บทวิเคราะห์จาก Group CIO

CIO Insights: เทคนิคเพิ่มโอกาสการลงทุนให้ถึงเป้า จากการจำลองมากกว่า 500,000 รูปแบบ

Market OutlookPromotion

ใช้เวลาอ่านประมาณ 10 นาที

เมื่อเดือนที่แล้ว เราได้อธิบายว่า เพราะเหตุใดการอยู่ในตลาดให้นานจึงสำคัญกว่าการพยายามจับจังหวะตลาด เพียงลงทุนอย่างสม่ำเสมอ กระจายความเสี่ยง และปล่อยให้ผลตอบแทนทบต้นค่อย ๆ ทำหน้าที่ของมัน เมื่อมีเวลามากพอ เป้าหมายทางการเงินที่วันนี้ดูไกลเกินเอื้อม เช่น การมีเงินเกษียณหลายล้านดอลลาร์ ก็มีความเป็นไปได้

สมมติว่าคุณเริ่มทำตามแนวทางนี้แล้ว ทั้งมีเป้าหมายที่ชัดเจน ลงทุนทุกเดือน และยังมีเวลาอีกหลายปี ถึงจะวางแผนมาดีเพียงใด ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณทั้งหมด เพราะตลาดให้ผลตอบแทนไม่เท่ากันในแต่ละปี และจังหวะของตลาดขาขึ้นหรือขาลงอาจทำให้มูลค่าเงินลงทุนปลายทางแตกต่างกันมาก

แม้เราจะกำหนดทิศทางตลาดไม่ได้ แต่เราสามารถเพิ่มโอกาสให้ตัวเองไปถึงเป้าหมายได้ CIO Insights เดือนนี้จะพาไปดูว่า ควรวางแผนการลงทุนอย่างไร เพื่อให้เป้าหมายทางการเงินของคุณมีโอกาสเป็นจริงมากที่สุด

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ธรรมชาติของตลาดคือความไม่แน่นอน แผนการลงทุนเดียวกันจึงอาจลงเอยด้วยผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมาก แต่สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนทำได้คือเพิ่มโอกาสให้ตัวเองไปถึงเป้าหมาย เราจำลองสถานการณ์ 500,000 รูปแบบสำหรับนักลงทุนที่ตั้งเป้ามีเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์ในวันเกษียณ โดยสถานการณ์ส่วนใหญ่จบลงด้วยเงินระหว่าง 740,000 ถึง 5.4 ล้านดอลลาร์ และมีประมาณสองในสามที่ไปถึงเป้าหมาย นักลงทุนสามารถเพิ่มโอกาสให้ตัวเองได้ผ่าน 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ระดับความเสี่ยง จำนวนเงินที่ลงทุน และระยะเวลาที่ปล่อยให้เงินเติบโตแบบทบต้น แต่แต่ละปัจจัยส่งผลต่อโอกาสสำเร็จไม่เท่ากัน
  • ความเสี่ยง: ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน การลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าเสมอไป ยิ่งพอร์ตผันผวนมาก ผลลัพธ์ก็มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งสองทาง คืออาจได้ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่ก็อาจขาดทุนหนักขึ้นเช่นกัน ในการจำลองของเรา พอร์ตที่เน้นความปลอดภัยเติบโตช้าจนมีโอกาสไปถึงเป้าหมายค่อนข้างน้อย ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวที่มีความผันผวนสูงทำให้ผลลัพธ์ผันผวนมากเช่นกัน จนมีหลายกรณีที่ไปไม่ถึงเป้าหมาย ส่วนพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนและเลือกระดับความเสี่ยงให้สอดคล้องกับเป้าหมายมีโอกาสสำเร็จสูงที่สุด
  • จำนวนเงินที่ลงทุน: ลงทุนให้เพียงพอ เพื่อให้แผนมีโอกาสไปถึงเป้าหมายมากขึ้น ในการจำลองของเรา การเพิ่มเงินลงทุนเป็นสองเท่าช่วยเพิ่มโอกาสได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเลือกรับความเสี่ยงระดับใด ที่น่าสนใจคือ เมื่อเพิ่มเงินลงทุนในพอร์ตตราสารหนี้เป็นสองเท่า โอกาสไปถึงเป้าหมายจะเท่ากับพอร์ตที่เสี่ยงที่สุด แต่หากผลลัพธ์ออกมาแย่ พอร์ตตราสารหนี้ยังเหลือเงินมากกว่าถึง 5 เท่า กล่าวคือ การเพิ่มเงินลงทุนสามารถทดแทนการรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นได้ และยังช่วยให้คุณมีเงินปลายทางมากกว่าในวันที่ตลาดไม่เป็นใจ
  • เวลา: ให้เวลาเป็นตัวช่วยสำคัญที่สุดของการลงทุน เหตุผลที่การอยู่ในตลาดให้นานสำคัญกว่าการจับจังหวะตลาด ก็เพราะยิ่งลงทุนได้นาน ผลตอบแทนทบต้นยิ่งมีเวลาสร้างการเติบโต ในการจำลองของเรา เพียงเพิ่มระยะเวลาลงทุนเป็นสองเท่า โอกาสที่แผนเดิมจะไปถึงเป้าหมายก็เพิ่มขึ้นเกือบ 80 จุดเปอร์เซ็นต์ ทุกปีที่ชะลอการลงทุน คือเวลาที่เงินมีโอกาสเติบโตแบบทบต้นน้อยลง ดังนั้น เวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นคือวันนี้

