เกิดอะไรขึ้น ทำไมค่าเงินทั่วโลกถึงผันผวน?

31 October 2022
Freddy Lim and Stephanie Leung
CIO Office

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

อยากอ่านเพิ่ม?

เราหวังว่าคุณจะได้ประโยชน์ จากบทความของเรา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนอีกหลายแสนคนที่ต้องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสมัครรับบทความและบทวิเคราะห์ของเราที่จะส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

เมื่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น หลายประเทศทั่วโลกตอบสนองอย่างไร และทำไมสถานการณ์นี้อาจสร้างความผันผวนในตลาดให้ยิ่งสูงขึ้น

ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาแม้เงินดอลลาร์สหรัฐดูจะชะลอการแข็งค่าแต่โดยภาพรวมยังแข็งค่าอย่างมาก และมีบางช่วงใกล้เคียงกับปี 2002 ขณะที่นับจากต้นปีนี้ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นราว 22% เมื่อเทียบกับเงินเยนญี่ปุ่น แข็งค่าขึ้น 13% เมื่อเทียบกับเงินยูโร และแข็งค่าขึ้นโดยเฉลี่ยมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับประเทศหลักในกลุ่มตลาดเกิดใหม่

คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นส่งผลต่อการลงทุนอย่างไร จาก CIO Insights เดือนสิงหาคมของเรา อย่างไรก็ตามสาเหตุที่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอาจเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรง
  • ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นสกุลเงินปลอดภัย (Safe-haven)
  • เศรษฐกิจสหรัฐยังเติบโตดีกว่าประเทศอื่นๆ

ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นกลับส่งผลให้สกุลเงินอื่นๆ ต่างอ่อนค่าลง ดังนั้น CIO Insights เดือนนี้เราอยากชวนคุณมาหาคำตอบว่า หลายประเทศตอบสนองกับค่าเงินที่ผันผวนอย่างไร และเราสามารถเรียนรู้จากสถานการณ์ที่เงินอ่อนค่าลงในอดีตได้อย่างไรบ้าง

สกุลเงินทั่วโลกอ่อนค่าลง หลายประเทศรับมืออย่างไร

จากภาพด้านล่าง จะเห็นว่าหลายสกุลเงินปรับตัวอ่อนค่าลงนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 หลังจาก Fed เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและรุนแรง

สกุลเงินหลักทั่วโลกอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ นับจากต้นปี 2022

Oct22 CIO insights 1

อ้างอิง: StashAway, Bloomberg. ข้อมูล ณ 26 ตุลาคม 2022

เมื่อสกุลเงินต่างๆ ปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ย่อมส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้ต้นทุนการนำเข้าและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงจะทำให้หนี้ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นด้วย

ดังนั้น หลายประเทศเริ่มออกมาตรการดูแลหรือแทรกแซงค่าเงินมากขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับสกุลเงินในประเทศตนเอง โดยปกติรูปแบบการแทรกแซงค่าเงิน คือ ธนาคารกลางจะซื้อ (หรือขาย) สกุลเงินของประเทศตนเองเพื่อทำให้สกุลเงินของตนปรับแข็งค่าขึ้น (หรืออ่อนค่าลง)

  • ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ: Bank of Japan) ใช้เม็ดเงินกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นจากจุดต่ำสุดในรอบ 24 ปี ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 โดยการแทรกแซงครั้งนี้สามารถพยุงค่าเงินเยนไว้ได้เพียงระยะสั้นและกลับมาอ่อนค่ากลับสู่จุดต่ำสุดใหม่ จึงมีการคาดการณ์ว่าอาจมีการแทรกแซงค่าเงินเยนอีกครั้งเร็วๆ นี้
  • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการว่าในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศมากกว่า 6% เพื่อดูแลไม่ให้สกุลเงินในประเทศของตนอ่อนค่าลง
  • ในสหราชอาณาจักร (UK) ค่าเงินปอนด์ไม่เพียงแต่ เจอแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น แต่ยังได้รับผลกระทบจากการที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในนโยบายการเงินของอดีตนายกรัฐมนตรี Liz Truss โดยธนาคารกลางอังกฤษ (BOE: Bank of England) จึงต้องออกมาตรการเร่งด่วนในการซื้อตราสารหนี้เพื่อดูแลตลาดตราสารหนี้และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

กรณีศึกษา: สถานการณ์เงินอ่อนค่าครั้งสำคัญของโลก

เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกมีความเชื่อมโยงกัน เมื่อเกิดความผันผวนครั้งใหญ่กับสกุลเงินหลักย่อมส่งผลในวงกว้าง และอาจส่งผลกระทบไปทั่วโลก ดังนั้น เรามาย้อนดูวิกฤตค่าเงินที่เคยเกิดขึ้นว่าแต่ละเหตุการณ์เป็นอย่างไร

