Weekly Buzz: 🌸 สิ้นสุดยุคดอกเบี้ยติดลบของญี่ปุ่นที่ยาวนานกว่า 8 ปี

29 March 2024

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

อยากอ่านเพิ่ม?

เราหวังว่าคุณจะได้ประโยชน์ จากบทความของเรา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนอีกหลายแสนคนที่ต้องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสมัครรับบทความและบทวิเคราะห์ของเราที่จะส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2007 หรือ 17 ปีที่แล้ว ทำให้ญี่ปุ่นสิ้นสุดยุคดอกเบี้ยติดลบที่กินเวลายาวนานถึง 8 ปี Weekly Buzz จึงอยากพาทุกคนเจาะลึกการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์นี้

ทำไม BOJ ขึ้นดอกเบี้ย?

เศรษฐกิจญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภาวะเงินฝืดมาอย่างยาวนาน (อ่านเพิ่มเติมเรื่องภาวะเงินฝืดได้ที่นี่) โดยก่อนหน้านี้ BOJ พยายามแก้ปัญหาเงินฝืดด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ในแดนลบตั้งแต่ปี 2016 เพื่อให้ต้นทุนการกู้ยืมถูกลงและกระตุ้นการใช้จ่าย แต่การตัดสินใจครั้งล่าสุดทำให้อัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นกลับมาอยู่ในแดนบวกอีกครั้ง

BOJ ยังประกาศยกเลิกนโยบาย Yield Curve Control ที่มีไว้เพื่อควบคุมอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นกำลังลดมาตรการแทรกแซงตลาดเงิน ซึ่งทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น โดย BOJ คาดว่าเงินเฟ้อจะยังเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับเป้าหมายที่ 2%

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เชื่อได้ว่า ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศต่อไป หนึ่งในนั้นคือ การที่สหภาพแรงงานที่มีสมาชิกราว 7 ล้านคน บรรลุข้อตกลงที่จะขึ้นค่าจ้างแรงงาน 5.3% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 และยังมากกว่าอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันที่ 2.2% กว่า 2 เท่า ดังนั้น แรงงานญี่ปุ่นจะมีเงินไว้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกมาก

Key Takeaways คือ?

เมื่อปัญหาเงินฝืดเริ่มคลี่คลาย ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่โดดเด่นในทวีปเอเชีย ซึ่งหากคุณต้องการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น คุณอาจพิจารณา Flexible Portfolio ของเรา ที่ให้คุณออกแบบการลงทุนได้ด้วยตัวเอง เพียงกดเลือก ‘ญี่ปุ่น’ ที่อยู่ภายใต้สินทรัพย์ ‘หุ้นทั่วโลก’ คุณก็สามารถมีส่วนร่วมกับการเติบโตของญี่ปุ่นได้โดยตรง

💡 Investors’ Corner: โครงสร้างประชากรโลกกำลังเปลี่ยนแปลง

UN ประเมินว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ล้านคน มาอยู่ที่ 9,700 ล้านคนภายในปี 2050 แต่ 3 ใน 4 ของประเทศทั้งหมดอาจไม่สามารถรักษาจำนวนประชากรให้มั่นคงได้ แล้วเหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลอย่างไรต่อนักลงทุน?

ประการแรก ต้องอย่าลืมว่าอัตราการเกิดในแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกัน โดยคาดกันว่าการขยายตัวของประชากรส่วนใหญ่ในอนาคตจะมาจาก Emerging Market โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา (Sub-Saharan Africa)

สำหรับประเทศที่มีจำนวนประชากรลดลง สุดท้ายก็จะมีจำนวนแรงงานที่ลดลง และเพิ่มแรงกดดันให้ระบบบำนาญของประเทศนั้นๆ โดยประเทศพัฒนาแล้วบางแห่งได้เผชิญกับปัญหาดังกล่าวแล้วในขณะนี้ เช่น เกาหลีใต้ที่อัตราการเกิดลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่ 0.72 เมื่อปีที่แล้ว

ในทางกลับกัน ประเทศที่จำนวนประชากรขยายตัว ก็จะมีแรงงานวัยหนุ่มสาวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่ม Productivity ในประเทศเหล่านั้น เช่นเดียวกับจำนวนผู้บริโภคที่จะเพิ่มขึ้นทำให้บริษัทต่างๆ มีฐานลูกค้าที่จะขายสินค้าและบริการมากขึ้นไปด้วย โดย StashAway เคยวิเคราะห์ไว้ว่าประชากรเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียในระยะยาว

แต่ต้องไม่ลืมว่า การเปลี่ยนแปลงระดับโลกนี้ไม่ได้เกิดเพียงชั่วข้ามคืน โดยวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ คือ ลงทุนในพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีในหลากหลายภูมิภาคและสินทรัพย์ทั่วโลก

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize

🎓Simply Finance: อัตราดอกเบี้ยติดลบ

ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยติดลบ ถ้าคุณนำเงินไปฝากธนาคาร คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคาร แทนที่จะได้ดอกเบี้ยจากธนาคารเหมือนที่เราคุ้นเคยกัน

แม้จะดูขัดแย้งในความรู้สึก แต่มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อการนำเงินไปฝากไว้ในธนาคารต้องจ่ายดอกเบี้ย เท่ากับว่า ผู้บริโภคจะถูกส่งเสริมให้ใช้จ่ายเงินมากขึ้น ขณะที่ ธนาคารก็จะมีแรงจูงใจในการปล่อยกู้มากขึ้น ทำให้ Demand ของสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เงินเฟ้อร้อนแรงขึ้นตามไปด้วย


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

อยากอ่านเพิ่ม?

เราหวังว่าคุณจะได้ประโยชน์ จากบทความของเรา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนอีกหลายแสนคนที่ต้องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสมัครรับบทความและบทวิเคราะห์ของเราที่จะส่งตรงถึงอีเมลของคุณ