2026 Mid-Year Outlook: หรือฝั่งกระทิงจะเข้าสู่ช่วง ‘พักครึ่ง’?
เทศกาลฟุตบอลโลกได้เริ่มฟาดแข้งกันไปแล้ว และคนเกือบทั้งโลกก็น่าจะกำลังเฝ้าชมอยู่ (รวมถึงพวกเราหลายคนใน StashAway ด้วยเช่นกัน!) ซึ่งแฟนบอลทุกคนต่างรู้ซึ้งถึงคำกล่าวที่ว่า "ฟุตบอลเป็นเกมที่มีสองครึ่ง" ทีมที่เดินออกจากสนามพร้อมสกอร์นำอยู่ตอนพักครึ่งยังไม่ได้เป็นผู้ชนะ และทีมที่ตามหลังอยู่ก็ยังมีเวลาอีก 45 นาทีในการพลิกสถานการณ์
เช่นเดียวกับตลาดหุ้นที่กำลังเข้าสู่ช่วงพักครึ่ง และฝั่ง ‘กระทิง’ (ตลาดขาขึ้น) ก็กำลังเป็นฝ่ายขึ้นนำ แม้ครึ่งแรกจะมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่ตัวเลขบนกระดานก็ออกมาค่อนข้างดูดี โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นมาแล้วราว 9% โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่พุ่งทะยานไปแล้วราว 30% (ข้อมูล ณ วันที่ 17 มิ.ย. 2026)
ณ จุดนี้ของเกม โค้ชทุกคนน่าจะตั้งคำถามเดียวกันว่า มีอะไรที่อาจจะเปลี่ยนไปบ้างหลังจากช่วงพักครึ่ง? ซึ่งสำหรับตลาดหุ้น มี 3 คำถามสำคัญที่โดดเด่นขึ้นมา ได้แก่ 1) ปัญหาเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ จะบีบให้ Fed เดินหน้านโยบายการเงินที่แข็งกร้าวมากแค่ไหน? 2) ตลาดจะสามารถรับมือคลื่นการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ได้หรือไม่? และ 3) ตลาดส่วนที่เหลือจะยังทำผลตอบแทนได้ดีหรือไม่ หากหุ้น AI เริ่มชะลอตัว? ใน CIO Insights เดือนนี้ เราจะมาประเมินแนวโน้มของสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลังว่าฝั่งกระทิงจะสามารถรักษาสกอร์นำไว้ได้หรือไม่?
4 Key takeaways
- ปัญหาเงินเฟ้อยืดเยื้อจะบีบให้ Fed แข็งกร้าวมากแค่ไหน? ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับสูง จนตลาดบางส่วนเริ่มคาดการณ์ว่า Fed อาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการคาดการณ์ดังกล่าวยังเร็วเกินไป แม้ว่า Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่จะเพิ่งแสดงท่าทีที่แข็งกร้าว โดยตามสถิติแล้ว Fed มักขึ้นดอกเบี้ยสู้กับวิกฤติพลังงานก็ต่อเมื่อผลกระทบได้ลุกลามไปสู่ค่าจ้างและราคาสินค้าอื่นๆ แล้วเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันยังแทบไม่เห็นสัญญาณดังกล่าว ดังนั้น หากมีการขึ้นดอกเบี้ยจริงๆ ก็น่าจะเกิดขึ้นในปี 2027 มากกว่าปี 2026
- ตลาดจะสามารถรองรับคลื่นการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ได้หรือไม่? นอกจาก Fed แล้ว อีกหนึ่งความกังวลระยะสั้นคือ Supply และ Demand ของตลาดหุ้นจะยังสมดุลหรือไม่? เมื่อคลื่นการทำ IPO ของบริษัทยักษ์ใหญ่มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ตลาด โดยข้อมูลบ่งชี้ว่า Demand ในตลาดยังมีมากพอที่จะรองรับได้ เห็นได้จากการที่บริษัทต่างๆ กำลังเดินหน้าซื้อหุ้นคืนในอัตราที่สูงเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับยังมีเงินสดอีกหลายล้านล้านดอลลาร์ฯ จอดพักอยู่ข้างสนาม สรุปคือ เราไม่ได้คาดว่าหุ้น IPO เหล่านี้จะทำให้ Supply และ Demand ของตลาดเสียสมดุลมากเกินไปในช่วงครึ่งปีหลัง
- หาก AI ชะลอตัวลง ส่วนที่เหลือจะยังพยุงตลาดอยู่ได้ไหม? ความเสี่ยงมากที่สุดในระยะสั้นมาจากหุ้นกลุ่ม AI หลังจากที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ราคาหุ้นเหล่านี้ก็เริ่มตึงตัว และเมื่อพิจารณาว่าผลกำไรของตลาด รวมถึงความมั่งคั่งของภาคครัวเรือนในปัจจุบัน พึ่งพาหุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก การปรับฐานของหุ้น AI จึงอาจทำให้ตลาดโดยรวมปรับตัวลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าตลาดส่วนที่เหลือจะยังช่วยเป็นเบาะรองรับได้ เนื่องจากกำไรของตลาดโดยรวมยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ Valuation แม้จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต แต่ก็ไม่ได้ตึงตัวจนผิดปกติ ปัจจัยทั้งหมดบ่งชี้ว่า นักลงทุนยังมีพื้นที่ในการ Rotate เงินลงทุนไปยังกลุ่มอื่นๆ มากกว่าที่จะถอนเงินทั้งหมดออกจากตลาด
