Weekly Buzz: ทำไมเราถึงควรกระจายการลงทุนทั่วโลก?
เป็นเวลาหลายปีที่แผนการลงทุนดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ นั่นก็คือ ‘ลงทุนในสหรัฐ’ ซึ่งการลงทุนในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกก็ยังคงเป็นการตัดสินใจที่ดี (เหมือนที่เราได้นำเสนอไปเมื่อสัปดาห์ก่อนเกี่ยวกับมุมมองของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ที่มีต่อสหรัฐในช่วงที่เหลือของปี 2026) อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัวขึ้นภายนอกสหรัฐในตอนนี้ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
เกิดอะไรขึ้น?

เมื่อปี 2025 หุ้นนอกสหรัฐทำผลงานได้เหนือกว่าหุ้นสหรัฐ และยังคงทำได้ดีกว่าในปี 2026 นี้ โดยเมื่อปีที่แล้ว ดัชนี FTSE All-World excluding-US Index ให้ผลตอบแทน 33% ขณะที่ดัชนี S&P Emerging Broad Markets Index ให้ผลตอบแทนราว 24% เมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500 ที่ทำได้ 18% ข้อสังเกตคือ ผลตอบแทนส่วนใหญ่ของตลาดเกิดใหม่นั้นมาจากหุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ และ AI ของเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งคำถามที่ยังคงเปิดกว้างคือ Momentum เหล่านี้จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องหรือไม่?
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Fidelity ระบุว่า หุ้นขนาดใหญ่นอกสหรัฐ ยังคงซื้อขายกันในราคาที่ต่ำกว่าหุ้นสหรัฐอยู่ราว 30% หากคำนวณจากอัตราส่วนราคาต่อกำไรคาดการณ์ (Forward P/E) และต่ำกว่าถึง 50% หากคำนวณจากอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B Ratio) อย่างไรก็ตาม แม้ส่วนต่างนี้จะดูน่าดึงดูด แต่ตลาดที่มีราคาอยู่ในระดับต่ำก็อาจถูกแช่แข็งอยู่แบบนั้นได้เป็นปีๆ ดังนั้น การประเมินมูลค่า (Valuation) เพียงอย่างเดียว จึงอาจไม่ใช่เหตุผลที่น่าเชื่อถือพอในการปรับพอร์ตการลงทุนระยะยาว
ความน่าดึงดูดของหุ้นนอกสหรัฐรอบนี้อยู่ที่ ‘ปัจจัยขับเคลื่อน’ ไม่ใช่แค่ราคา เช่น ในยุโรป การใช้จ่ายด้านความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐานเริ่มฟื้นตัวขึ้น นำโดยเยอรมนีที่ยอมขยายเพดานหนี้ที่เคยตรึงไว้นานหลายปี ส่วนในญี่ปุ่น ก็เริ่มเห็นผลลัพธ์จากการปฏิรูปบรรษัทภิบาลที่ทำมานานนับสิบปี เมื่อบวกกับอัตราเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริง (หักเงินเฟ้อ) เม็ดเงินต่างชาติจึงไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นญี่ปุ่น เป็นมูลค่าสุทธิถึง 5.4 ล้านล้านเยนในปี 2025 ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013 หากนับเป็นรายปี
(อ่านบทวิเคราะห์การกระจายการลงทุนในหลากหลายประเทศทั่วโลกได้ใน 2026 Macro Outlook: ว่ากันด้วย ‘FACTs’ ล้วนๆ)
Key Takeaway
หากพอร์ตของคุณพึ่งพาแต่ดัชนี S&P 500 เป็นหลัก ไส้ในของมันก็อาจ ‘ไม่ได้กระจายความเสี่ยง’ มากอย่างที่คุณคิด แม้ดัชนีนี้จะประกอบไปด้วยบริษัทชั้นนำถึง 500 แห่ง แต่สัดส่วนดังกล่าวไม่ได้ถูกแบ่งอย่างเท่าเทียม โดยปัจจุบัน บริษัทที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรก มีสัดส่วนเกือบ 40% ของทั้งดัชนี (พุ่งขึ้นจากราว 20% เมื่อทศวรรษก่อน) และแค่กลุ่มเทคโนโลยีเพียงกลุ่มเดียว ก็มีสัดส่วนมากถึงประมาณ 1 ใน 3 ของดัชนี
ทั้งนี้ สหรัฐยังคงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับพอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่ แต่แรงขับเคลื่อนจากฝั่งยุโรป ญี่ปุ่น และภูมิภาคอื่นๆ เปรียบเสมือนการติดตั้ง ‘เครื่องยนต์ตัวที่สอง’ เข้าไปในพอร์ตการลงทุน ซึ่งในระยะยาว การมีส่วนร่วมกับการเติบโตที่หลากหลาย คือวิธีที่จะทำให้พอร์ตสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในทุกสถานการณ์
(หากคุณกำลังมองหาพอร์ตที่คุณสามารถเลือกลงทุนได้ทั่วโลก ลองดู Flexible Portfolio ของเรา)
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ทองคำขึ้นแท่นสินทรัพย์อันดับหนึ่งของธนาคารกลางทั่วโลก

ทองคำได้เบียดแซงหน้าพันธบัตรสหรัฐ ขึ้นเป็นสินทรัพย์สำรองที่ธนาคารกลางทั่วโลกเลือกถือครองมากที่สุดเรียบร้อยแล้ว โดยรายงานฉบับใหม่จากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า ปัจจุบันทองคำมีสัดส่วนสูงถึง 27% ของทุนสำรองระหว่างประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 20% ในปีก่อนหน้า ในทางกลับกัน พันธบัตรสหรัฐกลับมีสัดส่วนลดลงจาก 25% เหลือ 22%
แม้ว่าพันธบัตรสหรัฐจะเคยครองแชมป์สินทรัพย์ Safe-haven มานานหลายทศวรรษ แต่ในตอนนี้กำลังเกิดจุดเปลี่ยนจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ‘ความต้องการซื้อ’ โดยธนาคารกลางต่างๆ ได้แห่ซื้อทองคำตั้งแต่ปี 2022 นำโดยจีน โปแลนด์ ตุรกี และอินเดีย แม้ว่าความเร็วในการเข้าซื้อจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 850 ตันในปี 2025 หลังจากที่ซื้อมากกว่า 1,000 ตันต่อปี ติดต่อกันมาตลอด 3 ปีก่อนหน้านั้น
ปัจจัยที่สองคือ ‘ราคา’ เนื่องจากทุนสำรองของธนาคารกลางจะถูกวัดมูลค่าตามราคาตลาด (Market Value) ดังนั้น เมื่อราคาทองคำพุ่งขึ้นราว 2 เท่าในช่วง 2 ปีจนถึงสิ้นปี 2025 ทองคำแท่งที่เก็บอยู่ในคลังของธนาคารกลางต่างๆ จึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งทาง ECB ตั้งข้อสังเกตว่า หากคำนวณด้วยราคาทองคำของปี 2023 พันธบัตรสหรัฐก็จะยังคงมีมูลค่านำหน้าอยู่
หากมองในภาพรวม สินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์ฯ ยังคงครองส่วนแบ่งที่ใหญ่ที่สุดในทุนสำรองทั้งหมดที่ 42% สิ่งนี้สะท้อนว่าธนาคารกลางต่างๆ อาจไม่ได้ทิ้งเงินดอลลาร์ฯ ทั้งหมด แต่เลือกที่จะกระจายความเสี่ยง ซึ่งเป็นหลักการแบบเดียวกันที่จะส่งผลดีต่อทุกพอร์ตการลงทุนนั่นเอง

(คุณสามารถลงทุนในทองคำได้ง่ายๆ ผ่าน Flexible Portfolio ของเรา)
เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize

