Weekly Buzz: 🤖 ชาติใดจะได้ประโยชน์จาก AI มากที่สุด

23 February 2024

ไม่ใช่แค่บริษัทเทคโนโลยีเท่านั้นที่จะได้รับผลประโยชน์และกำไรที่เพิ่มขึ้นจากนวัตกรรม AI แต่อันที่จริง เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่างๆ จะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลกของเราเช่นกัน โดยงานวิจัยล่าสุดของ Capital Economics ได้จัดอันดับประเทศที่จะได้ประโยชน์จาก AI ซึ่งแตกต่างกันออกไป

งานวิจัยบอกอะไร?

AI จะสามารถเพิ่ม Productivity ในประเทศต่างๆ ได้มากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ข้อ ได้แก่ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี (Innovation) ความแพร่หลายของการใช้เทคโนโลยีในหลายภาคส่วน (Diffusion) รวมถึงความสามารถในการโยกย้ายแรงงานและเงินทุนที่ถูกแทนที่โดย AI (Adaptation) 

นักวิจัยจาก Capital Economics ใช้ Indicator 40 ตัวเพื่อให้คะแนนกับ 33 ประเทศ โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านบนทั้ง 3 ข้อ จากนั้นจึงนำคะแนนทั้งหมดมารวมกันเพื่อจัดอันดับประเทศที่จะได้ประโยชน์จาก AI มากที่สุด

ผลปรากฏว่าสหรัฐได้อันดับที่ 1 โดยงานวิจัยคาดว่า Productivity ของสหรัฐจะเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2.3% ต่อปีในทศวรรษ 2030 ซึ่งมากกว่าในยุคอินเทอร์เน็ตบูมในช่วงทศวรรษ 1990 เล็กน้อย 

‘4 เสือแห่งเอเชีย’ (ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวันและเกาหลีใต้) รวมถึงอังกฤษ ล้วนติดอันดับ Top 10 ส่วนจีนอยู่อันดับที่ 16 เพราะแม้จีนจะมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและมีเม็ดเงินลงทุนในระดับสูง แต่ก็ถูกบดบังด้วยกฎระเบียบอันเข้มงวด ซึ่งจะฉุดรั้งความแพร่หลายของเทคโนโลยี AI

เรื่องนี้ส่งผลต่อนักลงทุนอย่างไร?

นักลงทุนควรพิจารณากระจายการลงทุนในหลากหลายกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์จาก AI โดยรวม เพราะ AI จะถูกนำมาใช้งานในหลายภาคส่วน ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคาหุ้น 

ก่อนหน้านี้ กระแส AI ช่วยให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงจนทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ และมีราคาที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาก ดังนั้นการสำรวจประเทศอื่นๆ ที่จะได้รับประโยชน์จาก AI อาจทำให้คุณพบโอกาสลงทุนที่น่าสนใจกว่า โดยธีม Technology Enablers ภายใต้ Thematic Portfolio ของเรา ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากทั่วโลก อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการมีส่วนร่วมกับ Trend เปลี่ยนโลกในครั้งนี้

💡 Investors’ Corner: บทเรียนจากการลดดอกเบี้ยตลอด 96 ปี

ปัจจุบัน นักลงทุนจำนวนมากคาดหวังว่า Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีนี้ ดังนั้นจึงอาจเป็นเรื่องดีที่จะศึกษาว่าปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อการลงทุนของเราอย่างไร

โดย Schroders บริษัทจัดการลงทุนชื่อดังของอังกฤษ ได้ทำการศึกษาช่วงที่มีการลดดอกเบี้ย 22 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1928 พบว่าหุ้นทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี ภายใน 1 ปีนับตั้งแต่มีการลดอัตราดอกเบี้ยลง

ตามสถิติในอดีต พบว่า ในช่วง 12 เดือนหลังจาก Fed เริ่มลดดอกเบี้ยลง หุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่าอัตราเงินเฟ้อถึง 11% และมากกว่าการถือเงินสดประมาณ 9%

ดอกเบี้ยที่ลดลงอาจทำให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นได้ เพราะอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Risk-free Rate) จากพันธบัตรรัฐบาลก็จะลดลงเช่นเดียวกัน ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงมีความน่าสนใจมากขึ้น

หากพิจารณาสภาพเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว ผลตอบแทนจากหุ้นยิ่งน่าประทับใจมากขึ้น เพราะ 16 ครั้งจากทั้งหมด 22 ครั้งเมื่อ Fed เริ่มลดดอกเบี้ย เศรษฐกิจสหรัฐนั้นเข้าสู่ภาวะ Recession ไปเรียบร้อยแล้ว หรือเกิด Recession หลังจากนั้นภายใน 1 ปี 

แน่นอนว่าผลตอบแทนจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นหากเศรษฐกิจไม่เข้าสู่ Recession แต่แม้จะเกิด Recession ผลตอบแทนของหุ้นก็ยังเป็นบวกได้อยู่ดี ดังนั้น Takeaway ของเรื่องนี้ คือ นักลงทุนไม่ควรกังวลเรื่อง Recession มากจนเกินไป และการ Stay Invested จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ในระยะยาว

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize

🎓Simply Finance: Risk-free Rate

Risk-free Rate คืออัตราผลตอบแทนของการลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยง โดยส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำมาก เช่น พันธบัตรสหรัฐ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าโอกาสที่รัฐบาลสหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้นั้นต่ำมาก โดยนักลงทุนจะใช้ Risk-free Rate เป็น Benchmark เพื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนประเภทอื่นๆ ว่าให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นหรือไม่


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

อยากอ่านเพิ่ม?

เราหวังว่าคุณจะได้ประโยชน์ จากบทความของเรา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนอีกหลายแสนคนที่ต้องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสมัครรับบทความและบทวิเคราะห์ของเราที่จะส่งตรงถึงอีเมลของคุณ