- แรงสนับสนุนของสินทรัพย์เสี่ยงยังคงแข็งแกร่ง ดังนั้น หากเผชิญความผันผวน จงยึดมั่นในปัจจัยขับเคลื่อน ‘FACTs’ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ตลาดอาจเผชิญกับความผันผวนอยู่บ้าง เนื่องจากหุ้นเทคโนโลยีที่ตึงตัว ประกอบกับสภาพคล่องในตลาดที่เบาบางลงในช่วงฤดูร้อน แต่เรามองว่าการย่อตัวใดๆ ก็ตามคือโอกาสในการเข้าสะสมสินทรัพย์ เพราะการปรับฐานที่รุนแรงจนกลายเป็นตลาดหมีอย่างยาวนาน มักจะต้องเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงของ Fed ซึ่งเรามองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากในปีนี้ ขณะที่ ปัจจัยขับเคลื่อนในระยะยาวที่คอยสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยง (นโยบายการคลัง, AI, การฟื้นตัวของจีน และนโยบายของ Trump หรือที่เราเรียกว่า ‘FACTs’) ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยเทคโนโลยีการลงทุน ERAA™ ของเรายังคงระบุว่า เศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ในภาวะ Inflationary Growth (เติบโตดี เงินเฟ้อสูง) ซึ่งตามสถิติแล้ว มักเป็นประโยชน์ต่อทั้งหุ้นและทองคำ ซึ่งปัจจุบัน ผลกำไรของตลาดค่อนข้างกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เราจึงแนะนำให้กระจายความเสี่ยงไปยังหลากหลายสินทรัพย์ กลุ่มธุรกิจและภูมิภาค มากกว่าการถือครองหุ้น AI เพียงอย่างเดียว
H1/2026: เริ่มต้นอย่างร้อนแรง, วิกฤติพลังงาน และการฟื้นตัวที่นำโดย AI
ในบทวิเคราะห์ 2026 Macro Outlook: ว่ากันด้วย ‘FACTs’ ล้วนๆ เราได้ประเมินไว้ว่ามี 4 ปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดในระยะข้างหน้า ได้แก่ การใช้จ่ายภาครัฐ, ความก้าวหน้าของ AI, การฟื้นตัวของจีน และนโยบายของ Donald Trump ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจและตลาดหุ้น และภาพนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรก โดยการลงทุนใน AI ได้ช่วยหนุนตลาดหุ้น ในขณะที่แรงซื้อสินทรัพย์ Safe-haven การเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ดังที่เห็นในกราฟ 1 ด้านล่าง

สถานการณ์ดังกล่าวดำเนินไปจนถึงช่วงปลายเดือน ก.พ. เมื่อสงครามในตะวันออกกลางได้ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น และฉุดทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ให้ดิ่งลงพร้อมกันในเดือน มี.ค. (อ่านเพิ่มเติมได้ใน CIO Insights: ฝ่าวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ) แม้เหตุการณ์จะดูรุนแรง แต่การร่วมมือกันปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ก็ช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวไปได้ จากนั้น ตลาดหุ้นก็เริ่มฟื้นตัวใน Q2 เนื่องจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งนำโดย AI ได้ดึงดูดนักลงทุนให้กลับมาสนใจบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นตัวขับเคลื่อนวัฏจักรการลงทุน AI (ดู CIO Insights: ส่องงบบริษัทจดทะเบียน เมื่อ AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก)
ขณะที่เราก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจได้เติบโตอย่างร้อนแรงตามที่เราได้คาดการณ์ไว้ แม้ว่าระหว่างทางจะมีความผันผวนมากกว่าที่คิดไว้ก็ตาม โดยการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนใน AI ช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง และหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐก็กลายเป็นผู้นำการฟื้นตัวของตลาด คำถามในตอนนี้คือ ภาพนี้จะยังคงอยู่ได้หรือไม่? และอะไรที่อาจทำให้ตลาดชะลอตัวในครึ่งปีหลัง?
คำถามที่ 1: ปัญหาเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อจะบีบให้ Fed แข็งกร้าวมากแค่ไหน?
ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นได้ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) พุ่งไปแตะระดับ 4% ในเดือน พ.ค. และในตอนนี้ ตลาดบางส่วนเริ่มคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมสำหรับบริษัทต่างๆ ที่กำลังลงทุนอย่างหนักใน AI และจะกระทบต่อ Valuation ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมากที่สุด เนื่องจากมูลค่าของบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับผลกำไรในอีกหลายปีข้างหน้า และดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้มูลค่าของกำไรในอนาคตลดลง ด้วยเหตุนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญต่อการปรับตัวขึ้นของตลาด
ในการประชุมครั้งแรกของ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา Fed ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5% ถึง 3.75% แต่การคาดการณ์ในรายงาน ‘Dot Plot’ ล่าสุดกลับแสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการมีความเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน โดยครึ่งหนึ่งมองว่าจะคงหรือปรับดอกเบี้ยลงภายในสิ้นปีนี้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งมองว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งการคาดการณ์ล่าสุดและท่าทีที่แข็งกร้าว (Hawkish) ของ Warsh ทำให้ตลาดประเมินว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือน ต.ค. นี้ อย่างไรก็ตาม เรามองว่านี่เป็นเพียงการสร้างความน่าเชื่อถือของ Warsh ในการต่อสู้กับเงินเฟ้อตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะ ‘ควบคุมความคาดหวัง’ ของตลาด มากกว่าจะเป็นข้อผูกมัดว่าจะต้องลงมือทำจริง โดยสิ่งที่ Fed จะทำจริงๆ นั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งข้อมูลในปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีน้ำหนักเพียงพอที่จะนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ย
การที่ Fed จะดำเนินการใดๆ หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ‘ผลกระทบระยะที่สอง’ (Second-round Effects) นั่นก็คือ การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานครั้งนี้จะลุกลามไปยังค่าจ้างและราคาสินค้าอื่นๆ จนทำให้ปัญหาเงินเฟ้อฝังลึกและถาวรหรือไม่? หากผลกระทบนี้ถูกจำกัดวงไว้ได้ เงินเฟ้อก็จะลดลงไปเอง (เพราะคำนวณปีต่อปี) ซึ่ง Fed ก็สามารถรอได้ แต่หากผลกระทบลุกลาม Fed ก็จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุม
ค่าจ้างแรงงานคือ จุดสำคัญที่การลุกลามนี้สามารถฝังรากลึกได้ โดยกราฟ 2 ด้านล่างแสดงให้เห็นอัตราเงินเฟ้อ ค่าจ้างแรงงาน และอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยในปี 2003 และ 2011 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อทั่วไปปรับตัวสูงขึ้น 3.0% และ 3.9% ตามลำดับ แต่ค่าจ้างแรงงานไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นตาม ซึ่ง Fed ก็ไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่วนในปี 2022 เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นจากการหยุดชะงักของ Supply Chain ในช่วง COVID-19 และ Demand ที่สูงขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ค่าจ้างแรงงานพุ่งขึ้นตามไปด้วย Fed จึงต้องเริ่มวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980

สถานการณ์ในปัจจุบันดูเหมือนจะใกล้เคียงกับรูปแบบแรกมากกว่า โดยดัชนีชี้วัดค่าจ้างแรงงานของ Fed สาขา Atlanta ได้ชะลอตัวลงจาก 4.3% มาอยู่ที่ 3.5% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงและดัชนีต้นทุนการจ้างงานก็อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันและยังคงมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ดังนั้น แม้ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ผลกระทบต่อค่าจ้างแรงงานที่อาจบีบให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยนั้นยังไม่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงมองว่าการขึ้นดอกเบี้ย หากเกิดขึ้นจริง น่าจะอย่างเร็วที่สุดในปี 2027
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา Fed ไม่เคยเริ่มต้นวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม
คำถามที่ 2: ตลาดจะสามารถรองรับคลื่นการเสนอขายหุ้น IPO ที่มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ได้หรือไม่?
ประเด็นต่อมาคือ คลื่นการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (New Listings) โดย SpaceX ได้เปิดตัวเข้าสู่ตลาดหุ้นไปเรียบร้อยแล้วด้วยมูลค่าการทำ IPO ครั้งประวัติศาสตร์ที่ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ OpenAI และ Anthropic ก็กำลังจะตามมาในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ Alphabet เองก็ได้ประกาศแผนระดมทุนผ่านการออกหุ้นใหม่มูลค่าสูงถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ เช่นกัน
เหตุผลที่เรื่องนี้มีความสำคัญนั้นสรุปได้ด้วยหลักการง่ายๆ ของ Supply และ Demand เพราะหุ้นของบริษัทก็เหมือนกับสิ่งของอื่นๆ ที่มีการซื้อขายทั่วไป เมื่อมีจำนวนหุ้นน้อยแต่มีเงินจำนวนมากคอยไล่ซื้อ ราคาหุ้นก็จะปรับตัวขึ้นได้ง่าย แต่เมื่อมีหุ้นใหม่ๆ ทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมาก เม็ดเงินก้อนเดิมนั้นก็จะถูกกระจายไปในหุ้นหลายๆ ตัวมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา Demand มักจะสูงกว่า Supply เนื่องจากบริษัทต่างๆ พากันซื้อหุ้นคืน (Buybacks) และถอนหุ้นออกจากตลาดเร็วกว่าการนำหุ้นใหม่ๆ เข้ามา ส่งผลให้ปริมาณหุ้นในตลาดลดลงในขณะที่เม็ดเงินไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยหนุนข้อนี้ได้ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นสหรัฐมาตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
คลื่นการนำหุ้นขนาดมหึมาเข้าตลาดในปีนี้กำ ลังส่งผลกระทบในทิศทางตรงกันข้าม และคำถามสำคัญคือ มันมีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้ตลาดเสียสมดุลหรือไม่? โดยคำตอบอาจอยู่ในกราฟ 3 ด้านล่าง ซึ่งแสดงให้เห็นการออกหุ้นสุทธิ (Net Equity Issuance) ตั้งแต่ปี 2000 โดย JPMorgan ประเมินว่า ยอดการประกาศซื้อหุ้นคืนและการซื้อกิจการโดยใช้เงินกู้ (Leveraged Buyouts) ในปี 2026 น่าจะยังสูงกว่ายอดขายหุ้นใหม่รวมกันราวๆ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ฯ1 (การซื้อหุ้นคืน คือการที่บริษัทซื้อหุ้นของตัวเองกลับมา ซึ่งจะช่วยลดจำนวนหุ้นที่มีหมุนเวียนอยู่ในตลาด ส่วนการซื้อกิจการโดยใช้เงินกู้ คือการเข้าซื้อกิจการที่ใช้เงินทุนจากการกู้ยืมเป็นหลัก ซึ่งบริษัทที่ถูกซื้อก็มักถูกนำออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์)

เมื่อประเมินด้วยมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นและปรับสัดส่วนตามจำนวนหุ้นแล้ว Supply หุ้นใหม่สุทธิ (Net New Supply) น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากเมื่อปีที่แล้วที่ Supply หุ้นใหม่สุทธิเกือบเป็นศูนย์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.3% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalisation) ทั้งหมดของดัชนี S&P 500 ที่มีมูลค่ารวมสูงถึง 63 ล้านล้านดอลลาร์ฯ กล่าวโดยสรุปคือ ไม่ว่าจะวัดด้วยเกณฑ์ใด Demand ก็ยังมีแนวโน้มมากกว่าหรืออยู่ในระดับที่สอดคล้องกับ Supply ในปีนี้อยู่ดี ซึ่งช่วยขจัดหนึ่งในปัจจัยลบที่อาจกดดันตลาดออกไปได้
ทั้งนี้ ปริมาณหุ้นที่จะเข้าสู่ตลาดจริงๆ นั้นมีน้อยกว่ามูลค่าบริษัทที่ปรากฏตามข่าวมาก ตัวอย่างเช่น SpaceX มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ณ วันที่เข้าตลาด ขณะที่ มูลค่าประเมินรวมของ OpenAI กับ Anthropic อยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ฯ แต่เมื่อบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พวกเขาจะขายหุ้นเพียงแค่ ‘บางส่วน’ ให้กับสาธารณชนเท่านั้น ซึ่งเรียกว่า ‘หุ้นที่หมุนเวียนในตลาด’ (Free Float) ขณะที่ คนในบริษัทและนักลงทุนยุคแรกๆ จะยังคงถือครองหุ้นส่วนที่เหลือไว้ เช่น SpaceX ที่นำหุ้นออกมาซื้อขายในตลาดราว 4% เท่านั้น และหากสมมติว่า OpenAI และ Anthropic มีสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนเริ่มต้นในระดับที่ใกล้เคียงกัน การทำ IPO ยักษ์ใหญ่ 3 ครั้งนี้รวมกัน จะทำให้เกิด Supply หุ้นใหม่ที่ซื้อขายกันในตลาดเพียง 140,000 ล้านดอลลาร์ฯ ถึง 150,000 ล้านดอลลาร์ฯ เท่านั้น
ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นระดับที่ตลาดสามารถรับมือได้ เมื่อเทียบกับความแข็งแกร่งของยอดการซื้อหุ้นคืน โดยบริษัทในสหรัฐได้ประกาศซื้อหุ้นคืนสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 533,000 ล้านดอลลาร์ฯ เฉพาะในช่วงเดือน เม.ย. และ พ.ค. ที่ผ่านมา และหากคำนวณอัตราความเร็วของช่วง 5 เดือนแรกให้เป็นตัวเลขรายปี จะพบว่าบริษัทต่างๆ มีแนวโน้มที่จะซื้อหุ้นคืนรวมเกือบ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2026 เพิ่มขึ้นจากปี 2025 ราว 250,000 ล้านดอลลาร์ฯ และยังคงมากกว่ามูลค่าหุ้นที่เพิ่มเข้ามาใหม่แบบทิ้งห่าง
ยิ่งไปกว่านั้น Supply เหล่านี้จะค่อยๆ ทยอยเข้ามาในตลาด เพราะในวันที่เข้าตลาด จะมีเพียงหุ้นที่ขายในวัน IPO เท่านั้นที่สามารถซื้อขายได้ทันที ส่วนหุ้นที่เหลือจะอยู่กับคนในบริษัทและนักลงทุนยุคแรก ซึ่งมักจะติดเงื่อนไขห้ามขายหุ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด (Lock-up Period) ประมาณ 180 วัน (อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อตกลง) ตัวอย่างเช่น หุ้นของ SpaceX จะปลด Lock เป็นขั้นๆ ไปตลอด 1 ปีแรก โดย Elon Musk ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด จะติด Lock-up ยาวไปจนถึงเดือน มิ.ย. ปี 2027 หมายความว่า Supply ส่วนใหญ่ที่อาจเข้าสู่ตลาด ยังไม่สามารถนำมาซื้อขายได้จนกว่าจะถึงปี 2027
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของจะนำหุ้นทั้งหมดมาซื้อขายในตลาด โดยในกราฟ 4 JPMorgan คาดการณ์ว่าสัดส่วน Free Float ที่อาจเพิ่มเข้ามาในปี 2027 จะอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ฯ แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นเพียงตัวเลข ‘ทางเทคนิค’ ในการจัดประเภทของหุ้นหลังจากหมดช่วง Lock-up เท่านั้น การที่หุ้นสามารถซื้อขายได้ ไม่ได้แปลว่าหุ้นเหล่านั้นจะถูกนำออกมาขายจริงๆ ดังนั้น ความเสี่ยงใดๆ ที่จะเกิดจาก Supply หุ้นที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นประเด็นของปี 2027 มากกว่าที่จะเป็นปัญหาของปี 2026 เช่นเดียวกับการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed

ในท้ายที่สุด ฝั่ง Demand ยังคงเป็นแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่ง โดยกองทุนรวมดัชนีและกองทุน ETF ต่างๆ มักจะมีเม็ดเงินไหลเข้าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ฯ ในแต่ละเดือน (จากบัญชีเพื่อการเกษียณและแผนการลงทุนต่างๆ) แรงซื้ออย่างต่อเนื่องนี้เมื่อรวมกันตลอดทั้งปี จะมีมูลค่ามากกว่าจำนวนหุ้นใหม่ที่เข้าสู่ตลาด นอกจากนี้ ยังมีเงินสดอีกราว 8 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ที่พักอยู่ในกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Funds) ของสหรัฐ2 ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินสำรองในระดับสูงและพร้อมจะเข้ามาเติมเต็ม Demand ได้ทันที หากมีเงินเพียงบางส่วนหมุนเวียนกลับเข้ามาในตลาดหุ้น สรุปสั้นๆ ก็คือ ตลาดดูมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการรองรับ Supply หุ้นระลอกใหม่นี้
คำถามที่ 3: หากหุ้น AI ชะลอตัว ส่วนที่เหลือจะยังพยุงตลาดได้หรือไม่?
หลังจากที่ราคาหุ้นกลุ่ม AI ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง Valuation หุ้นเหล่านี้ก็เริ่มดูตึงตัว ซึ่งนำไปสู่คำถามสุดท้ายที่ว่า หากหุ้นกลุ่มนี้เกิดย่อตัวลงมา หุ้นกลุ่มที่เหลือจะยังสามารถพยุงตลาดได้อยู่หรือไม่?
ประเด็นในที่นี้คือ ‘ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว’ (Concentration Risk) เนื่องจากหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมีสัดส่วนรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใหญ่มากพอหากหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวลดลง ก็จะฉุดให้ดัชนีโดยรวมปรับตัวลงตามไปด้วย ต่อให้หุ้นในกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ทั้งหมดจะไม่ลดลงเลยก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น หุ้นเทคโนโลยีชั้นนำเหล่านี้ ยังได้ช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้แก่ภาคครัวเรือนคิดเป็นมูลค่าประเมินสูงถึง 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในปี 20253 ซึ่งความมั่งคั่งเหล่านี้ได้กลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนการใช้จ่ายของผู้บริโภค ดังนั้น หากเกิดการปรับฐานที่รุนแรง ผลกระทบจะกลายเป็น 2 เด้ง โดยเด้งแรกจะเกิดขึ้นกับดัชนีหุ้นโดยตรง ส่วนเด้งที่สองจะส่งผ่านไปยังการใช้จ่ายและระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ข่าวดีก็คือ ตลาดส่วนที่เหลือยังมีผลประกอบการเป็นแรงหนุนอยู่ เหมือนที่เรากล่าวไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า Q1/2026 เป็นฤดูประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งจากกราฟ 5 ด้านล่าง แสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่งในวงกว้างนี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป โดยคาดว่า 8 จาก 11 กลุ่มธุรกิจในดัชนี S&P 500 (แถบสีฟ้าอ่อน) จะมีกำไรเติบโต 10% หรือมากกว่านั้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตนี้จะยังแผ่ขยายไปนอกสหรัฐอีกด้วย โดยคาดว่าผลกำไรในสกุลเงินดอลลาร์ฯ ของตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) จะเป็นผู้นำที่ราว 56% เพราะได้แรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้และไต้หวัน ขณะที่บริษัทในจีน (19%) ยุโรป (14%) และญี่ปุ่น (13%) ก็คาดว่าจะรายงานผลกำไรที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม กำไรที่เติบโตจะช่วยเป็นเบาะรองรับได้ก็ต่อเมื่อราคาหุ้นในปัจจุบันยังไม่ได้ Price In ความคาดหวังไปจนหมด ซึ่ง Valuation ของหุ้นในปัจจุบันอาจช่วยให้นักลงทุนอุ่นใจได้บ้าง จากที่เห็นในกราฟ 6 ว่า ดัชนี S&P 500 กำลังซื้อขายอยู่ที่ระดับ Forward P/E ประมาณ 20 เท่า (ราคาที่นักลงทุนยอมจ่ายต่อคาดการณ์กำไร 1 ดอลลาร์ฯ ในอีก 1 ปีข้างหน้า) สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ราว 19 เท่าเพียงเล็กน้อย ขณะที่ หุ้นโลก (ไม่รวมสหรัฐ) ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 14 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 13 เท่า ซึ่งแม้ว่าทั้งสองตัวเลขจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ก็ยังคงอยู่ภายในกรอบ 1 Standard Deviation อธิบายง่ายๆ คือ Valuation อยู่ในระดับที่สูงขึ้น แต่ยังไม่ได้ตึงตัวจนผิดปกติ

