Weekly Buzz: AI ขับเคลื่อนตลาดหุ้น กับการฟื้นตัวของจีนที่เริ่มสะดุด

20 May 2023

🤖 ถ้าไม่มีกระแส AI สถานการณ์ตลาดหุ้นปีนี้คงจะแตกต่างมาก

หลังจาก OpenAI เปิดตัว ChatGPT ที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลกเมื่อปลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างพยายามหาโอกาสในการลงทุนจากเทรนด์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผู้นำของบริษัทขนาดใหญ่ต่างพยายามพิสูจน์ให้นักลงทุนเห็นว่าองค์กรเชี่ยวชาญและสามารถนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้เพื่อเร่งการเติบโต เพิ่มรายได้และประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้ โดยในไตรมาส 1 การแถลงผลการดำเนินงานของหลายบริษัทมีการพูดถึง AI (ปัญญาประดิษฐ์) มากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

งานวิจัยล่าสุดจาก Societe Generale ระบุว่าความร้อนแรงของกระแส AI ในปีนี้เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 และหากไม่มีผลตอบแทนที่ดีจากหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ดัชนี S&P 500 จะปรับตัวลดลง 2% แทนที่จะเติบโตขึ้นถึง 8% ในปีนี้

สิ่งนี้อาจไม่น่าแปลกใจ เพราะเมื่อเจาะลึกไปดูหุ้นของบริษัทที่ถูกมองว่าเป็นผู้ชนะด้าน AI เช่น Nvidia, Microsoft, Alphabet และอื่นๆ ได้ปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยในปีนี้ราคาหุ้นของ Nvidia เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ขณะที่ ราคาหุ้น Microsoft ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ซึ่งเข้าใกล้ราคา All-time High หลังจากที่ลงทุน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน OpenAI ในเดือน ม.ค. นอกจากนี้ราคาหุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google ยังพุ่งขึ้นมากกว่า 10% ในสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากประกาศแผนที่จะเชื่อมต่อ AI กับ Search Engine และผลิตภัณฑ์อื่นๆ

แล้วเรื่องนี้ส่งผลต่อนักลงทุนอย่างไร?  

สำหรับเทรนด์ AI ที่กำลังได้รับความสนใจนี้ เรามี 2 แนวทางในการลงทุนเพื่อเพิ่ม Exposure ในขณะที่ยังอยู่ในระดับความเสี่ยงที่เหมาะกับคุณ:

  1. พอร์ต General Investing ซึ่งมีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกและครอบคลุมกลุ่มธุรกิจที่กำลังมาแรงนี้
  2. ลงทุนแบบเน้นเฉพาะกลุ่มธุรกิจด้านเทคโนโลยีเบื้องหลัง ผ่านธีม Technology Enablers ใน Thematic Portfolio ซึ่งลงทุนในกลุ่มธุรกิจ AI, โรโบติกส์ และเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่นๆ 

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize

📊 การฟื้นตัวของจีนเริ่มสะดุด

หลังจากจีนเริ่มต้นปีอย่างแข็งแกร่ง ข้อมูลทางเศรษฐกิจล่าสุดกลับพบว่าการฟื้นตัวอาจชะลอตัวลง โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน เม.ย. ขยายตัวที่ 5.6% YoY ขณะที่ยอดค้าปลีกขยายตัว 18.4% ซึ่งตัวเลขทั้งสองต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

แม้ตัวเลขเหล่านี้จะดูสูง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงนี้ของปีที่แล้วที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนร่วงลงอย่างมากจากผลกระทบของนโยบาย Zero-COVID ซึ่งมีการล็อกดาวน์ในหลายเมืองหลัก ที่สำคัญหากดูข้อมูลแบบรายเดือน (MoM) การเติบโตนี้ได้ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเหตุผลที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนได้ส่งสัญญาณว่าอาจมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น

🎓 ศัพท์โลกการลงทุน: Economic Stimulus 

Economic Stimulus คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเปรียบได้กับช็อต Espresso ที่ช่วยให้เราสดชื่น มีพลังพร้อมเดินหน้าต่อได้ เป็นความพยายามของภาครัฐในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยจะสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุน เช่น การลดหย่อนภาษี การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น


แชร์บทความนี้
  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

อยากอ่านเพิ่ม?

เราหวังว่าคุณจะได้ประโยชน์ จากบทความของเราร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนอีกหลายแสนคนที่ต้องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสมัครรับบทความและบทวิเคราะห์ของเราที่จะส่งตรงถึงอีเมลของคุณ