CIO Insights: AI ร้อนแรง ตลาดแรงงานชะลอตัว และท่าทีที่ผ่อนคลายของ Fed
10 November 2025ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 นักลงทุนต้องเผชิญกับกระแสข่าวมากมายในตลาด นับตั้งแต่ความคึกคักของเทรนด์ AI การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไปจนถึงสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เหตุการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้ ‘การมองภาพใหญ่’ มีความสำคัญยิ่งขึ้น โดยเศรษฐกิจโลกที่แม้จะชะลอตัวลง แต่ก็ยังคงมีความทนทาน เพราะได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุน และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย
ใน CIO Insights เดือนนี้ เราจะมาวิเคราะห์กันว่าแรงขับเคลื่อนต่างๆ เช่น เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ตลาดแรงงานที่ชะลอตัวลง และท่าทีของ Fed ที่ผ่อนคลายมากขึ้น กำลังส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปีอย่างไร? และเหตุใดเราถึงมองว่าปัจจัยเหล่านี้ยังคงเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม
3 Key takeaways
- เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเคลื่อนไหวแบบ ‘2 ทาง’ มากขึ้น โดยการลงทุนในภาคธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง แต่ตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว โดยการลงทุนในภาคธุรกิจ ยังได้รับแรงหนุนจากเทรนด์ AI ซึ่งช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจไว้ได้ ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานกลับเริ่มชะลอตัวลงจาก Demand ที่ชะลอตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ รวมถึงการลดจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งกดดันการจ้างงานโดยรวม ความแตกต่างนี้ สะท้อนให้เห็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึงในปัจจุบัน
- ในระยะสั้น ข่าวพาดหัวต่างๆ อาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาด แต่ไม่น่าส่งผลให้ Fed เปลี่ยนท่าทีที่ผ่อนคลาย แม้ AI จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจและตลาดในระยะยาว แต่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์อาจสร้าง ‘เสียงรบกวน’ ระยะสั้น เช่น ผลกระทบจาก Government Shutdown (การปิดหน่วยงานภาครัฐ) ของสหรัฐ และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจกระตุ้นให้ตลาดผันผวนเป็นระยะแม้เศรษฐกิจจะยังเติบโตได้อย่างมั่นคง ซึ่งสำหรับ Fed แล้ว สถานการณ์ในลักษณะนี้ยิ่งเป็นแรงหนุนให้พวกเขาสามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างระมัดระวัง ตามแนวทางที่เคยส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้านี้
- สภาพเศรษฐกิจโดยรวมในปัจจุบัน ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินลงทุน AI รวมถึงนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายลง ยังคงเป็นประโยชน์ต่อสินทรัพย์เสี่ยง การที่ Fed กลับมาเริ่มวงจรการลดดอกเบี้ยอีกครั้ง ประกอบกับนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายลงในหลายประเทศเศรษฐกิจหลัก เป็นสัญญาณว่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกพร้อมกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะ ‘Inflationary Growth’ ต่อไป โดยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ขณะที่ ทองคำ แม้ราคาจะพุ่งขึ้นมาสูงแล้วในปีนี้ แต่ Demand ในระยะยาว รวมถึงบทบาทของทองคำในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงในพอร์ต ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
เศรษฐกิจแบบ 2 ทางของสหรัฐ: เม็ดเงินลงทุน AI จำนวนมหาศาล vs ตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัว
ในบทความ 2025 Macro Outlook: ‘FAT’ คือ new normal เมื่อต้นปี เราได้วิเคราะห์ไว้ว่า AI คือหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดทั่วโลก และสิ่งที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ก็คือภาพจริง โดยเม็ดเงินลงทุน AI จำนวนมหาศาล กำลังช่วยให้ GDP ของสหรัฐเติบโตมากขึ้น แม้ตลาดแรงงานจะเริ่มชะลอตัวลงก็ตาม
ความแตกต่างระหว่างการลงทุนภาคธุรกิจที่ยังแข็งแกร่งกับตลาดแรงงานที่อ่อนแรงลง สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สม่ำเสมอของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และอาจเป็นปัจจัยที่เปิดทางให้ Fed ปรับนโยบายการเงินไปในทิศทางที่ ‘ผ่อนคลายมากขึ้น’ เพื่อพยุงตลาดแรงงาน
เม็ดเงินลงทุนด้าน AI ช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ
ตลอดทั้งปีนี้ การลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ และส่วนใหญ่มาจากการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