(ดูคำอธิบายศัพท์ที่ใช้ในบทความนี้ได้ท้ายบทความ)

ต้องมีเงินเท่าไร และจะไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร?

จุดเริ่มต้นของการวางแผนเกษียณ คือการรู้ว่าคุณต้องมีเงินเท่าไรในวันที่เกษียณ วิธีคำนวณคือ นำค่าใช้จ่ายต่อปีที่คาดว่าจะใช้หลังเกษียณ หารด้วยอัตราการถอนเงิน หรือสัดส่วนของพอร์ตที่วางแผนจะถอนออกมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปี

ลองดูตัวอย่างนักลงทุนคนหนึ่งที่ตั้งเป้ามีเงินเกษียณ 1.5 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันมีเงินตั้งต้น 50,000 ดอลลาร์ เหลือเวลาลงทุนอีก 25 ปี และลงทุนเพิ่มเดือนละ 1,500 ดอลลาร์ในพอร์ตหุ้นทั่วโลกที่กระจายความเสี่ยง โดยพอร์ตลักษณะนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 9% ต่อปี และมีความผันผวน 16% ซึ่งใกล้เคียงกับผลตอบแทนระยะยาวของหุ้นทั่วโลก¹

(หมายเหตุ: ตัวเลขเหล่านี้ใช้เพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น เป้าหมาย ระยะเวลา เงินลงทุนรายเดือน และโอกาสไปถึงเป้าหมายของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน)

แน่นอนว่าตลาดไม่ได้ให้ผลตอบแทน 9% ทุกปี เราจึงนำแผนเดียวกันนี้ไปทดสอบกับความเป็นไปได้ของผลตอบแทน 500,000 รูปแบบตลอดระยะเวลา 25 ปี Exhibit 1 แสดงให้เห็นว่า ค่ากลาง (Median) ของเงินลงทุนปลายทางอยู่ที่เกือบ 2 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าเป้าหมาย 1.5 ล้านดอลลาร์ที่ตั้งไว้

อย่างไรก็ตาม ค่ากลางเพียงตัวเดียวไม่ได้สะท้อนว่าผลลัพธ์ในแต่ละสถานการณ์แตกต่างกันมากเพียงใด ใน 9 จาก 10 สถานการณ์ เงินลงทุนสะสมที่ได้ในปลายทางอยู่ระหว่างประมาณ 740,000 ถึง 5.4 ล้านดอลลาร์ หรือระหว่างเปอร์เซ็นไทล์ที่ 5 ถึง 95 ขณะเดียวกัน มี 65% ของสถานการณ์ทั้งหมดที่ไปถึงเป้าหมาย นั่นหมายความว่าแผนนี้ยังพลาดเป้าในประมาณ 1 ใน 3