เมื่อผลกำไรในหลายกลุ่มธุรกิจและภูมิภาคเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ประกอบกับ Valuation ที่แม้จะอยู่ในระดับสูง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นตึงตัวจนผิดปกติ ดังนั้น เม็ดเงินใดๆ ที่จะไหลออกจากหุ้นกลุ่ม AI จึงยังมีกลุ่มอื่นให้เข้าไปลงทุน ด้วยเหตุนี้ เราจึงเชื่อว่าการชะลอตัวในรอบนี้ น่าจะเป็นลักษณะของการ ‘หมุนเวียนเงินลงทุน’ (Rotation) ไปยังกลุ่มธุรกิจและตลาดอื่นๆ มากกว่าที่จะเป็นการปรับตัวลงอย่างรุนแรงของตลาดโดยรวม (นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราเน้นย้ำถึงความสำคัญของในการลงทุนในพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดี) โดยสถานการณ์เดียวที่จะเปลี่ยนมุมมองนี้ได้ คือการเกิดภาวะตลาดหมี (Bear Market) อย่างรุนแรงในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เพราะความเสียหายมีแนวโน้มที่จะลุกลามจากความมั่งคั่งในภาคครัวเรือนไปสู่ตัวเลขการใช้จ่ายจริงนั่นเอง
การย่อตัวของตลาดไม่จำเป็นต้องกลายเป็นตลาดหมีเสมอไป
หลังจากที่ตลาดหุ้นทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงครึ่งปีแรก โดยดัชนี S&P 500 ได้ปรับตัวขึ้นราว 9% โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่พุ่งขึ้นราว 30% จึงอาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตลาดอาจเริ่มมีความผันผวนมากขึ้นนับจากนี้ ดังที่เราได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า หุ้นกลุ่ม AI เริ่มมีราคาที่ตึงตัว ประกอบกับปริมาณการซื้อขายในตลาดที่มักจะเบาบางลงในช่วงฤดูร้อน ก็อาจเป็นตัวเร่งให้การเทขายรุนแรงขึ้นได้ (นักลงทุนเองก็ต้องไปพักร้อนเหมือนกัน!) ดังนั้น การย่อตัวใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจึงถือเป็นเรื่องปกติ และเป็นโอกาสให้ตลาดได้ลดความร้อนแรงลงหลังจากที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ดี เราไม่ได้คาดว่าการย่อตัวของตลาดในรอบนี้ จะต้องกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดขาลงที่ลึกและยาวนานเสมอไป เพราะเมื่อย้อนดูข้อมูลตลาดตลอด 75 ปีที่ผ่านมา การปรับตัวลงของตลาดที่ลุกลามจนกลายเป็น ‘ตลาดหมี’ มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) หรือวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงของ Fed หรือเกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง 2 เหตุการณ์ (ดูกราฟ 7)

หากไม่เข้าเงื่อนไขเหล่านั้น การปรับฐาน (Correction) ของตลาดมักจะไม่ลึกมากนัก (โดยมีค่ามัธยฐานอยู่ที่ 12%) และฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว (ค่ามัธยฐานอยู่ที่ 4 เดือน) เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า มีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยที่จะเกิดปัจจัยกระตุ้นทั้ง 2 ข้อนี้ในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจาก Fed ไม่น่าที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และวัฏจักรการลงทุนใน AI ที่ขับเคลื่อนการเติบโตและกำไรของภาคเอกชนก็จะยังคงเดินหน้าต่อไป ด้วยเหตุนี้ เราจึงมองว่าหากตลาดมีการย่อตัวลงมา นั่นคือ ‘โอกาส’ ในการเข้าสะสมสินทรัพย์
มุมมองในครึ่งปีหลัง: เรายังคงเชื่อมั่นปัจจัยขับเคลื่อน ‘FACTs’
กล่าวโดยสรุปคือ เหตุผลสำหรับการ Stay Invested ต่อไปในระยะยาวยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจัยขับเคลื่อนชุดเดิมที่เราเคยให้ไว้ใน 2026 Macro Outlook เมื่อต้นปี ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการคลัง, ความก้าวหน้าของ AI, การฟื้นตัวของจีน และนโยบายต่างๆ ของ Trump (‘FACTs’) จะยังคงเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นต่อไป
อย่างไรก็ตาม การลงทุนไม่ได้มีแค่หุ้นเพียงอย่างเดียว โดยปัจจุบัน เทคโนโลยีการลงทุน ERAA™ ของเราระบุว่า เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะ Inflationary Growth (เติบโตดี เงินเฟ้อสูง) ซึ่งตามสถิติแล้ว ภาวะแบบนี้มักจะส่งผลดีต่อทั้งหุ้นและทองคำ โดยพอร์ต General Investing ของเราได้มีการจัดสรรสินทรัพย์เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมเช่นนี้ไว้แล้ว และพอร์ตนี้ยังคงมีความยืดหยุ่น เพราะ ERAA™ จะทำการปรับสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตให้โดยอัตโนมัติเมื่อภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป
ท้ายที่สุดแล้ว ผลงานครึ่งแรกที่แข็งแกร่งยังไม่ได้เป็นตัวตัดสินผลแพ้ชนะ ดังนั้น แม้ว่าฝั่งกระทิงจะทำสกอร์นำอยู่เมื่อหมดครึ่งแรก แต่เราก็ยังแนะนำให้คุณ ‘ลงทุนต่อไป’ ในพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีในหลากหลายสินทรัพย์บนระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ เพื่อที่คุณจะได้อยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด ไม่ว่าครึ่งปีหลังจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม
Authors

Stephanie Leung, Group Chief Investment Officer
ในฐานะ Group Chief Investment Officer คุณ Stephanie และทีมงานของเธอเป็นผู้ดูแลผลิตภัณฑ์และพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของ StashAway โดยเธอมีประสบการณ์ด้านการลงทุนแบบ Multi-asset มากกว่า 20 ปี ซึ่งก่อนที่จะเข้าร่วมกับ StashAway ในปี 2020 เธอเคยบริหารพอร์ตการลงทุนให้กับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Goldman Sachs และ Family Offices ขนาดหลายพันล้านดอลลาร์ฯ ภายในภูมิภาค

Justin Jimenez, Group Head of Macro and Investment Research
คุณ Justin มีประสบการณ์ด้านการวิจัยเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่าทศวรรษ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างมุมมองเศรษฐกิจโลกและสินทรัพย์ต่างๆ ให้ทีมงานด้านการลงทุนของ StashAway โดยก่อนที่จะเข้าทำงานกับ StashAway ในปี 2022 คุณ Justin เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ Bloomberg
อ้างอิง
- Panigirtzoglou, N., Inkinen, M., Yeole, M., & Mehta, K. P. (2026). Share buybacks exceeded half trillion dollars in just April and May. J.P. Morgan Global Markets Strategy, Flows & Liquidity.
- Harris, A. (2026). Dash for cash sends money-fund assets to record $8.3 trillion. Bloomberg. Retrieved from: https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-05-29/dash-for-cash-sends-money-fund-assets-to-record-8-3-trillion
- Edwards, J. (2026). AI capex and the 'wealth effect' from tech stocks (like Nvidia) now drive one-third of U.S. GDP growth, top analysts say. Fortune. Retrieved from: https://fortune.com/2026/02/26/ai-capex-wealth-effect-tech-stocks-nvidia-third-us-gdp
หมายเหตุ:
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน; ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต; การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอ คำแนะนำ คำเชื้อเชิญ หรือการชักชวนให้ท่านซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือเข้าทำธุรกรรมใดๆ
ข้อมูลนี้ไม่ได้จัดเตรียมขึ้นโดยคำนึงถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลของท่าน (เช่น วัตถุประสงค์การลงทุน สถานการณ์ทางการเงิน หรือความต้องการโดยเฉพาะ) ท่านควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการเงิน บัญชี ภาษี กฎหมาย และด้านอื่นๆ ของท่านเอง


