห็นได้จากการที่รัฐบาลสหรัฐกดดัน Fed อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการแก้กฎหมาย และการกำหนดทิศทางผ่านการแต่งตั้งบุคคลและการสื่อสารกับประชาชน
ข้อจำกัด? ข้อจำกัดหลักอยู่ที่โครงสร้างของหน่วยงานต่างๆ เพราะองค์กรอิสระได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และศาลก็ยังคงทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งการใช้อำนาจเกินขอบเขตอาจนำไปสู่กระแสต่อต้านจากทั้งฝั่งกฎหมาย การเมือง และสังคม ดังนั้น นโยบายกลุ่มนี้จึงมักสร้างข่าวใหญ่และความผันผวนให้ตลาดในระยะสั้น แต่การเปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นอำนาจถาวรทำได้ยากและใช้เวลานาน ตัวอย่างล่าสุดคือการที่กระทรวงยุติธรรมเข้าไปตรวจสอบประธาน Fed ซึ่งถูกคัดค้านอย่างรวดเร็ว แม้จากพันธมิตรของ Trump เอง (1)
ภาพรวม: ดำเนินการได้ยากและใช้เวลานาน โดยผลกระทบต่อตลาดมักมาจากข่าวพาดหัวและ Sentiment มากกว่าผลลัพธ์ในระยะยาว
การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ
คืออะไร? นโยบายกลุ่มนี้สนับสนุนการลงทุนและความสามารถในการทำกำไรของภาคเอกชน ผ่านการลดกฎระเบียบ มาตรการจูงใจต่างๆ รวมถึงนโยบายสนับสนุนการผลิตในประเทศ แต่แม้ว่ารัฐบาลจะส่งสัญญาณค่อนข้างชัดเจน แต่การยกเลิกกฎระเบียบในวงกว้างมักต้องใช้เวลาและต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย
ข้อจำกัด? ข้อจำกัดหลักคือ ‘ความเร็ว’ โดยตลาดมักตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงท่าทีหรือเจตนารมณ์ของนโยบายกลุ่มนี้อย่างรวดเร็ว แต่ผลกระทบที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการบังคับใช้ ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนและการตรวจสอบทางกฎหมายที่ใช้เวลานาน โดยงานวิจัยของ Brookings พบว่าขั้นตอนต่างๆ มักทำให้ความพยายามในการลดกฎระเบียบล่าช้า หรือทำให้ผลกระทบลดลงได้ (2) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารวมกันแล้ว นโยบายเหล่านี้น่าจะสนับสนุนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ (ดูกราฟ 1) โดยคาดว่าการลงทุนจริงของภาคเอกชน (Capital Expenditures) จะยังคงอยู่ในระดับสูง และน่าจะปรับตัวให้เข้ากับนโยบายภาครัฐแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า
ภาพรวม: มีความเป็นไปได้ระดับปานกลาง แต่ส่งผลช้า ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกลุ่มธุรกิจต่างๆ จะค่อยเป็นค่อยไปในระยะกลาง มากกว่าผลลัพธ์แบบทันที

การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์
คืออะไร? นโยบายกลุ่มนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้สหรัฐสามารถเข้าถึงทรัพยากรสำคัญด้านพลังงานและกลาโหม รวมถึงการคงขีดความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรม และลดการพึ่งพาต่างชาติ นอกจากนั้นยังรวมไปถึงมาตรการด้าน Supply พลังงาน การค้า แรงกดดันทางการทูต และบางกรณีอาจรวมไปถึงการแทรกแซงหรือคว่ำบาตร
ข้อจำกัด? แม้ว่ารัฐบาลจะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วในการประกาศนโยบายและการดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว แต่ข้อจำกัดที่แท้จริงกลับอยู่ในการปฏิบัติมากกว่าการเมือง เนื่องจากการเปลี่ยน Supply Chain โครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการลงทุน ล้วนต้องใช้เวลาในการดำเนินการ หมายความว่า แม้การประกาศนโยบายมักทำให้ตลาดเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แต่ผลกระทบจริงมักล่าช้า ตัวอย่างเช่น ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับใบอนุญาตส่งออกและเสถียรภาพทางการเมืองในเวเนซุเอลา สะท้อนให้เห็นว่า การเข้าถึงแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา น่าจะเป็นไปอย่างล่าช้าและมีความไม่แน่นอนสูง (3) เช่นเดียวกับกรณีกรีนแลนด์ แม้ Trump จะอ้างถึง ‘การเข้าถึงอย่างเต็มรูปแบบ’ แต่กลับไม่มีรายละเอียดอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม (4)
ภาพรวม: พูดง่าย แต่ทำจริงยาก โดยผลกระทบต่อตลาดมักเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป และอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและภาคธุรกิจในระยะยาว
การสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก
คืออะไร? การสนับสนุนการจ้างงาน ค่าแรง และการทำให้ค่าครองชีพอยู่ในระดับที่จ่ายไหว คือหัวใจของกลยุทธ์ทางการเมืองของ Trump โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเสาหลักนโยบายกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย การดึงฐานการผลิตกลับประเทศ การควบคุมการตรวจคนเข้าเมือง มาตรการทางการค้าที่เห็นได้ชัดเจน รวมถึงข้อเสนอเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในภาคครัวเรือนโดยตรง
ข้อจำกัด? มาตรการเหล่านี้มักจะสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายที่สุด และในหลายกรณีก็สามารถนำไปปฏิบัติได้ง่ายกว่า (แม้จะเป็นเพียงบางส่วน) ผ่านอำนาจฝ่ายบริหารและการสื่อสารกับประชาชน แม้ว่าการบังคับใช้แบบเต็มรูปแบบอาจถูกขัดขวางจากศาลหรือสภาคองเกรส แต่แค่การส่งสัญญาณเบื้องต้นก็มักจะบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองไปแล้ว ดังนั้น นโยบายกลุ่มนี้จึงให้ผลเร็วและชัดเจนที่สุด และสอดคล้องกับแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากที่สุด ซึ่งในขณะที่ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันยังมีมุมมองที่เป็นบวกต่อสภาพเศรษฐกิจ (ดูกราฟ 2) รัฐบาลจึงมีแนวโน้มที่จะโฟกัสไปที่การรักษา Momentum ทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงการเลือกตั้งกลางเทอม
ภาพรวม: มีความเป็นไปได้สูงในทางปฏิบัติ เห็นผลเร็ว และเป็นการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้นที่ชัดเจนที่สุด

ภาพใหญ่: การสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากอาจทำให้การเติบโตร้อนแรงขึ้น
เมื่อพิจารณานโยบายของ Trump ผ่านข้อจำกัดในการดำเนินนโยบาย จะเห็นได้ว่า นโยบายของเขามีความแตกต่างกันและอาจส่งผลกระทบไม่เหมือนกัน โดยมาตรการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจฐานราก (Main Street) เช่น การจ้างงาน ค่าแรง และค่าครองชีพภาคครัวเรือน ถือเป็นนโยบายที่เห็นผลชัดเจนที่สุด และมีประสิทธิภาพทางการเมืองสูงที่สุด จึงมีแนวโน้มมากที่สุดที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะสั้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะที่นโยบายอื่นๆ แม้จะมีความสำคัญ แต่มีกรอบเวลาและกลไกที่แตกต่างกัน ดังนั้น ข่าวพาดหัวในประเด็นเหล่านี้จึงควรถูกตีความด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
เมื่อพิจารณารวมกันแล้ว ประเด็นเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำสถานการณ์ ‘การเดินหน้าเศรษฐกิจแบบร้อนแรง’ เหมือนที่เรากล่าวไว้ในบทความ 2026 Macro Outlook: ว่ากันด้วย ‘FACTs’ ล้วนๆ ซึ่งสำหรับนักลงทุน ปัจจัยเหล่านี้อาจเอื้อประโยชน์ต่อ
- หุ้นวัฏจักรและหุ้นที่พึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศ: Momentum ในระยะสั้นมีแนวโน้มสนับสนุนหุ้นกลุ่มวัฏจักรและบริษัทที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศมากขึ้น โดยสัดส่วนผลตอบแทนมีแนวโน้มกระจายตัวในวงกว้างมากขึ้น ไม่ได้กระจุกอยู่แค่หุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว
- หุ้นอุตสาหกรรมและหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายเอื้อภาคธุรกิจ: ในระยะยาว นโยบายที่มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมในประเทศและการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ อาจส่งผลต่อการลงทุนและเงินเฟ้อ และช่วยสนับสนุนกลุ่มธุรกิจพลังงาน อุตสาหกรรม วัตถุดิบ และการเงิน
- สินทรัพย์ Defensive และสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Real Asset): ความไม่แน่นอนด้านนโยบายและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ จะทำให้ Demand ของสินทรัพย์ Defensive ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างทองคำที่ช่วยลดความผันผวนในพอร์ตได้