ในการจำลองทุกครั้ง นักลงทุนใช้แผนเดียวกันทั้งหมด ทั้งเงินตั้งต้น เงินลงทุนรายเดือน และระยะเวลาลงทุน สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือผลตอบแทนของตลาดในแต่ละปี บางสถานการณ์อาจเจอปีที่ตลาดให้ผลตอบแทนดีในช่วงต้น ขณะที่บางสถานการณ์อาจเจอในช่วงท้าย จึงทำให้มูลค่าเงินลงทุนปลายทางแตกต่างกัน

แน่นอนว่า นักลงทุนไม่สามารถเลือกได้ว่าตลาดจะให้ผลตอบแทนดีหรือแย่ในปีใด แต่สามารถเพิ่มโอกาสให้ตัวเองไปถึงเป้าหมายได้ ด้วยการปรับปัจจัยสำคัญ 3 อย่าง ได้แก่ ระดับความเสี่ยง จำนวนเงินที่ลงทุน และระยะเวลาที่ปล่อยให้แผนการลงทุนทำงาน

ควรเลือกความเสี่ยงระดับไหน? เสี่ยงสูงกว่าไม่ได้ดีกว่าเสมอไป

เมื่อต้องหาวิธีเพิ่มโอกาสไปถึงเป้าหมาย นักลงทุนจำนวนมากมักนึกถึงการเพิ่มความเสี่ยงก่อน เพราะเชื่อว่าพอร์ตที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่า น่าจะพาไปถึงเป้าหมายได้ง่ายกว่า ผลตอบแทนที่สูงขึ้นช่วยเพิ่มโอกาสได้จริง แต่เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น หากรับความเสี่ยงมากเกินไป ผลลัพธ์ไม่ได้มีเพียงโอกาสสูงขึ้น แต่กรณีที่แย่ก็อาจแย่ลงตามไปด้วย จนโอกาสไปถึงเป้าหมายกลับลดลงแทน

Exhibit 2 เปรียบเทียบผลตอบแทนต่อปีและความผันผวนของสินทรัพย์กว่า 20 ประเภท จากข้อมูลย้อนหลังเกือบ 30 ปี สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ สินทรัพย์ที่ผันผวนกว่าไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเสมอไป

เส้นประในกราฟแสดงผลตอบแทนที่หุ้นทั่วโลกสร้างได้ต่อความผันผวนหนึ่งหน่วย หรือ Sharpe Ratio โดยสมมติให้อัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยงเท่ากับศูนย์ สินทรัพย์ที่อยู่เหนือเส้นและแสดงด้วยสีน้ำเงินเข้มให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นทั่วโลกต่อหนึ่งหน่วยความเสี่ยงที่เท่ากัน ส่วนสินทรัพย์ใต้เส้นที่แสดงด้วยสีน้ำเงินอ่อนให้ผลตอบแทนต่ำกว่า

จะเห็นว่าสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงส่วนใหญ่อยู่ใต้เส้น หมายความว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นไม่ได้รับการชดเชยด้วยผลตอบแทนที่คุ้มค่าเสมอไป สินทรัพย์บางประเภทที่ผันผวนมากที่สุดกลับมีผลตอบแทนต่ำเป็นอันดับต้น ๆ เช่น หุ้นจีนให้ผลตอบแทน 3.6% ต่อปีและมีความผันผวน 31% ส่วนหุ้นบราซิลให้ผลตอบแทน 6.4% และมีความผันผวน 36% ทั้งสองตลาดให้ผลตอบแทนต่ำกว่าพอร์ต 60/40 ซึ่งมีความผันผวนเพียงหนึ่งในสาม

ไม่ต้องเสี่ยงที่สุด แค่เสี่ยงให้เหมาะกับเป้าหมาย

เพื่อดูว่าความเสี่ยงระดับใดเหมาะกับเป้าหมายนี้ เรานำแผนเดิมของนักลงทุนไปจำลองกับทางเลือกการลงทุน 3 รูปแบบที่มีความเสี่ยงต่างกัน โดยเปลี่ยนเฉพาะสินทรัพย์ที่นำเงินไปลงทุน ได้แก่ พอร์ตตราสารหนี้ล้วน พอร์ตหุ้นทั่วโลกที่กระจายการลงทุน และพอร์ตหุ้นประเทศเดียว ซึ่งในที่นี้ใช้หุ้นบราซิลเป็นตัวอย่าง

Exhibit 3 แสดงทั้งมูลค่าเงินลงทุนสะสมปลายทางของแต่ละพอร์ตหลังผ่านไป 25 ปี และสัดส่วนของสถานการณ์ที่พอร์ตไปถึงเป้าหมาย พอร์ตหุ้นทั่วโลกไปถึงเป้าหมายใน 65% ขณะที่พอร์ตตราสารหนี้ไปไม่ถึงเป้าหมายเลย ส่วนพอร์ตหุ้นประเทศเดียวไปถึงเป้าหมายใน 51% แม้จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงที่สุดในบรรดา 3 พอร์ต

ผลการจำลองชี้ว่า ทางเลือกนี้ยังไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุด ด้วยเหตุผล 2 ข้อ

  • ความผันผวนทำให้พอร์ตหุ้นประเทศเดียวมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากที่สุดในบรรดา 3 พอร์ต กรณีที่ดีที่สุดมีเงินมากกว่า 16 ล้านดอลลาร์ แต่กรณีที่แย่ที่สุดกลับมีเงินน้อยกว่าพอร์ตตราสารหนี้
  • ไม่เพียงแต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันมากกว่าเท่านั้น ผลตอบแทนทบต้นของกรณีกลาง หรือ Geometric mean ก็ยังต่ำกว่าพอร์ตหุ้นทั่วโลกที่กระจายการลงทุน โดยอยู่ที่ 6.4% เทียบกับ 8.2% สาเหตุคือพอร์ตที่แกว่งตัวมากต้องใช้ผลตอบแทนสูงกว่าเพื่อชดเชยการขาดทุน เช่น หากมูลค่าพอร์ตลดลง 50% จะต้องเพิ่มขึ้น 100% จึงจะกลับมาเท่าทุน ดังนั้น ยิ่งพอร์ตผันผวนมาก ผลตอบแทนทบต้นก็ยิ่งมีแนวโน้มต่ำกว่าผลตอบแทนเฉลี่ย

ข้อสรุปคือ ในบรรดา 3 พอร์ต พอร์ตหุ้นทั่วโลกที่กระจายการลงทุนมีโอกาสไปถึงเป้าหมายสูงที่สุด การเพิ่มความเสี่ยงทำให้ผลลัพธ์มีความไม่แน่นอนมากขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสบรรลุเป้าหมาย

สองปัจจัยที่เพิ่มโอกาสได้ชัดกว่า: ลงทุนให้มากขึ้น และเริ่มให้เร็วขึ้น

พอร์ตที่เสี่ยงกว่าจะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

หากการเพิ่มความเสี่ยงไม่ใช่วิธีที่แน่นอนในการไปถึงเป้าหมาย แล้วปัจจัยใดช่วยได้มากกว่า? คำตอบคือจำนวนเงินที่ลงทุนในแต่ละปีและระยะเวลาที่ลงทุน เพราะทั้งสองปัจจัยช่วยเพิ่มโอกาสไปถึงเป้าหมายในทุกกรณีที่เราจำลอง

จัดสรรเงินลงทุนอย่างไร จึงจะเข้าใกล้เป้าหมาย?

คำถามสำคัญคือ ควรแบ่งเงินมาลงทุนในแต่ละเดือนเท่าไร เป้าหมายไม่ใช่การลงทุนให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่เป็นการลงทุนในระดับที่ช่วยให้แผนมีโอกาสไปถึงเป้าหมายมากพอ โดยไม่ต้องลดการใช้จ่ายในวันนี้มากเกินความจำเป็น