วิกฤตการเงินในเอเชีย (The Asian Financial Crisis)

วิกฤตการเงินในเอเชีย หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ วิกฤตต้มยำกุ้ง เริ่มขึ้นในปี 1997 เมื่อประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทจากที่ก่อนหน้าเคยมีนโยบายการตรึงค่าเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยได้มีการกู้ยืมในสกุลเงินต่างประเทศค่อนข้างมาก และยังเจอการโจมตีค่าเงินจากนักเก็งกำไรที่เห็นโอกาสทำกำไรจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้องใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมากเพื่อตรึงเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าลงไปอีก (โดยการขายดอลลาร์สหรัฐ และซื้อเงินบาท) ส่งผลให้ทุนสำรองของประเทศเริ่มหมดลง ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติต่างเร่งดึงเงินทุนออกจากประเทศต่างๆ ในเอเชีย เพราะมองว่าอาจมีแนวโน้มจะเกิดสถานการณ์แบบเดียวกัน จึงกลายเป็น Domino Effect หรือเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ที่ทำให้สกุลเงินในเอเชียอ่อนค่าลงทั้งภูมิภาค

หลังจากนั้น IMF เริ่มเข้ามาแทรกแซงผ่านการให้เงินกู้ เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ทั้งไทยและหลายประเทศในเอเชีย

วิกฤตค่าเงินปอนด์ในปี 1976 (Sterling Crisis)

กรณีเงินปอนด์ที่อ่อนค่าในปัจจุบัน อาจเห็นความคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในปี 1976 โดยในช่วงทศวรรษ 1970 เงินปอนด์อ่อนค่าเกิดจาก 3 ปัจจัยหลักอย่างอัตราเงินเฟ้อสูง (เข้าสู่ระดับ 25% ในปี 1976) ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง และการขาดดุลงบประมาณการคลัง ทำให้เงินปอนด์อ่อนค่าลงถึง 35% ในช่วงปี 1975-1976

รัฐบาลอังกฤษกังวลว่าเงินปอนด์อาจอ่อนค่าลงไปอีก จึงกู้ยืมเงินจาก IMF กว่า 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (วงเงินสูงสุดที่ IMF อนุมัติให้กู้ ณ ขณะนั้น) ซึ่งต้องแลกมาด้วยการปรับลดการใช้จ่ายของภาครัฐลงอย่างมาก

วิกฤตค่าเงินเกิดจากอะไร

วิกฤตค่าเงินเกิดขึ้นเมื่อสกุลเงินนั้นๆ อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ประเทศนั้นไม่มีกำลังในการใช้จ่าย ทั้งการนำเข้าสินค้า และการชำระหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศ (เพราะต้องใช้จำนวนเงินมากขึ้นตามการอ่อนค่าของสกุลเงินท้องถิ่น) วิกฤตค่าเงินเป็นสถานการณ์ที่คาดเดาได้ยาก แต่มักจะเกิดจากปัจจัยเหล่านี้

  • เศรษฐกิจในประเทศอ่อนแอ เช่น การขาดดุลอย่างต่อเนื่อง, การเติบโตอยู่ในระดับต่ำ, มีอัตราเงินเฟ้อสูง หรือขาดเสถียรภาพในระบบการเงิน
  • นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น หรือ มีการโจมตีค่าเงิน ส่งผลให้นักลงทุนเทขายค่าเงินและทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นๆ อ่อนค่าลง
  • นโยบายทางการเงินและการคลังที่เข้มงวด เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การปรับลดค่าใช้จ่ายทางการคลัง ซึ่งนโยบายเหล่านี้มักส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง

วิกฤตค่าเงินรอบนี้แตกต่างจากเดิมหรือไม่

ปัจจัยที่นำไปสู่วิกฤตค่าเงินนั้นคาดเดาได้ยาก แม้เราจะเห็นสถานการณ์ที่คล้ายกัน เช่น หลายประเทศมีหนี้สาธารณะสูงขึ้นจากช่วง Covid-19,การขาดดุลทางการค้าอย่างต่อเนื่อง แต่อาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่แตกต่างออกไปจากสถานการณ์ในอดีต:

UK: จับตาหนี้สาธารณะสูง และการสร้างความเชื่อมั่นของรัฐบาลใหม่

เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินปอนด์อ่อนค่าลงถึง 20% นับตั้งแต่กลางปี 2021 ซึ่งแม้จะยังไม่อ่อนค่าลึกถึง 35% เหมือนในช่วงปี 1975-1976 แต่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของระดับหนี้สาธารณะในอังกฤษ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น

