CIO Insights: อยากมีเงินล้าน? ปล่อยให้เวลาทำงาน

10 August 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

เราอาจเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ระยะเวลาที่อยู่ในตลาดสำคัญกว่าการจับจังหวะตลาด” นักลงทุนหลาย ๆ คนเข้าใจหลักการนี้ดี แต่การลงมือทำจริงกลับไม่ง่ายนัก เพราะเมื่อตลาดทำจุดสูงสุดใหม่ เรามักรู้สึกว่ารอให้ราคาปรับลงก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า แต่เมื่อตลาดร่วงลงจริง ๆ ก็อาจอยากรอต่อจนกว่าจะถึงจุดต่ำสุด

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร เรามักได้รับคำถามจากนักลงทุนในทิศทางที่คล้ายกันเสมอ เช่น “ควรรอให้ตลาดปรับลงก่อนแล้วค่อยลงทุนไหม” “ควรลงทุนบ่อยแค่ไหน และควรลงทุนในอะไร” หรือ “การลงทุนแบบ DCA เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอหรือไม่”

เราลองมาดูขอเท็จจริงกัน นักลงทุนที่ลงทุนในดัชนี S&P 500 ปีละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐทุก ๆ ต้นปีอย่างสม่ำเสมอมาเป็นเวลา 30 ปี ในวันนี้เงินลงทุนจะเติบโตเป็นมากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากลงทุนมากขึ้นหรือเริ่มต้นเร็วขึ้น มูลค่าก็อาจเพิ่มขึ้นได้อีกหลายเท่า ผลลัพธ์นี้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานเพียงสองอย่าง คือ พลังของผลตอบแทนทบต้นในระยะยาว และการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ Dollar-cost averaging (DCA) ซึ่งหมายถึงการลงทุนอย่างสม่ำเสมอทั้งในแง่จำนวนเงินและรอบเวลาในการลงทุน

CIO Insights เดือนนี้จะพาไปวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังหลายสิบปี เพื่อดูว่าเหตุใดการอยู่ในตลาดให้นานจึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการพยายามจับจังหวะตลาด พร้อมแนะนำหลักการลงทุนสม่ำเสมอที่สามารถนำไปทำตามได้จริง และยังอธิบายเรื่องการลงทุนแบบลงเงินก้อนครั้งเดียว ว่ากรณีใดที่การลงทุนแบบนี้จะได้เปรียบ แต่ข้อสรุปนั้นชัดเจนว่า เวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มลงทุนคือตอนนี้

สรุปประเด็นสำคัญ

  • “ควรรอให้ตลาดปรับลงก่อนแล้วค่อยลงทุนไหม” คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่ควรรอ เพราะต้นทุนจากการรอสูงกว่าที่หลายคนคิด และสูงกว่าผลกระทบจากการเข้าลงทุนผิดจังหวะมาก หลาย ๆ คนยังลังเลที่จะเริ่มลงทุน เพราะกลัวว่าจะเข้าซื้อก่อนตลาดปรับฐาน หรือหวังว่าจะจับจังหวะที่ “ดีกว่า” ได้ แต่ในความเป็นจริง ตลาดขาขึ้นมักยาวนานและเกิดบ่อยกว่าตลาดขาลง ทำให้การรอจังหวะเข้าซื้อในช่วงตลาดตก มักให้ผลลัพธ์แย่กว่าการลงทุนอย่างสม่ำเสมอถึง 84% ของช่วงเวลาที่ศึกษาในทางกลับกัน ความเสียหายจากการเข้าลงทุนผิดจังหวะกลับไม่รุนแรงอย่างที่คิด ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา แม้แต่นักลงทุนที่เข้าซื้อในจังหวะที่แย่ที่สุด ก็ยังได้ผลตอบแทนมากกว่าการถือเงินสดถึง 4 เท่า กล่าวอีกแบบคือ การซื้อผิดเวลาอาจทำให้คุณได้ผลตอบแทนน้อยกว่ากรณีที่ดีที่สุด แต่การไม่ลงทุนเลยต่างหากที่ทำให้คุณพลาดโอกาสสร้างความมั่งคั่งไปเกือบทั้งหมด
  • “ควรลงทุนบ่อยแค่ไหน และควรลงทุนในอะไร” จริง ๆ แล้วความถี่ในการลงทุนแทบไม่ส่งผลต่อผลลัพธ์ สิ่งที่มีผลมากกว่าคือสินทรัพย์ที่เลือกลงทุน ไม่ว่าจะลงทุนปีละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐแบบรายปี รายไตรมาส รายเดือน หรือรายสัปดาห์ ผลตอบแทนโดยรวมแทบไม่ต่างกัน โดยเฉลี่ยยังอยู่ที่ราว 10.8% ต่อปี สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ความถี่ แต่คือการมีวินัยและทำให้การลงทุนเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ วิธีที่ง่ายที่สุดคือผูกการลงทุนเข้ากับรายได้ เช่น ลงทุนทุกครั้งที่ได้รับเงินเดือน
  • ปัจจัยที่มีผลต่อผลลัพธ์จริง ๆ คือ “ลงทุนในอะไร” เพราะ DCA ไม่สามารถทำให้สินทรัพย์ที่ไม่มีคุณภาพกลายเป็นการลงทุนที่ดีได้ หากการลงทุนกระจุกตัวอยู่กับหุ้นเพียงตัวเดียว หรือเลือกลงทุนในตลาดที่เติบโตต่ำ ผลลัพธ์ระยะยาวก็อาจตามหลังคนที่กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทั่วโลกจึงช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ และเป็นแนวทางพื้นฐานที่เราแนะนำสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่
  • “DCA เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอหรือไม่” สำหรับคนส่วนใหญ่ คำตอบคือใช่ เพราะการลงทุนเงินก้อนในครั้งเดียวจะได้เปรียบเฉพาะในบางเงื่อนไขเท่านั้น หากคุณมีเงินสดก้อนหนึ่งที่ยังไม่ได้ใช้งาน และสามารถรับความผันผวนระยะสั้นได้ การลงทุนทั้งหมดในครั้งเดียวมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่สูงกว่าอย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบนี้เกิดขึ้นแค่ในช่วงเริ่มต้นของการลงทุนเท่านั้น หลังจากนั้น ไม่ว่าจะลงทุนแบบเงินก้อนหรือทยอยลงทุน เงินทั้งหมดก็จะอยู่ในตลาดและได้รับผลตอบแทนในอัตราเดียวกันอยู่ดี เมื่อมองในระยะยาว ความแตกต่างจึงลดลงเหลือเพียงเล็กน้อยมาก

ในทางกลับกัน การทยอยลงทุนช่วยลดความผันผวนของจังหวะเข้าตลาด ทำให้ผลลัพธ์โดยรวมมีความสม่ำเสมอมากขึ้น และช่วยให้นักลงทุนรู้สึกสบายใจ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ถนัดกับการตัดสินใจลงทุนเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว

(ดูคำอธิบายศัพท์ที่ใช้ในบทความนี้ได้ท้ายบทความ)

“ควรรอให้ตลาดปรับลงก่อนแล้วค่อยลงทุนไหม”

นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่ลูกค้าถามเราบ่อยที่สุด โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดทำจุดสูงสุดใหม่ ๆ แทนที่จะยึดตามความรู้สึกทั่วไปที่ว่า “รอให้ตลาดย่อลงก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า” เราจึงนำแนวคิดนี้มาทดสอบด้วยข้อมูลจริง โดยออกแบบกลยุทธ์การลงทุนแบบง่าย ๆ ที่มีกฎชัดเจนและสามารถทำซ้ำได้ เราใช้ข้อมูลย้อนหลังของดัชนี S&P 500 ยาวนานกว่าห้าทศวรรษ ตั้งแต่ปี 1970 ถึงปัจจุบัน แล้ววัดผลตอบแทนของแต่ละกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ ทุกกฎที่ใช้เป็นกฎเชิงกลไก (mechanical rules) ที่นักลงทุนทั่วไปสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงa และนี่คือผลลัพธ์ที่เราพบ

การลงทุนอย่างสม่ำเสมอให้ผลตอบแทนดีกว่าการรอซื้อช่วงตลาดปรับฐานใน 84% ของช่วงเวลาที่เราศึกษา

ลองนึกภาพนักลงทุนสองคนที่กันเงินจำนวนเท่ากันไว้ทุก ๆ ต้นปีต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10 ปี นักลงทุนคนแรกนำเงินเข้าลงทุนทันทีที่ได้รับ ซึ่งก็คือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) ส่วนอีกคนจะนำเงินไปพักไว้ในพันธบัตรสหรัฐระยะสั้น (T-bills) และจะนำเงินทั้งหมดเข้าลงทุนก็ต่อเมื่อตลาดหุ้น S&P 500 ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดอย่างน้อย 20% ซึ่งเป็นนิยามของตลาดหมี เรานำสองกลยุทธ์นี้มาเปรียบเทียบกันในทุกช่วงเวลา 5 ปี 10 ปี และ 15 ปีที่เริ่มต้นต่างกัน (Rolling Periods) ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา

ตาม Exhibit 1 นักลงทุนที่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอได้รับผลตอบแทนดีกว่านักลงทุนที่รอจังหวะซื้อเมื่อตลาดปรับลงถึง 84% ของช่วงเวลา 10 ปี (Rolling 10-year Periods) และท้ายที่สุดได้รับผลตอบแทนสูงกว่าประมาณ 29% แม้ผลลัพธ์นี้อาจดูขัดกับความรู้สึก แต่ก็มีเหตุผลรองรับชัดเจน เพราะตลาดขาขึ้นมักอยู่นานกว่าตลาดขาลงมาก การถือเงินสดเพื่อรอจังหวะตลาดร่วงจึงเท่ากับพลาดช่วงเวลาที่ตลาดกำลังเติบโต ขณะที่ส่วนต่างที่ได้จากการซื้อที่จุดต่ำสุดมักเล็กน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่สูญเสียไประหว่างที่รอ

ผลลัพธ์ของการ DCA ไม่จำเป็นต้องรอนานหลายสิบปีจึงจะเห็นผล แม้จะมองในช่วงสั้น ๆ ทุกช่วงเวลา 5 ปี (5-year Rolling Periods) การลงทุนแบบ DCA ก็ยังให้ผลลัพธ์ปลายทางสูงกว่าประมาณ 13-20% ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการปรับฐาน ที่น่าสนใจคือช่วงเวลาที่ใช้กลยุทธ์ “รอจังหวะซื้อ” สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่ามีน้อยมาก และส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดหมีเกิดขึ้นบ่อย และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเป็นพิเศษ

ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งนักลงทุนรอให้ตลาดปรับตัวลงมากเท่าไร ผลตอบแทนที่ทำได้ยิ่งทิ้งห่าง ดังที่แสดงใน Exhibit 2 โดยการลงทุนแบบ DCA ให้ผลลัพธ์ดีกว่าในทุกระดับของการปรับฐานและทุกกรอบเวลาที่เราทดสอบ เมื่อพิจารณาทุกช่วงเวลา 10 ปี (10-year Rolling Periods) นักลงทุนที่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอมีผลตอบแทนรวมในปลายทางมากกว่าผู้ที่รอให้ตลาดปรับลง 10% อยู่ 18% มากกว่า 29% เมื่อเทียบกับผู้ที่รอการปรับฐาน 20% และมากกว่า 34% เมื่อเทียบกับผู้ที่รอให้ตลาดร่วง 30%

ตลาดอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะปรับลงถึงระดับที่คุณรออยู่

เหตุใดการรอจึงมีต้นทุนสูง? เพราะการปรับตัวลงครั้งใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ตามที่แสดงในExhibit 3 หากเลือกเดือนใดเดือนหนึ่งตั้งแต่ปี 1970 แล้วเริ่มรอให้ตลาดลดลง 20% นักลงทุนต้องรอเฉลี่ย (Median)ถึง 4.4 ปี และ 1 ใน 10 ของทุกช่วงเวลา 10 ปี (10-year Rolling Periods) ที่เราทดสอบ ตลาดไม่ได้ปรับลงถึง 20% เลย นักลงทุนที่รอจังหวะจึงต้องถือเงินสดตลอดช่วงเวลาดังกล่าว และไม่ได้มีส่วนร่วมกับตลาดที่เติบโตไปเรื่อย ๆ ด้วยพลังของผลตอบแทนทบต้น

หากรอให้ตลาดร่วง 30% ระยะเวลารอเฉลี่ย (Median) จะเพิ่มขึ้นเป็น 5.5 ปี และมีโอกาส 18% ที่ต้องรอนานเกิน 10 ปี ส่วนการรอให้ตลาดลดลงเพียง 10% จะใช้เวลาไม่ถึง 1 ปี แต่การปรับลดเพียง 10% ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลตอบแทนที่เสียไปจากการอยู่นอกตลาด สำหรับการ DCA นักลงทุนไม่จำเป็นต้องรอ เพราะเงินทุกก้อนจะถูกนำเข้าลงทุนทันทีที่ได้รับ นี่จึงเป็นเหตุผลที่กลยุทธ์นี้จึงได้เปรียบเสมอ

แม้แต่นักลงทุนที่จับจังหวะตลาดได้แย่ที่สุดก็ยังดีกว่าถือเงินสด

แล้วอีกหนึ่งความกังวลที่นักลงทุนมักมีเหมือนกันคือ “ถ้าเข้าซื้อก่อนตลาดจะร่วงล่ะจะเป็นอย่างไร” เพื่อทดสอบความเสี่ยงในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เราจึงสมมติสถานการณ์สำหรับนักลงทุนที่มีระยะเวลาลงทุนอย่างน้อย 30 ปี โดยออมเงินปีละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ปี 1996 แต่เลือกลงทุนเฉพาะในจังหวะที่ตลาดแตะจุดสูงสุดก่อนเกิดภาวะตลาดหมีทั้ง 4 ครั้งของดัชนี S&P 500 โดยนิยาม “ตลาดหมี” คือช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงมากกว่า 20%

แม้จะลงทุนในจังหวะที่แย่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การลงทุนในสถานการณ์นี้ยังสามารถสร้างผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 8.3% ต่อปี ทำให้เงินลงทุนรวม 310,000 ดอลลาร์สหรัฐเติบโตเป็นประมาณ 1.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4 เท่าของเงิน 386,000 ดอลลาร์สหรัฐหากถือเป็นเงินสด ตาม Exhibit 4 ในทางกลับกัน หากสามารถจับจังหวะตลาดได้อย่างแม่นยำที่สุด ก็จะสามารถซื้อได้ตรงจุดต่ำสุดในทุก ๆ ครั้งที่เกิดตลาดหมี และสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 12% ต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าราว 2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การลงทุนอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องพยายามคาดการณ์ตลาดล่วงหน้า ก็ยังให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงมาก โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.8% ต่อปี และเติบโตเป็นประมาณ 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผลที่ได้ไม่ได้เกิดจากการบังเอิญเลือกปีเริ่มต้นได้ดี หากนำแผนลงทุนปีละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐไปทดสอบกับทุกช่วงเวลา 30 ปีของดัชนี S&P 500 นับตั้งแต่ปี 1970 ผลลัพธ์ค่ากลางจะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หากเพิ่มเงินลงทุนจากปีละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็น 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ การลงทุนอย่างสม่ำเสมอตลอด 30 ปีจะทำให้เงินต้นรวม 775,000 ดอลลาร์สหรัฐเติบโตเป็น 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือหากมีเวลาลงทุนนานขึ้น โดยเริ่มลงทุนปีละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ปี 1970 และลงทุนต่อเนื่องเป็นเวลา 56 ปี เงินก้อนนี้จะเติบโตเป็นเกือบ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแม้จะเป็นกรอบเวลาที่ยาวเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่จะใช้ลงทุนเพื่อเป้าหมายส่วนตัว แต่ถือว่าเป็นระยะเวลาที่สมเหตุสมผล หากเป้าหมายคือการสร้างและส่งต่อความมั่งคั่งไปยังลูกหลานรุ่นถัดไป

ในทุกกรณี จะพบว่าการจับจังหวะตลาดมีความสำคัญน้อยกว่าการตัดสินใจลงทุนจริง ๆ เพราะแม้ว่าจะลงทุนในจังหวะที่แย่ที่สุดก็ยังได้ผลตอบแทน 8.3% ต่อปี เทียบกับ 1.4% หากถือเป็นเงินสดเท่ากับว่าจังหวะพลาดยังไม่เสียหายเท่ากับการไม่ลงทุนเลย ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่ามาก

เท่ากับว่าจังหวะพลาดยังไม่เสียหายเท่ากับการไม่ลงทุนเลย ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่ามาก

“ควรลงทุนบ่อยแค่ไหน และควรลงทุนในอะไร”

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะลงทุนสม่ำเสมอ ยังมีอีกสองเรื่องที่ต้องพิจารณา คือควรลงทุนบ่อยแค่ไหน และควรลงทุนในอะไร จากข้อมูลจะพบว่าความถี่ในการลงทุนแทบไม่ส่งผลต่อผลลัพธ์เลย โดยมีความแตกต่างน้อยกว่าหนึ่งในสิบของหนึ่งเปอร์เซ็นต์ต่อปี ขณะที่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือสินทรัพย์ที่เลือกลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดผลลัพธ์ในระยะยาว

ลงทุนเมื่อไหร่ก็ได้ ขอแค่ทำได้สม่ำเสมอ และสอดคล้องกับรายได้ 

ดังที่แสดงในExhibit 5 ความถี่ในการลงทุนแทบไม่ส่งผลต่อผลลัพธ์เลย ลองพิจารณานักลงทุนสี่คนที่ลงทุนในดัชนี S&P 500 ปีละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ปี 1996 โดยคนแรกลงทุนทั้งหมดในต้นปี คนที่สองลงทุนทุกไตรมาส คนที่สามลงทุนทุกเดือน และคนที่สี่ลงทุนทุกสัปดาห์ หลังจาก 30 ปี นักลงทุนทั้งสี่คนต่างมีเงินมากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้ผลตอบแทนเฉลี่ยใกล้เคียงกันที่ประมาณ 10.8% ต่อปี โดยความแตกต่างระหว่างตารางลงทุนที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดและแย่ที่สุดมีเพียง 0.07 จุดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เพราะสิ่งสำคัญของการลงทุนไม่ใช่การกำหนดรอบเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่คือความสามารถในการลงทุนที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว สำหรับคนส่วนใหญ่ วิธีที่เหมาะที่สุดคือผูกไปกับรายได้ เช่น ลงทุนทุกครั้งที่ได้รับเงินเดือน วิธีนี้ช่วยให้เงินถูกนำไปทำงานต่อทันที โดยไม่ต้องปล่อยไว้เป็นเงินสดในขณะที่ตลาดยังเติบโตเรื่อย ๆ จากพลังของผลตอบแทนทบต้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนแบบ DCA

การเลือกสินทรัพย์สำคัญกว่า ยิ่งกระจายยิ่งได้เปรียบ

DCA ช่วยสร้างวินัยในการลงทุนโดยเป็นตัวบอกว่าควรที่จะเข้าตลาด แต่ไม่ได้ช่วยตัดสินใจว่าควรลงทุนอะไร หากเลือกสินทรัพย์ที่ไม่มีคุณภาพ การลงทุนอย่างสม่ำเสมอก็อาจขาดทุนได้เหมือนกัน เช่น นักลงทุนที่ทยอยลงทุนแบบ DCA ในหุ้น Pets.com ตลอดปี 2000 สุดท้ายก็สูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด เมื่อบริษัทปิดกิจการในเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น

นี่คือตัวอย่างของ Idiosyncratic risk (ความเสี่ยงเฉพาะตัว) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ไม่ได้เกิดจากภาวะตลาดโดยรวม หรือ Systematic risk หากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทอ่อนแกลง การลงทุนแบบ DCA ก็ไม่ได้เพิ่มโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนเป็นบวก นอกจากนี้ การเลือกหุ้นรายตัวยังมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญมากกว่าการกระจายการลงทุนในตลาดอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยพบว่า ตลอดช่วงอายุของหุ้น หุ้นสหรัฐฯ รายตัวส่วนใหญ่ในอดีตให้ผลตอบแทนต่ำกว่าพันธบัตรสหรัฐระยะสั้น และผลตอบแทนส่วนใหญ่ของตลาดมาจากหุ้นรายใหญ่ส่วนน้อยเท่านั้น¹