ผลของการลงทุนเหล่านี้เริ่มปรากฏให้เห็นในข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคแล้ว ตามที่เห็นในกราฟ 1 โดยการลงทุนของกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงเซิร์ฟเวอร์ ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์สื่อสาร และการวิจัยและพัฒนา มีส่วนช่วยให้การลงทุนของภาคธุรกิจใน Q2/2025 ขยายตัวกว่า 4 จุดเปอร์เซ็นต์ และช่วยชดเชยจุดอ่อนในกลุ่มธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจเซิร์ฟเวอร์และฮาร์ดแวร์ (สีน้ำเงินเข้มในกราฟ) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายไตรมาสที่ผ่านมา

สำหรับภาพของเศรษฐกิจโดยรวม JPMorgan ประเมินว่า การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI มีส่วนช่วยให้ GDP สหรัฐ ขยายตัวถึง 1.1 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วง H1/2025 หรือเกือบ 4 ใน 5 ของการเติบโตทั้งหมด (1) ขณะที่ Jason Furman นักเศรษฐศาสตร์ของ Harvard ชี้ว่า หากไม่มีแรงหนุนจากการลงทุน AI การเติบโตของ GDP สหรัฐ อาจแทบไม่ขยับ หรือราว 0.1% ต่อปีเท่านั้น (2)
ผู้อยู่เบื้องหลังเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ คือ กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี (Hyperscalers) ได้แก่ Amazon Microsoft Google Meta และ Oracle โดย Citi Research ประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนของ Hyperscalers กลุ่มนี้อาจสูงเกือบ 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 หรือราว 1.3% ของ GDP และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ McKinsey ยังประเมินว่า ขีดความสามารถของ Data Centre ของ AI จะเพิ่มขึ้นกว่า 3.5 เท่าภายในปี 2030 (3) (ดูกราฟ 2) ซึ่งในเแง่มูลค่า จะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2030 หรือกว่า 3% ของ GDP

คำถามสำคัญคือ อัตราการลงทุนเช่นนี้จะยั่งยืนหรือไม่? หรืออาจร้อนแรงเกินไป? โดยปัจจุบัน กลุ่ม Hyperscalers ยังสามารถใช้กระแสเงินสดของตนเองได้ เพราะพวกเขามีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานราว 550,000 ล้านดอลลาร์ฯ เทียบกับรายจ่ายด้านการลงทุน (CapEx) ที่ 400,000 ล้านดอลลาร์ฯ ในปีนี้ (4) ทำให้พวกเขาแทบไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอกมากนัก แต่สำหรับบริษัทขนาดเล็กกว่า ความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อและความเชื่อมั่นของนักลงทุนล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะหากสภาพคล่องเริ่มตึงตัวหรือความเชื่อมั่นเริ่มลดลง ก็อาจทำให้ CapEx ชะลอตัวลงได้
อย่างไรก็ดี แม้การลงทุนจะชะลอตัวลงบ้าง แต่ขนาดของการลงทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ยังใหญ่พอที่จะขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการตั้งสมมติฐานว่าหากการลงทุน AI ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงปัจจุบัน และ Supply Chain ของ AI ยังคงมีสัดส่วนภายในสหรัฐในระดับที่มีนัยสำคัญ ก็อาจช่วยหนุนให้ GDP ของสหรัฐขยายตัวเพิ่มขึ้น ราว 0.3-0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ แม้กลุ่มธุรกิจอื่นๆ จะเริ่มชะลอตัวลง
นอกจากนี้ อิทธิพลเชิงบวกจาก AI ยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่ CapEx เท่านั้น แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ยังส่งผลต่อ ‘ความมั่งคั่งโดยรวม’ (Wealth Effect) ซึ่งอาจช่วยพยุงการใช้จ่ายของผู้บริโภคให้เติบโตต่อเนื่องได้อีกด้วย โดย JPMorgan ประเมินว่าการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI ในปีที่ผ่านมา ได้เพิ่มความมั่งคั่งให้ภาคครัวเรือนกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งอาจส่งผลให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นราว 180,000 ล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 0.6% ของ GDP แม้ว่าส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้บริโภครายได้สูง แต่ก็ยังถือเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญต่อการบริโภคในช่วงที่ค่าจ้างแรงงานเริ่มชะลอตัวลง
ตลาดแรงงานกำลังชะลอตัว เนื่องจาก Demand ที่อ่อนแอ และการเลิกจ้างของภาครัฐ
ในขณะที่การลงทุน AI ช่วยพยุงการเติบโตโดยรวม แต่ตลาดแรงงานสหรัฐกลับเริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยในช่วงเดือน มิ.ย. ถึง ส.ค.ที่ผ่านมา (ข้อมูลล่าสุดก่อน Government Shutdown ซึ่งเราจะกล่าวถึงในภายหลัง) การจ้างงานเฉลี่ยอยู่ที่ราว 29,000 ตำแหน่งต่อเดือน ลดลงจากราว 82,000 ตำแหน่งในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ อัตราการว่างงานก็ขยับสูงขึ้นจาก 4.0% เมื่อต้นปี มาอยู่ที่ 4.3% ในเดือน ส.ค.
จากกราฟ 3 จะเห็นได้ว่ากลุ่มธุรกิจที่เคลื่อนไหวตาม Demand โดยรวม จะมีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นมากที่สุด เช่น กลุ่มสันทนาการและท่องเที่ยว การผลิต และค้าปลีก ขณะที่ อัตราการว่างงานในภาครัฐ สถาบันการศึกษา และบริการสุขภาพ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เป็นผลมาจากการเลิกจ้างของรัฐบาล และการยุติมาตรการช่วยเหลือจากยุค COVID-19
ทั้งนี้ แม้หลายฝ่ายจะกังวลว่า AI อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น แต่จากงานวิจัยของ MIT และสถาบันอื่นๆ พบว่า ผลกระทบของ AI ที่มีต่อการจ้างงานโดยรวมยังค่อนข้างจำกัดในตอนนี้ (5) และก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการลงทุนด้าน AI ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การก่อสร้าง Data Centre ใช้แรงงานจำนวนมากในช่วงก่อสร้าง แต่เมื่อเปิดดำเนินการแล้วกลับใช้จำนวนแรงงานค่อนข้างน้อย (6) ภาพรวมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะ ‘เศรษฐกิจสองจังหวะ’ ของสหรัฐในปัจจุบัน โดยเม็ดเงินลงทุนยังคงแข็งแกร่ง แต่การเติบโตของตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

ในระยะสั้น ข่าวนโยบายและการเมืองอาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาด
เรามองว่า ‘เศรษฐกิจแบบ 2 ทาง’ ของสหรัฐ จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในช่วงหลายเดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากข่าวพาดหัวต่างๆ ก็ยังอาจสร้างความผันผวนระยะสั้นได้ โดยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ มี 2 ประเด็นสำคัญที่โดดเด่นขึ้นมา ได้แก่ Government Shutdown ที่ยืดเยื้อมากที่สุดในรอบหลายปี และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่กลับมาปะทุอีกครั้ง
Government Shutdown ส่งผลให้ไม่มีข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ และความเสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งงานอย่างถาวร
การปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้ (นานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018-2019 ที่กินเวลา 35 วัน) กำลังสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้ผลกระทบอาจจำกัดอยู่แค่ระยะสั้นก็ตาม โดยมีการประเมินว่า ทุกสัปดาห์ที่หน่วยงานรัฐบาลยังคงปิดทำการอยู่ จะทำให้ GDP ใน Q4/2025 หดตัวลงราว 0.1-0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางถูกพักงานชั่วคราวมากถึง 750,000 คน และหลายหน่วยงานก็ต้องระงับภารกิจหลักไว้ก่อน
ในท้ายที่สุด Shutdown ครั้งนี้ ก็ต้องสิ้นสุดลงเหมือนที่แล้วมา แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลับมีความแตกต่างบางอย่างที่นักลงทุนควรจับตามอง
- ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน: แผนของประธานาธิบดี Donald Trump ในการลดจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง 300,000 ตำแหน่งภายในสิ้นปี อาจทำให้การพักงานชั่วคราวในครั้งนี้กลายเป็นการสูญเสียตำแหน่งงานอย่างถาวร ซึ่งแตกต่างจาก Shutdown รอบก่อนๆ อย่างชัดเจน (7) (ดูกราฟ 4) โดยปัจจุบัน การจ้างงานภาครัฐได้ลดลงแล้วราว 94,000 ตำแหน่งตั้งแต่ต้นปี แต่การบรรลุเป้าหมายของ Trump หมายความว่า รัฐบาลต้องลดจำนวนเจ้าหน้าที่ลงอีกราว 200,000 ตำแหน่งภายในเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งทั้งในด้านกรอบเวลาและจำนวน
- ผลกระทบจากข้อมูลเศรษฐกิจ: การปิดหน่วยงานรัฐครั้งนี้ยังทำให้เกิดสุญญากาศทางข้อมูลสำหรับ Fed และนักลงทุน เนื่องจากหน่วยงานสถิติที่สำคัญต้องหยุดทำงาน ส่งผลให้ Fed ไม่สามารถมองเห็นภาพเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ Fed จึงมีแนวโน้มที่จะเดินหน้าตามนโยบายที่ประกาศไว้ คือ การลดดอกเบี้ยรวม 0.5% ภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ การ Shutdown ยังอาจทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นในระยะสั้น ซึ่งจะยิ่งสนับสนุนให้ Fed ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนและความไม่แน่นอนเรื่องภาษีนำเข้า ยังเป็นปัจจัยเสี่ยง
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง รวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ยังคงทำให้เกิดความผันผวนขึ้นในตลาด
ตัวอย่างเช่น เมื่อต้นเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากและแร่สำคัญอื่นๆ ทำให้สหรัฐตอบโต้ด้วยการขู่ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนสูงสุดถึง 100% (8) ส่งผลให้นักลงทุนรีบเทขายหุ้นออกมา จนดัชนี S&P 500 ร่วงลงถึง 2.7% ในวันที่ 10 ต.ค. ก่อนจะฟื้นตัวในอีกไม่กี่วันถัดมา หลังประธานาธิบดี Trump เริ่มมีท่าทีที่อ่อนลง เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังคงอ่อนไหวต่อประเด็นความขัดแย้งทางการค้า แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังทรงตัวได้ดี
สภาพแวดล้อมปัจจุบันบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจแบบ ‘Inflationary Growth’ น่าจะคงอยู่ต่อไป ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสินทรัพย์เสี่ยง
ตลาดแรงงานที่ชะลอตัวลงและความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ อาจทำให้ Fed และรัฐบาลสหรัฐยังคงดำเนินนโยบายการเงินและการคลังแบบผ่อนคลายต่อไป ซึ่งเมื่อรวมกับการลงทุนด้าน AI ที่แข็งแกร่ง ก็น่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐต่อไป ซึ่งแนวโน้มคล้ายกันนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
- จีน: การลงทุน AI และเทคโนโลยีขั้นสูงจะช่วยหนุนการเติบโต ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีจีนกำลังพยายามแข่งขันกับบริษัทสหรัฐ (อ่านเพิ่มเติมได้ใน CIO Insights: AI จีน – กำลังสร้าง โปรดมองข้าม (กำไร) ไปก่อน)
- ยุโรป: นโยบายการคลังมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน การป้องกันประเทศ และความมั่นคงด้านพลังงาน (อ่านเพิ่มเติมได้ใน CIO Insights: นโยบายการคลังจะช่วยติดเครื่องเศรษฐกิจยุโรปได้จริงหรือไม่?)
- ญี่ปุ่น: นายกรัฐมนตรีคนใหม่ Sanae Takaichi ประกาศใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านยุทธศาสตร์ เช่น การป้องกันประเทศและเทคโนโลยี
ในระยะข้างหน้า การใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ น่าจะช่วยรักษาการเติบโตไปได้เรื่อยๆ แต่ก็จะทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจน่าจะยังคงอยู่ในภาวะ Inflationary Growth ต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ โดยปรากฏการณ์นี้สามารถเห็นได้จากช่วง ‘Everything Rally’ ในไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งพอร์ต General Investing ของเรา ก็ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มนี้เช่นกัน
(อ่านเพิ่มเติมได้ในสรุปผลการดำเนินงาน Q3/2025 ของ StashAway)
สินทรัพย์ที่โดดเด่นในช่วง ‘Everything Rally’ คือ ทองคำ ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 66% ในปีนี้ และเป็นการปรับตัวขึ้นแรงที่สุดอันดับ 2 ในรอบศตวรรษ รองจากการพุ่งขึ้นหลังวิกฤติน้ำมันปี 1979 (ดูกราฟ 5) ทั้งนี้ แม้ทองคำจะปรับตัวขึ้นแรงและมีการถือครองค่อนข้างสูง ทำให้ความผันผวนระยะสั้นอาจเกิดขึ้นได้ เห็นได้จากการย่อตัวลงเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของทองคำยังคงแข็งแกร่งในระยะยาว เนื่องจากยังมีแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง เช่น Demand จากธนาคารกลาง ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการคลัง และบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในพอร์ต โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และยังมีการใช้นโยบายแบบผ่อนคลายอยู่

ในระยะข้างหน้า เรายังมองเห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ในขณะที่ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปี 2025 โดยแรงขับเคลื่อนจากเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล การเติบโตที่แม้จะไม่ทั่วถึงแต่ยังมั่นคง รวมถึงนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้น ล้วนเป็นประโยชน์ต่อสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตาม ตลาดก็อาจต้องเผชิญกับความผันผวนจากประเด็นทางการเมืองและสงครามการค้า ซึ่งสำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว การกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ กลุ่มธุรกิจและภูมิภาค น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการขจัด ‘เสียงรบกวน’ ระยะสั้น เพื่อให้คุณสามารถโฟกัสไปที่แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
Authors

Stephanie Leung, Group Chief Investment Officer
ในฐานะ Group Chief Investment Officer คุณ Stephanie และทีมงานของเธอเป็นผู้ดูแลผลิตภัณฑ์และพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของ StashAway โดยเธอมีประสบการณ์ด้านการลงทุนแบบ Multi-asset มากกว่า 20 ปี ซึ่งก่อนที่จะเข้าร่วมกับ StashAway ในปี 2020 เธอเคยบริหารพอร์ตการลงทุนให้กับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Goldman Sachs และ Family Offices ขนาดหลายพันล้านดอลลาร์ฯ ภายในภูมิภาค

Justin Jimenez, Head of Macro and Investment Research
คุณ Justin มีประสบการณ์ด้านการวิจัยเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่าทศวรรษ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างมุมมองเศรษฐกิจโลกและสินทรัพย์ต่างๆ ให้ทีมงานด้านการลงทุนของ StashAway โดยก่อนที่จะเข้าทำงานกับ StashAway ในปี 2022 คุณ Justin เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ Bloomberg
References
- J.P. Morgan Asset Management. (2025). Is AI already driving US growth? Retrieved from: https://am.jpmorgan.com/us/en/asset-management/adv/insights/market-insights/market-updates/on-the-minds-of-investors/is-ai-already-driving-us-growth
- Fortune. (2025). Data centers accounted for all of US GDP growth in early 2025, says Harvard’s Jason Furman. Retrieved from: https://fortune.com/2025/10/07/data-centers-gdp-growth-zero-first-half-2025-jason-furman-harvard-economist/
- McKinsey & Company. (2025). The cost of compute: A $7 trillion race to scale data centers. Retrieved from: https://www.mckinsey.com/industries/technology-media-and-telecommunications/our-insights/the-cost-of-compute-a-7-trillion-dollar-race-to-scale-data-centers
- Morningstar. (2025). This is an AI boom, not a bubble, says Alger Funds CEO Dan Chung. Retrieved from: https://www.morningstar.com/markets/this-is-an-ai-boom-not-bubble-says-alger-funds-ceo-dan-chung
- MIT Sloan School of Management. (2025). How artificial intelligence impacts the US labor market. Retrieved from: https://mitsloan.mit.edu/ideas-made-to-matter/how-artificial-intelligence-impacts-us-labor-market
- The Wall Street Journal. (2025). AI data centers create jobs — just not as many as you think. Retrieved from: https://www.wsj.com/tech/ai-data-center-job-creation-48038b67
- Reuters. (2025). US government shed 300,000 workers this year, Trump’s HR chief forecasts. Retrieved from: https://www.reuters.com/legal/litigation/us-government-shed-300000-workers-this-year-trumps-hr-chief-forecasts-2025-08-14/
- Bloomberg. (2025). China tightens exports of rare earths and related technology. Retrieved from: https://www.bloomberg.com/news/articles/2025-10-09/china-tightens-exports-of-rare-earths-and-related-technology
หมายเหตุ:
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน; ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอ คำแนะนำ คำเชื้อเชิญ หรือการชักชวนให้ท่านซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือเข้าทำธุรกรรมใดๆ
ข้อมูลนี้ไม่ได้จัดเตรียมขึ้นโดยคำนึงถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลของท่าน (เช่น วัตถุประสงค์การลงทุน สถานการณ์ทางการเงิน หรือความต้องการโดยเฉพาะ) ท่านควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการเงิน บัญชี ภาษี กฎหมาย และด้านอื่นๆ ของท่านเอง