ทั้งนี้ เศรษฐกิจอังกฤษยังต้องเจอกับความท้าทายคล้ายคลึงกับช่วงทศวรรษที่ 1970 ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ไต่สู่ระดับสูงที่ 10% ในช่วงกันยายน ซึ่งเกิดจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น และในไตรมาส 2 อังกฤษยังขาดดุลการค้าอยู่ที่ 4.3% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าในช่วงสิ้นปี 1974 ที่อยู่ระดับ 3.8% ของ GDP (ช่วงเวลาก่อนเกิดวิกฤตค่าเงินปอนด์ ปี 1976) ขณะที่ตัวเลขหนี้สาธารณะของอังกฤษในเดือนกันยายนที่ผ่านมาอยู่ที่ 98% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับเดียวกับในทศวรรษที่ 1960

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเมื่อ Rishi Sunak อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่ ทำให้ตลาดคลายความกังวลที่มีต่อแผนเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้า แต่รัฐบาลชุดใหม่ยังต้องเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการบริหารหนี้สาธารณะและการฟื้นฟูเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน

Oct22 CIO insights 2

อ้างอิง: Guardian, Office for Budget Responsibility และ ONS

ญี่ปุ่น: ทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง แต่การแทรกแซงค่าเงินอาจไม่มีประสิทธิภาพในระยะยาว

ในปีนี้เงินเยนอ่อนค่าลง 22% เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักมาจากนโยบายทางการเงินที่สวนทางกันระหว่างธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) โดย BOJ ยังรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่ Fed เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ญี่ปุ่นขาดดุลทางการค้ามากขึ้น ยิ่งส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง

แม้ญี่ปุ่นจะใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพยุงไม่ให้เงินเยนอ่อนค่าลงอีก แต่ยังคงมีทุนสำรองอยู่อีกราว 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงค่าเงินของรัฐบาลอาจช่วยประคองสถานการณ์ได้ในระยะสั้น แต่อาจไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืนในการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินเยนในระยะยาว

เอเชีย: สถานการณ์ดีกว่าต้มยำกุ้ง เพราะหนี้สาธารณะต่ำ - ทุนสำรองสูง

ปีนี้หลายสกุลเงินเอเชียอ่อนค่าลง แต่ยังไม่อยู่ในระดับที่รุนแรงเหมือนในปี 1997-1998 โดยปัจจุบันหลายประเทศในเอเชียมีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับต่ำ และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตการเงินเอเชีย (ต้มยำกุ้ง)

Oct22 CIO insights 3

อ้างอิง: StashAway, Bloomberg

ทั้งนี้ บางประเทศของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงเจอศึกหนัก โดยบางประเทศได้รับแรงกดดันจากระดับหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นซึ่งสะสมมาจากช่วงที่เกิด Covid-19 และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น รวมถึงผลจากสกุลเงินท้องถิ่นในประเทศของตนที่อ่อนค่าลง เช่น ในรัสเซียและศรีลังกา ที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นแล้ว

สถานการณ์นี้ส่งผลต่อนักลงทุนอย่างไร

เมื่อ Fed ยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจยังส่งผลให้สกุลเงินทั่วโลกปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่องได้ แต่หลายประเทศอาจมีปัจจัยเฉพาะที่ทำให้ค่าเงินผันผวนได้ เช่น สถานการณ์ปัจจุบันของอังกฤษ

สิ่งสำคัญ คือ แม้ Fed ส่งสัญญาณที่จะโฟกัสเพียงเศรษฐกิจสหรัฐ แต่คณะกรรมการบางส่วน เริ่มให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่อาจเกิดจากนโยบายของ Fed ซึ่งอาจส่งผลต่อตลาดและเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น

เพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการลงทุนและเศรษฐกิจสหรัฐได้ ในท้ายที่สุด Fed อาจต้องชะลอนโยบายการเงินที่เข้มงวดลง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2015-2018 ที่ Fed พักการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และหันมาอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแทน หลังจากที่ตลาดมีความผันผวนมากขึ้น

เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอตัวลง ตลาดจะเริ่มเห็นจุดสิ้นสุดที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้จะมีสัญญาณที่ดี แต่ในระยะสั้นอาจยังต้องเจอกับความท้าทาย ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ และสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

เพื่อรับมือกับความผันผวนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การลงทุนในพอร์ตที่มีกระจายความเสี่ยงที่ดี และการเก็บเงินสำรองเงินฉุกเฉินไว้เพียงพอ จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ โดย StashAway จะยังคงติดตามปัจจัยทางเศรษฐกิจ และสถานการณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนโยบายทางการเงิน ความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

อยากอ่านเพิ่ม?

เราหวังว่าคุณจะได้ประโยชน์ จากบทความของเรา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนอีกหลายแสนคนที่ต้องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสมัครรับบทความและบทวิเคราะห์ของเราที่จะส่งตรงถึงอีเมลของคุณ