การลงทุนในประเทศเดียวก็มีความเสี่ยงเฉพาะตัวเช่นกัน แต่ระดับความเสี่ยงของแต่ละตลาดไม่เท่ากัน ดังที่เห็นใน Exhibit 6 สำหรับสหรัฐฯ ปัจจัยเฉพาะประเทศส่งผบต่อผลตอบแทนเพียง 16% ของผลตอบแทนตลาดเท่านั้น และเมื่อมองภาพรวมของตลาดพัฒนาแล้ว ตัวเลขนี้ลดลงเหลือเพียง 1% ในทางกลับกัน ตลาดอย่างบราซิลและจีนกลับพึ่งพาปัจจัยภายในประเทศสูงมาก โดยประมาณ 3 ใน 4 ของผลตอบแทนมาจากปัจจัยในประเทศ หมายความว่าผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของประเทศนั้น ๆ เป็นหลัก แต่เมื่อกระจายการลงทุนไปทั่วโลกแล้ว แรงขับเคลื่อนหลักของพอร์ตจะขึ้นอยู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก

“DCA เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอหรือไม่”

สำหรับคนส่วนใหญ่ คำตอบคือใช่ การลงทุนเงินก้อนในครั้งเดียวจะได้เปรียบภายใต้เงื่อนไขที่ค่อนข้างจำกัด คือมีเงินก้อนนั้นอยู่แล้ว และสามารถยอมรับความผันผวนในระยะสั้นได้

ตัวอย่างเช่น คุณมีเงินสดก้อนหนึ่ง เช่น โบนัส มรดก หรือเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สิน และกำลังตัดสินใจว่าจะลงทุนทั้งหมดในครั้งเดียว หรือทยอยลงทุนตลอดหนึ่งปี หากคาดว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนจะให้ผลตอบแทนมากกว่าเงินสด เงินทุกก้อนที่ยังไม่ถูกนำเข้าตลาดก็จะพลาดผลตอบแทนส่วนเพิ่มในระหว่างที่รอ ดังนั้น ในแง่ของค่าเฉลี่ย การนำเงินทั้งหมดเข้าลงทุนทันทีจึงให้ผลตอบแทนสูงกว่า

อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างอาจไม่ได้มากนัก ลองพิจารณาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 8% ต่อปีและมีความผันผวน 20% ซึ่งใกล้เคียงกับผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น ขณะที่เงินสดให้ผลตอบแทนประมาณ 4% เราจำลองสถานการณ์ตลาดที่มีโอกาสเป็นไปได้กว่า 300,000 รูปแบบตลอดระยะเวลาหนึ่งปี และวัดการกระจายตัวของผลตอบแทนระหว่างกลยุทธ์ DCA รายเดือนกับการลงทุนเงินก้อนในครั้งเดียว ผลลัพธ์แสดงอยู่ใน Exhibit 7 พบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว DCA ให้ผลตอบแทน 6% ซึ่งต่ำกว่าผลตอบแทน 8% ของการลงทุนเงินก้อนอยู่ 2 จุดเปอร์เซ็นต์

ข้อดีของการยอมสละผลตอบแทนประมาณ 2 จุดเปอร์เซ็นต์ คือทำให้ช่วงของผลลัพธ์ที่เป็นไปได้แคบลง พูดง่าย ๆ คือ นักลงทุนยอมแลกผลตอบแทนบางส่วน เพื่อแลกกับความเสี่ยงที่ลดลงจากการนำเงินทั้งหมดเข้าลงทุนในจังหวะที่ตลาดอาจกำลังจะปรับตัวลงแรงพอดี ในทางกลับกัน การลงทุนเงินก้อนจะมีช่วงผลลัพธ์ที่กว้างกว่า ทั้งในด้านกำไรและขาดทุน เพราะเงินทั้งหมดถูกนำเข้าสู่ตลาดตั้งแต่วันแรก จึงได้รับผลกระทบเต็มที่จากสภาวะตลาดในปีนั้น

ส่วนต่างดังกล่าวเกิดขึ้นเฉพาะในปีที่นำเงินเข้าลงทุนเท่านั้น หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด เงินทั้งหมดก็จะอยู่ในตลาดและได้รับผลตอบแทนจากตลาดเหมือนกัน เมื่อมองในกรอบเวลาหลายสิบปี ส่วนต่าง 2% ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจึงเฉลี่ยออกมาเหลือน้อยกว่าหนึ่งในสิบของหนึ่งเปอร์เซ็นต์ต่อปี

ข้อมูลชี้ชัดว่า การอยู่ในตลาดให้นานสำคัญกว่าการจับจังหวะตลาด

ข้อมูลย้อนหลังมากกว่าห้าทศวรรษชี้ชัดว่า “เวลาที่ดีที่สุดในการลงทุนคือตอนนี้” การรอถือเป็นต้นทุนที่สูงที่สุดอย่างหนึ่งของนักลงทุน เพราะทุกปีที่ปล่อยให้ผ่านไปเพื่อหวังจังหวะเข้าที่ดีกว่า คือหนึ่งปีของผลตอบแทนทบต้นที่สูญเสียไปอย่างถาวร และตลาดอาจใช้เวลานานกว่าที่คาดกว่าจะปรับลงมาถึงระดับที่ต้องการ ในทางกลับกัน ผลกระทบจากการเข้าลงทุนผิดจังหวะจะค่อย ๆ ลดความสำคัญลงเมื่อระยะเวลาลงทุนยาวขึ้น และแม้แต่นักลงทุนที่เข้าตลาดในจังหวะที่แย่ที่สุด ก็ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการถือเงินสดหลายเท่า

หากย้อนกลับไปดูตัวอย่างช่วงต้นบทความ การลงทุนในดัชนี S&P 500 ปีละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 1996 ซึ่งตลอดช่วงเวลาดังกล่าวผ่านตลาดหมีมาแล้ว 4 ครั้ง จะเติบโตเป็นมูลค่ามากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน

การตัดสินใจที่สำคัญที่สุดคือ “การเริ่มต้นลงทุน” เท่านั้น หลังจากนั้นหลักการก็เรียบง่าย คือ ลงทุนทุกครั้งที่มีเงินเข้ามา กระจายการลงทุนให้เหมาะสม และปล่อยให้เวลาเป็นตัวทำงาน

Authors

Stephanie Leung, Group Chief Investment Officer

ในฐานะ Group Chief Investment Officer คุณ Stephanie และทีมงานของเธอเป็นผู้ดูแลผลิตภัณฑ์และพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของ StashAway โดยเธอมีประสบการณ์ด้านการลงทุนแบบ Multi-asset มากกว่า 20 ปี ซึ่งก่อนที่จะเข้าร่วมกับ StashAway ในปี 2020 เธอเคยบริหารพอร์ตการลงทุนให้กับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Goldman Sachs และ Family Offices ขนาดหลายพันล้านดอลลาร์ฯ ภายในภูมิภาค

Justin Jimenez, Head of Macro and Investment Research

คุณ Justin มีประสบการณ์ด้านการวิจัยเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่าทศวรรษ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างมุมมองเศรษฐกิจโลกและสินทรัพย์ต่างๆ ให้ทีมงานด้านการลงทุนของ StashAway โดยก่อนที่จะเข้าทำงานกับ StashAway ในปี 2022 คุณ Justin เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ Bloomberg คุณ Justin สำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินจาก Columbia และ UCLA

Jim Tai, Head of Quantitative Research and Portfolio Management

คุณ Jim มีประสบการณ์กว่า 20 ปีด้านการวิจัย และ Portfolio Management ก่อนหน้านี้เคยบริหารกลยุทธ์การลงทุนให้กับสถาบันการเงินชั้นนำในฮ่องกงและนิวยอร์ก คุณ Jim สำเร็จการศึกษาระดับสูงด้าน Applied Mathematics และวิศวกรรมศาสตร์จาก Columbia University และ Princeton University

คำอธิบาย

การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar-cost averaging หรือ DCA)

การลงทุนด้วยจำนวนเงินคงที่ตามรอบเวลา โดยไม่คำนึงถึงราคาสินทรัพย์ในวันที่ลงทุน ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ลงทุน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 1 ของทุกเดือน กำลังลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน

การลงทุนเงินก้อน

การนำเงินเข้าลงทุนในครั้งเดียว แทนที่จะทยอยลงทุนเป็นงวด ตัวอย่างเช่น การนำโบนัส 50,000 ดอลลาร์สหรัฐไปลงทุนทั้งหมดในครั้งเดียว ถือเป็นการลงทุนเงินก้อน

การปรับฐาน

การที่ตลาดหรือสินทรัพย์ลดลงตั้งแต่ 10% ขึ้นไปจากจุดสูงสุดล่าสุด หากลดลงตั้งแต่ 20% ขึ้นไป โดยทั่วไปจะเรียกว่าตลาดหมี

พันธบัตรสหรัฐระยะสั้น (Treasury bills หรือ T-bills)

ตราสารหนี้ระยะสั้นที่ออกโดยรัฐบาลสหรัฐฯ และมีอายุไม่เกินหนึ่งปี โดยทั่วไปถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการพักเงินสด

ความผันผวนระดับการขึ้นลงของราคาสินทรัพย์การลงทุน วัดจากส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทน และแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี ยิ่งความผันผวนสูง หมายถึงช่วงของผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ยิ่งกว้างขึ้น

ความเสี่ยงเฉพาะตัว (Idiosyncratic risk)

ความเสี่ยงที่มาจากบริษัทหรือประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถลดลงได้ด้วยการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลายประเภท

ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systematic risk)

ความเสี่ยงที่กระทบต่อตลาดโดยรวม เช่น ตลาดหุ้นโลก และไม่สามารถลดลงได้ด้วยการกระจายการลงทุน

Money-weighted return

อัตราผลตอบแทนรายปีที่สะท้อนทั้งจำนวนเงินที่ลงทุนและช่วงเวลาที่ลงทุน เหมาะสำหรับใช้เปรียบเทียบกลยุทธ์ที่มีจังหวะการลงทุนต่างกัน หรือที่เรียกว่า Internal rate of return (IRR) และ Dollar-weighted return

หมายเหตุ:
a. เราใช้ตลาดสหรัฐฯ ในการวิเคราะห์ เพราะมีข้อมูลรายวันของทั้งตลาดหุ้นและอัตราดอกเบี้ยย้อนหลังที่ยาวและต่อเนื่องที่สุด ทำให้สามารถทดสอบสมมติฐานได้ครอบคลุมหลายช่วงเวลาและสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน ดัชนีหุ้นโลกมีความสัมพันธ์กับ S&P 500 ในระดับสูง ดังนั้นข้อสรุปโดยรวมจึงสามารถนำไปใช้กับการลงทุนในตลาดโลกได้ แม้ตัวเลขอาจแตกต่างกันบ้าง

b. ในการเปรียบเทียบความถี่ของการทำ DCA แผนที่ลงทุนปีละครั้งมีมูลค่าปลายทางสูงกว่าเล็กน้อย แต่เป็นเพราะสมมติฐานของการทดสอบกำหนดให้นักลงทุนมีเงินครบ 10,000 ดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปี การนำเงินทั้งหมดเข้าลงทุนตั้งแต่วันแรกจึงทำให้เงินอยู่ในตลาดนานกว่า ส่งผลให้ผลตอบแทนสูงขึ้นตามระยะเวลาที่ลงทุน แม้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของทุกแผนจะใกล้เคียงกันมากก็ตาม

เอกสารอ้างอิง

Bessembinder, H. (2018). Do Stocks Outperform Treasury Bills? Journal of Financial Economics. Retrieved from: https://ssrn.com/abstract=2900447 

หมายเหตุ

ข้อมูลผลตอบแทน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email