(อ่านบทวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มเติมได้ใน CIO Insights: AI ร้อนแรง ตลาดแรงงานชะลอตัว และท่าทีที่ผ่อนคลายของ Fed)
แยก ‘สัญญาณ’ ออกจาก ‘เสียงรบกวน’
แทนที่จะหวั่นไหวไปกับข่าวของ Trump ในแต่ละวัน นักลงทุนระยะยาวควรถอยออกมามองภาพรวมและโฟกัสไปที่นโยบายที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง แม้ว่าตลาดอาจเผชิญความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น แต่ช่วงเวลาที่ผันผวนถือเป็นเรื่องปกติของตลาดและมักมีประโยชน์ในการช่วยลดความคาดหวังของตลาด หลังจากตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเป็นเวลานาน
ในระยะยาว ทิศทางของตลาดจะถูกกำหนดจากแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน มากกว่าข่าวพาดหัวที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ดังนั้น แนวทางพื้นฐานของการลงทุนระยะยาวจึงยังเหมือนเดิม นั่นก็คือ การลงทุนอย่างต่อเนื่อง กระจายความเสี่ยง และตัดสินใจบนข้อมูลปัจจัยพื้นฐาน มากกว่าข่าวรายวัน
Authors

Stephanie Leung, Group Chief Investment Officer
Stephanie and her team oversee the full spectrum of investment products and portfolios offered at StashAway. She brings more than two decades of investment expertise across multiple asset classes. Prior to joining StashAway in 2020, she managed investment portfolios at institutions such as Goldman Sachs and multi-billion dollar family offices in the region.

Justin Jimenez, Group Head of Macro and Investment Research
Justin has more than a decade of experience in economic and investment research, and contributes to shaping the investment office's views on the global economy and asset classes. Prior to joining StashAway in 2022, he was an economist at Bloomberg.
Appendix
Expanded Trump macro framework
References
- Rappeport, A., Smith, C., Thrush, G., and Pager, T. (2026). Blowback Builds Over Criminal Investigation of Powell. The New York Times. Retrieved from: https://www.nytimes.com/2026/01/13/us/politics/jerome-powell-investigation-blowback.html
- Kane, A. T., Schrag, E., and Patnaik, S. (2025). What will deregulation look like under the second Trump administration? The Brookings Institution. Retrieved from: https://www.brookings.edu/articles/what-will-deregulation-look-like-under-the-second-trump-administration/
- Flowers, S., Thompson, G., Thyne, D., and Gelder, A. (2026). How Venezuela complicates the oil market's delicate rebalancing. Wood Mackenzie. Retrieved from: https://www.woodmac.com/blogs/the-edge/how-venezuela-complicates-the-oil-markets-delicate-rebalancing/
- John, M., Heavey, S., Gronholt-Pedersen, J., and Holland, S. (2026). Trump touts 'total access' Greenland deal as NATO asks allies to step up. Reuters. Retrieved from: https://www.reuters.com/world/europe/trumps-greenland-climbdown-triggers-relief-way-forward-unclear-2026-01-22/
หมายเหตุ:
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน; ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอ คำแนะนำ คำเชื้อเชิญ หรือการชักชวนให้ท่านซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือเข้าทำธุรกรรมใดๆ
ข้อมูลนี้ไม่ได้จัดเตรียมขึ้นโดยคำนึงถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลของท่าน (เช่น วัตถุประสงค์การลงทุน สถานการณ์ทางการเงิน หรือความต้องการโดยเฉพาะ) ท่านควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการเงิน บัญชี ภาษี กฎหมาย และด้านอื่นๆ ของท่านเอง