สมมติว่านักลงทุนของเราเพิ่มเงินลงทุนเป็นสองเท่า จากเดือนละ 1,500 ดอลลาร์เป็น 3,000 ดอลลาร์ โอกาสไปถึงเป้าหมาย 1.5 ล้านดอลลาร์จะเพิ่มขึ้นเกือบ 30 จุดเปอร์เซ็นต์ จาก 65% เป็น 93% Exhibit 4 แสดงให้เห็นว่า ผลลัพธ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นในทุกระดับความเสี่ยง เมื่อใส่เงินลงทุนมากขึ้น ผลลัพธ์โดยรวมก็ขยับสูงขึ้น ทำให้มีจำนวนสถานการณ์ที่ไปถึงเป้าหมายมากขึ้นตามไปด้วย

การเพิ่มเงินลงทุนไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จ แต่ยังช่วยลดผลกระทบเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นใจด้วย ใน 5% ของสถานการณ์ที่แย่ที่สุด นักลงทุนยังมีเงินสะสมในปลายทางประมาณ 1.4 ล้านดอลลาร์ แทนที่จะเป็น 740,000 ดอลลาร์ แม้จะยังไม่ถึงเป้าหมาย แต่ก็มีเงินมากกว่าเกือบสองเท่า

นี่คือความแตกต่างระหว่างการเพิ่มเงินลงทุนกับการเพิ่มความเสี่ยง ความเสี่ยงที่สูงขึ้นทำให้ผลลัพธ์มีโอกาสผันผวนได้มากขึ้นทั้งในด้านดีและด้านแย่ ขณะที่การเพิ่มเงินลงทุนช่วยยกระดับผลลัพธ์โดยรวม ไม่ว่าจะเพิ่มเท่าไร เงินทุกดอลลาร์ที่ใส่เข้าไปก็มีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนปลายทาง

ดังนั้น หากคุณยังมีเงินเหลือที่ไม่ได้นำมาลงทุนอย่างสม่ำเสมอ การเพิ่มเงินลงทุนอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ควรพิจารณา ลองดูตัวเลขเปรียบเทียบ พอร์ตหุ้นประเทศเดียวที่มีความเสี่ยงสูงและมีการลงทุนเดือนละ 1,500 ดอลลาร์ มีโอกาสไปถึงเป้าหมายใน 51% ของสถานการณ์ แต่หากเพิ่มเงินลงทุนเป็นสองเท่าและเลือกพอร์ตตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่ามาก ก็สามารถมีโอกาสไปถึงเป้าหมายเท่ากันได้ ยิ่งไปกว่านั้น ใน 5% ของสถานการณ์ที่แย่ที่สุด นักลงทุนในพอร์ตตราสารหนี้ยังมีเงินมากกว่าถึง 5 เท่า หรือ 1.1 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 230,000 ดอลลาร์ พร้อมความสบายใจที่มากกว่า

ควรลงทุนนานแค่ไหน? เวลาอาจเป็นข้อได้เปรียบที่ดีที่สุดของนักลงทุน

ปัจจัยสุดท้ายและอาจเป็นปัจจัยที่ทรงพลังที่สุดสำหรับนักลงทุนคือเวลา สมมติว่านักลงทุนยังคงเลือกพอร์ตหุ้นทั่วโลกและลงทุนเดือนละ 1,500 ดอลลาร์เหมือนเดิม แต่เพิ่มระยะเวลาลงทุนจาก 15 ปีเป็น 30 ปี โอกาสไปถึงเป้าหมาย 1.5 ล้านดอลลาร์จะเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 85% หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 80 จุดเปอร์เซ็นต์

Exhibit 5 แสดงให้เห็นว่า ระยะเวลาที่นานขึ้นช่วยเพิ่มโอกาสได้ในทุกกรณีที่เราจำลอง ไม่ว่าจะเลือกรับความเสี่ยงระดับใดหรือลงทุนเดือนละเท่าไร ยิ่งมีเวลามาก โอกาสไปถึงเป้าหมายก็ยิ่งสูงขึ้น และไม่พบแม้แต่กรณีเดียวที่ระยะเวลาลงทุนมากขึ้นทำให้โอกาสลดลง

เหตุผลคือพลังของผลตอบแทนทบต้น ยิ่งลงทุนได้นาน ก็ยิ่งมีเวลาสะสมเงินลงทุนมากขึ้น ขณะเดียวกัน เงินที่ลงทุนไปแล้วก็มีเวลาเติบโตนานขึ้นด้วย ผลของการทบต้นจะเห็นได้ชัดที่สุดในช่วงท้าย เพราะการเติบโตใน 10 ปีสุดท้ายเกิดขึ้นบนฐานเงินที่สะสมมาตลอดหลายสิบปีก่อนหน้า นี่จึงเป็นเหตุผลที่โอกาสไปถึงเป้าหมายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อระยะเวลาลงทุนเพิ่มจาก 15 ปีเป็น 30 ปี

Exhibit 6 แสดงให้เห็นว่า เงินก้อนสุดท้ายเติบโตขึ้นในแต่ละปีเท่าไร การเติบโตในปีแรกคิดเป็นประมาณ 1% ของเงินก้อนสุดท้าย ขณะที่ปีที่ 25 เพียงปีเดียวคิดเป็นเกือบ 9% และเมื่อรวมการเติบโตในช่วง 10 ปีสุดท้าย จะคิดเป็นถึง 63% ของเงินเกือบ 2 ล้านดอลลาร์ที่นักลงทุนมีในตอนจบ กล่าวได้ว่า ความมั่งคั่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงท้ายของการลงทุน ดังนั้น ยิ่งปล่อยให้แผนมีเวลาทำงานนานเท่าไร ก็ยิ่งดี

(อ่านเพิ่มเติมได้ที่ CIO Insights: อยากมีเงินล้านต้องทำอย่างไร? ให้เวลาเป็นตัวช่วย)

เวลาเป็นปัจจัยเดียวที่ไม่สามารถย้อนกลับมาเพิ่มได้ในภายหลัง นักลงทุนอาจเพิ่มเงินลงทุนเมื่ออายุ 50 ปี แต่ไม่สามารถเพิ่มเวลาให้ผลตอบแทนทบต้นทำงานย้อนหลัง 10 ปีได้ การเริ่มต้นเร็วช่วยเพิ่มโอกาสไปถึงเป้าหมายได้ ไม่ว่าจะเลือกรับความเสี่ยงระดับใดหรือลงทุนเดือนละเท่าไร โดยไม่ต้องมีต้นทุนเพิ่ม ดังนั้น เวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นตามแผนคือวันนี้

เริ่มเร็ว ลงทุนมากขึ้น เพิ่มโอกาสไปถึงเป้าหมาย

นักลงทุนที่เข้ามาหาเรามักมีเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการทำให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ส่งลูกเรียน หรือเตรียมพร้อมสำหรับวัยเกษียณ โดยมากมักรู้ว่าตัวเองต้องการเงินเท่าไรและภายในเมื่อไร แต่ยังไม่แน่ใจว่าพอร์ตลงทุนจะช่วยพาไปถึงเป้าหมายนั้นได้หรือไม่

เมื่อดูแล้วแผนอาจไปไม่ถึงเป้าหมาย สิ่งแรกที่นักลงทุนหลายคนนึกถึงคือการเพิ่มความเสี่ยง เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ความเสี่ยงส่งผลได้ทั้งสองด้าน พอร์ตที่ผันผวนมากขึ้นอาจเปิดโอกาสให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นก็จริง แต่ก็เพิ่มโอกาสให้ผลลัพธ์แย่ลง และอาจทำให้โอกาสไปถึงเป้าหมายลดลงด้วย

สิ่งที่สร้างความแตกต่างได้มากกว่าคือการเริ่มต้นให้เร็วและลงทุนให้มากขึ้น สองปัจจัยนี้ช่วยเพิ่มโอกาสไปถึงเป้าหมายได้มากกว่าการเลือกพอร์ต อีกทั้งยังช่วยให้เงินลงทุนปลายทางเพิ่มสูงขึ้นเมื่อตลาดไม่เป็นไปตามคาด โดยไม่ต้องอาศัยการคาดการณ์ ในการจำลองของเรา การเพิ่มความเสี่ยงแทบไม่ช่วยเพิ่มโอกาส ขณะที่การเพิ่มเงินลงทุนเป็นสองเท่าช่วยเพิ่มโอกาสได้ 30 จุดเปอร์เซ็นต์ และการเพิ่มระยะเวลาลงทุนเป็นสองเท่าช่วยเพิ่มได้ถึง 80 จุดเปอร์เซ็นต์

คุณเลือกได้ว่าจะลงทุนเท่าไร และให้เงินมีเวลาทำงานนานแค่ไหน วางสองเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและกำลังออมของคุณ แล้วปล่อยให้ตลาดทำหน้าที่พาคุณเข้าใกล้เป้าหมาย

บทความโดย

Stephanie Leung, Group Chief Investment Officer

ในฐานะ Group Chief Investment Officer คุณ Stephanie และทีมงานของเธอเป็นผู้ดูแลผลิตภัณฑ์และพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของ StashAway โดยเธอมีประสบการณ์ด้านการลงทุนแบบ Multi-asset มากกว่า 20 ปี ซึ่งก่อนที่จะเข้าร่วมกับ StashAway ในปี 2020 เธอเคยบริหารพอร์ตการลงทุนให้กับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Goldman Sachs และ Family Offices ขนาดหลายพันล้านดอลลาร์ฯ ภายในภูมิภาค

Justin Jimenez, Group Head of Macro and Investment Research

คุณ Justin มีประสบการณ์ด้านการวิจัยเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่าทศวรรษ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างมุมมองเศรษฐกิจโลกและสินทรัพย์ต่างๆ ให้ทีมงานด้านการลงทุนของ StashAway โดยก่อนที่จะเข้าทำงานกับ StashAway ในปี 2022 คุณ Justin เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ Bloomberg คุณ Justin สำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินจาก Columbia และ UCLA

Jim Tai, Group Head of Quantitative Research and Portfolio Management

คุณ Jim มีประสบการณ์กว่า 20 ปีด้านการวิจัย และ Portfolio Management ก่อนหน้านี้เคยบริหารกลยุทธ์การลงทุนให้กับสถาบันการเงินชั้นนำในฮ่องกงและนิวยอร์ก คุณ Jim สำเร็จการศึกษาระดับสูงด้าน Applied Mathematics และวิศวกรรมศาสตร์จาก Columbia University และ Princeton University

คำอธิบายศัพท์

ผลตอบแทนทบต้น

การได้รับผลตอบแทนทั้งจากเงินที่ลงทุนและผลตอบแทนที่สะสมไว้ก่อนหน้า การเติบโตจึงเร่งตัวขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เพราะผลตอบแทนในแต่ละปีจะต่อยอดจากเงินทั้งหมดที่สะสมมา

อัตราการถอนเงิน

สัดส่วนของเงินในพอร์ตที่วางแผนถอนออกมาใช้ในแต่ละปีหลังเกษียณ เราสามารถประมาณเงินลงทุนที่ต้องมีได้ด้วยการนำค่าใช้จ่ายต่อปีที่วางแผนไว้ หารด้วยอัตราการถอนเงิน เช่น หากต้องการใช้ปีละ 60,000 ดอลลาร์และใช้อัตราการถอนเงิน 4% จะต้องมีเงินลงทุนประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์

ความผันผวน

ระดับการแกว่งตัวของผลตอบแทนเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย โดยแสดงเป็นอัตรารายปี

ผลตอบแทนคาดหวัง (ผลตอบแทนเฉลี่ย)

ผลตอบแทนเฉลี่ยที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนตลอดระยะเวลาหลายปี โดยผลตอบแทนในแต่ละปีอาจสูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนี้ได้

Sharpe Ratio

อัตราส่วนระหว่างผลตอบแทนของการลงทุนที่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง กับความผันผวนของการลงทุนนั้น หรือกล่าวง่าย ๆ คือผลตอบแทนที่ได้รับต่อความเสี่ยงหนึ่งหน่วย ยิ่งอัตราส่วนสูง ยิ่งหมายความว่านักลงทุนได้รับผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่รับมากขึ้น ใน Exhibit 2 กำหนดให้อัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยงเท่ากับ 0 ดังนั้น Sharpe Ratio ในกราฟจึงคำนวณจากผลตอบแทนหารด้วยความผันผวน

อัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง

ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่แทบไม่มีความเสี่ยงต่อการขาดทุน โดยทั่วไปจะอ้างอิงจากพันธบัตรสหรัฐระยะสั้น และใช้เป็นค่าพื้นฐานในการเปรียบเทียบผลตอบแทนของการลงทุนประเภทอื่น

พอร์ต 60/40

เกณฑ์อ้างอิงที่นิยมใช้สำหรับพอร์ตการลงทุนแบบสมดุล โดยลงทุน 60% ในหุ้นทั่วโลกและ 40% ในตราสารหนี้

ผลตอบแทนทบต้น (Geometric mean)

อัตราผลตอบแทนต่อปีที่สะท้อนว่าเงินเติบโตจริงเท่าไร หลังคำนึงถึงความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างทางแล้ว โดยผลตอบแทนทบต้นจะต่ำกว่าผลตอบแทนเฉลี่ย และยิ่งพอร์ตผันผวนมาก ส่วนต่างระหว่างสองค่านี้ยิ่งกว้างขึ้น เพราะเมื่อพอร์ตขาดทุน การฟื้นกลับมาที่เดิมต้องใช้ผลตอบแทนมากกว่าสัดส่วนที่ขาดทุนไป ในการจำลองของเรา พอร์ตหุ้นทั่วโลกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 9% ต่อปี และมีผลตอบแทนทบต้น 8.2% ขณะที่พอร์ตหุ้นประเทศเดียวให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 13% แต่มีผลตอบแทนทบต้นเพียง 6.4%

หมายเหตุท้ายบทความ

  1. ในแต่ละปี ผลตอบแทนของพอร์ตจะถูกสุ่มจากการแจกแจงความน่าจะเป็นแบบคงที่ (Fixed distribution) ซึ่งกำหนดด้วยตัวเลข 2 ค่าและใช้ค่าเดิมตลอดระยะเวลาลงทุน ได้แก่ ผลตอบแทนคาดหวังต่อปีและความผันผวน โดยคำนวณจากข้อมูลดัชนีรายเดือนตั้งแต่เดือนธันวาคม 1997 ถึงเดือนมิถุนายน 2026 ผลตอบแทนรายปีมีการแจกแจงแบบ Lognormal กล่าวคือ เมื่อนำผลตอบแทนไปคำนวณเป็นค่า Logarithm การกระจายของค่าที่ได้จะมีลักษณะเป็น Bell curve นอกจากนี้ ผลตอบแทนที่สุ่มได้ในแต่ละปีจะไม่ขึ้นอยู่กับปีก่อนหน้า ตามสมมติฐานมาตรฐานของการเคลื่อนที่แบบ Geometric Brownian Motion จึงไม่ครอบคลุมแรงส่งของผลตอบแทน (Momentum) การกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ย (Mean Reversion) และการกระจุกตัวของความผันผวน (Volatility Clustering)แบบจำลองนี้อธิบายผลตอบแทนของสินทรัพย์ ไม่ใช่มูลค่าเงินลงทุน ซึ่งยังเพิ่มขึ้นจากเงินที่ลงทุนในแต่ละปีด้วย เงินที่ลงทุนอยู่แล้วจะเติบโตแบบทบต้นในอัตราประมาณเท่ากับผลตอบแทนคาดหวัง ลบด้วยครึ่งหนึ่งของค่าความผันผวนยกกำลังสอง เงินลงทุนจะถูกเพิ่มในช่วงต้นของแต่ละปี โดยถือพอร์ตเดิมตลอดทุกเส้นทางจำลองและไม่มีการใช้เงินกู้ยืมเพื่อเพิ่มขนาดการลงทุน ตัวเลขทั้งหมดเป็นมูลค่าที่ไม่ได้ปรับด้วยเงินเฟ้อและยังไม่หักภาษีหรือค่าธรรมเนียม ส่วนค่าความน่าจะเป็นแต่ละค่า คำนวณจากสัดส่วนของเส้นทางจำลองทั้งหมด 500,000 รูปแบบที่สามารถไปถึงเป้าหมายได้

หมายเหตุ: ข้อมูลผลตอบแทน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต


แชร์บทความนี้

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมด