Weekly Buzz: ภาษีนำเข้าของ Trump ยังวุ่นวายไม่จบ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลสูงสุดของสหรัฐได้มีคำสั่งยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าแบบเหมารวมของ Donald Trump โดยตัดสินว่าประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบันทำเกินขอบเขตอำนาจที่ได้รับตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)

เกิดอะไรขึ้น?
เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำตัดสิน ประธานาธิบดี Trump ได้ตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการประกาศภาษีนำเข้าแบบเหมาเข่งครั้งใหม่ที่ 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมด โดยหันไปใช้อำนาจตามกฎหมาย 1974 Trade Act แทน และภายในวันเสาร์ (21 ก.พ.) เขาก็ขยับตัวเลขภาษีนำเข้าขึ้นเป็น 15% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่กฎหมายฉบับนี้อนุญาต
ผลที่ตามมาคือ หลายประเทศที่เคยแบกภาระภาษีจากมาตรการเดิมเริ่มหายใจคล่องขึ้น โดย Morgan Stanley คาดว่าอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของทวีปเอเชียจะลดลงเหลือ 17% จากเดิม 20% ขณะที่จีนลดลงเหลือ 24% จาก 32% แต่กลับกัน ประเทศที่เคยเจรจาขอลดอัตราภาษีได้ก่อนหน้านี้ เช่น อังกฤษ สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย อาจต้องเตรียมจ่ายภาษีในอัตราที่สูงขึ้น

ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 ก.พ.) เนื่องจากความสับสนเรื่องนโยบายการค้าของสหรัฐได้กลับมาอีกครั้ง โดยข้อมูลจาก Yale Budget Lab ระบุว่าปัจจุบันอัตราภาษีนำเข้าที่ถูกเรียกเก็บจริงในสหรัฐอยู่ที่ 13.7% (ลดลงจาก 16% ก่อนมีคำตัดสินของศาล) และหากภาษีนำเข้า 15% รอบใหม่นี้สิ้นสุดลงหลังผ่านไป 150 วันตามที่กฎหมายกำหนด อัตราภาษีที่ถูกเรียกเก็บจริงก็จะดิ่งลงไปอยู่ที่ 9.1%
Key Takeaway
เราเคยเห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว โดยหลังจากมีคำขู่เรื่องภาษีนำเข้าก็มักจะตามมาด้วยการผ่อนปรนหรือการหาช่องว่างทางกฎหมาย และแม้ข่าวการประกาศภาษีนำเข้าในอดีตมักจะทำให้เกิดแรงเทขายหุ้นอย่างหนัก แต่รอบนี้ปฏิกิริยาของตลาดค่อนข้างเงียบเหงา เพราะ Trader ส่วนใหญ่เริ่มดักทางได้ว่าในที่สุดนโยบายนี้จะมีการถอยกลับหรือปรับแก้ใหม่ในภายหลัง
สำหรับนักลงทุนระยะยาว บทเรียนเดิมยังคงใช้ได้เสมอ นั่นก็คือ การกระจายการลงทุนทั่วโลก จะช่วยให้พอร์ตของคุณไม่ต้องขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ขณะที่ การลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยวิธี DCA ก็จะช่วยให้คุณสามารถซื้อสินทรัพย์ได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงจากความกลัวเพียงชั่วคราว
(หากคุณกำลังมองหาพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีทั่วโลก ลองดูพอร์ต General Investing ของเรา)
Investor’s Corner: เมื่อกระแสโซเชียลพากันแตกตื่น แต่ปัจจัยพื้นฐานกลับสวนทาง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บทวิเคราะห์ของ Citrini Research ที่เป็นกระแสอยู่ในเวลานี้ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาด โดยมีการจำลองเหตุการณ์ในปี 2028 ว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานรายได้สูงอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่การว่างงานเป็นวงกว้างและทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ของสหรัฐถูกเทขายอย่างหนัก และดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงราว 1% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 ก.พ.)
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ครบทุกมุม ฉากทัศน์ดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ค่อนข้างจำกัดและมองไปข้างหน้าเพียงด้านเดียว เช่น การคาดการณ์ว่าแรงงานจะถูกเลิกจ้างอย่างรวดเร็วภายใน 2 ปีข้างหน้า โดยที่รัฐบาลไม่มีมาตรการตอบโต้เชิงนโยบายใดๆ รวมถึงสถานการณ์ที่ Productivity พุ่งสูงขึ้น แต่ Demand ทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับพังทลายลงพร้อมกัน
ในช่วงที่ความกังวลปกคลุมตลาด กระแสข่าวแบบนี้สามารถทำให้ความผันผวนของตลาดทวีความรุนแรงขึ้นได้ แต่ภาพจำลองดังกล่าวยังคงเป็นเพียง ‘สมมติฐาน’ เท่านั้น เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของ AI จะขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายด้านที่ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการนำเทคโนโลยีมาใช้ พฤติกรรมของภาคธุรกิจและการตอบสนองเชิงนโยบายจากภาครัฐ
นั่นหมายความว่า ปฏิกิริยาของตลาดในระยะสั้นอาจสะท้อนถึง ‘ความคาดหวังที่เปลี่ยนไป’ มากกว่า ‘การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน’ ซึ่งในระยะยาว ผลการดำเนินงานของตลาดมักจะถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานอย่างกำไรและการเติบโตของบริษัท เพราะสุดท้ายแล้วราคาหุ้นจะสะท้อนถึงผลประกอบการที่แท้จริง
จริงอยู่ที่ AI คือเทคโนโลยีที่เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ แต่ความปั่นป่วนมักมาคู่กับโอกาสเสมอ โดย Goldman Sachs คาดการณ์ว่า AI อาจช่วยดันอัตราการเติบโตของ Productivity ในสหรัฐได้ถึง 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ (ppt) ต่อปีตลอดทศวรรษหน้า ซึ่งสำหรับนักลงทุนระยะยาว การกระจายความเสี่ยงและการโฟกัสไปที่ปัจจัยพื้นฐาน ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการคว้าโอกาสเติบโต โดยไม่หลงไปตามกระแสข่าวที่ทำให้ตลาดผันผวนเพียงชั่วคราว
(อ่านมุมมองเพิ่มเติมของเราเกี่ยวกับ AI ได้ใน 2026 Macro Outlook: ว่ากันด้วย ‘FACTs’ ล้วนๆ)
เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize