ผลการดำเนินงาน H1/2026 ของ StashAway
ภายหลังความผันผวนในช่วงต้นปี ในไตรมาสที่ 2 ตลาดกลับมาให้ความสนใจกับสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นจากผลประกอบการที่โดดเด่นของกลุ่มเทคโนโลยี โดยมีหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
ขณะที่ทองคำซึ่งเคยปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดในช่วงต้นปี ได้ปรับตัวลงจนหักลบผลตอบแทนที่ทำได้ในช่วงต้นปี เนื่องจากตลาดปรับคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับสูงขึ้นภายใต้การนำของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ รวมถึงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น
การฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยงจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ในช่วงครึ่งปีหลัง เราวิเคราะห์ประเด็นนี้ไว้ใน 2026 Mid-Year Outlook: หรือฝั่งกระทิงจะเข้าสู่ช่วงพักครึ่ง แล้ว
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผลตอบแทนของสินทรัพย์แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตลาดหุ้นทั่วโลกปิดครึ่งปีแรกด้วยผลตอบแทนบวก 11.4% ฟื้นตัวจากการปรับตัวลดลงประมาณ 5% ในช่วงต้นเดือนเมษายน ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น (ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงเงินสด) ให้ผลตอบแทน 1.8% ส่วนตราสารหนี้โลก ให้ผลตอบแทนทรงตัวที่ -0.4% ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีทิศทางพลิกกลับมากที่สุด โดยในไตรมาสแรกเคยปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% นับตั้งแต่ต้นปี แต่เมื่อสิ้นสุดครึ่งปีแรกกลับให้ผลตอบแทนติดลบ 7.4%
Chart 1: หุ้นทำผลตอบแทนได้โดดเด่นในช่วงครึ่งแรก ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวลดลง

ที่มา: StashAway, Bloomberg; หมายเหตุ: ข้อมูลเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2026
ท่ามกลางภาวะตลาดดังกล่าว พอร์ต General Investing ยังคงสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งตลอดครึ่งปีแรก และทำผลงานได้ดีกว่า Benchmark ในทุกระดับความเสี่ยง โดยเฉลี่ยแล้วพอร์ตนี้ให้ผลตอบแทนหลังหักค่าธรรมเนียมที่ 5.6% (ไล่ตั้งแต่ 1.1% สำหรับพอร์ตที่มีความเสี่ยงระดับต่ำที่สุด ไปถึง 11.4% สำหรับพอร์ตที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด) และทำผลตอบแทนได้สูงกว่า Benchmark แบบดั้งเดิม (ที่มีเฉพาะหุ้นและตราสารหนี้) เฉลี่ย 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์
ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นกว่า Benchmark เห็นได้ชัดที่สุดในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงปลายไตรมาส 1 โดยพอร์ต General Investing ให้ผลตอบแทนสูงกว่า Benchmark เฉลี่ยมากกว่า 2 จุดเปอร์เซ็นต์ ความได้เปรียบนี้มาจากการจัดสรรสินทรัพย์ผ่านการกระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก ตราสารหนี้ ทองคำ และสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสด โดยทองคำช่วยหนุนผลตอบแทนในช่วงต้นปี ก่อนที่ตลาดหุ้นจะเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักเมื่อราคาหุ้นฟื้นตัวขึ้น (คำอธิบายเพิ่มเติมในส่วนถัดไป)
Chart 2: พอร์ต General Investing ให้ผลตอบแทนหลังหักค่าธรรมเนียมสูงกว่า Benchmark โดยเฉลี่ย 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ในครึ่งปีแรก

ที่มา: StashAway หมายเหตุ: ข้อมูลเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2026 ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ผลตอบแทนในอนาคต
พอร์ตเหล่านี้ยังคงบริหารจัดการด้วยกลยุทธ์การลงทุน Economic Regime-based Asset Allocation (ERAA™) ของเรา ซึ่งจะปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นทั่วโลก ตราสารหนี้ และทองคำให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วง โดยแนวทางนี้ช่วยบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น เงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นอย่างฉับพลันและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมรักษาการกระจายการลงทุนในวงกว้าง เพื่อให้พอร์ตมีความแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับวัฏจักรตลาดที่หลากหลาย
ผลการดำเนินงานของพอร์ตการลงทุนบนแพลตฟอร์มของเราตั้งแต่ต้นปี 2026:
- พอร์ต General Investing และ Goal-based Investing (ใช้พอร์ตบริหารเดียวกันจึงสามารถดูผลการดำเนินงานร่วมกันได้)
- Thematic Portfolio
พอร์ต General Investing บริหารโดย StashAway
พอร์ต General Investing ของ StashAway ซึ่งบริหารด้วยเทคโนโลยี ERAA™ ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในทุกระดับความเสี่ยงตลอดครึ่งปีแรกแม้ตลาดจะมีความผันผวน และยังคงทำผลงานได้ดีกว่า Benchmark ที่ประกอบด้วยหุ้นและตราสารหนี้ โดยพอร์ตให้ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังหักค่าธรรมเนียมที่ 5.6% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 11.4% ในสกุลเงินบาท เทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ยของ Benchmark ที่ 5.0% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2026 พอร์ตยังคงสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นในทุกระดับความเสี่ยง โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 13.8% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 16.3% ในสกุลเงินบาท เทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ย 12.4% ของ Benchmark ที่มีระดับความเสี่ยงเดียวกันในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

การจัดสรรสินทรัพย์ของเราช่วยหนุนผลตอบแทนในช่วงสินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัว
พอร์ตของเราได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของตลาดในไตรมาส 2 เมื่อสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้น การมี Exposure ในหุ้นหลากหลายภูมิภาคและอุตสาหกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนผลตอบแทน โดยมีตราสารหนี้ระยะสั้นช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับพอร์ตในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น
การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทช่วยให้พอร์ตมีความแข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งในระยะยาวมีความสำคัญมากกว่าผลการดำเนินงานของไตรมาสใดไตรมาสหนึ่ง
ในช่วงครึ่งแรกของปี หุ้นสร้างผลตอบแทนให้พอร์ตมากที่สุด ขณะที่ตราสารหนี้มีส่วนช่วยในระดับที่น้อยกว่า ส่วนทองคำส่งผลลบเล็กน้อยจากการปรับตัวลงในไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญในการช่วยกระจายความเสี่ยงระยะยาว
แรงขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทนมาจากการลงทุนในหุ้นทั่วโลกและรายอุตสาหกรรม
หุ้นเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทนในช่วงครึ่งปีแรก โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศมีส่วนสนับสนุนผลตอบแทนมากที่สุด เนื่องจากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ช่วยหนุนให้กลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นราว 30% ขณะที่หุ้นทั่วโลกยกเว้นสหรัฐฯ สร้างผลตอบแทนรองลงมา และสามารถรับมือกับการเทขายในไตรมาส 1 ได้ดีกว่าหุ้นสหรัฐฯ
หุ้นทั่วโลกและดัชนี S&P 500 มีส่วนสนับสนุนเรื่องผลตอบแทนในช่วงที่สถานการณ์ตลาดเริ่มกลับมาดีขึ้น ในขณะเดียวกัน หุ้นญี่ปุ่นที่ hedge ค่าเงิน ช่วยเพิ่มผลตอบแทนเช่นเดียวกัน และยังสามารถลดผลกระทบจากการที่เงินเยนอ่อนค่าลงอีกด้วย (อ่านเพิ่มเติมได้ใน CIO Insights: หุ้นญี่ปุ่นยังไปต่อได้อีก?) ด้านหุ้นอินเดียเป็นปัจจัยฉุดผลตอบแทนหลัก โดยทำผลงานในช่วงครึ่งปีแรกแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 เนื่องจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของตลาดในช่วงครึ่งปีแรกยังคงกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่บริษัทเมื่อเทียบกับในอดีต บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด 10 แห่งมีสัดส่วนเกือบ 40% ของดัชนี S&P 500 ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เพียงกลุ่มเดียวมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของดัชนี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
เมื่อมองภาพในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แรงขับเคลื่อนของตลาดมีการกระจายตัวมากขึ้น โดยหุ้นทั่วโลกไม่รวมสหรัฐฯ และหุ้นทั่วโลกให้ผลตอบแทนมากที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ และดัชนี S&P 500 ขณะที่หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นญี่ปุ่น และหุ้นกลุ่มอากาศยานและการป้องกันประเทศ มีส่วนในการสร้างผลตอบแทนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามากกว่าช่วงครึ่งแรกของปี
ตราสารหนี้ช่วยสนับสนุนผลตอบแทน โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะสั้น
โดยรวมแล้ว ตราสารหนี้มีส่วนช่วยหนุนผลตอบแทนของพอร์ตเล็กน้อย โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นซึ่งทำหน้าที่เสมือนเงินสดเป็นสินทรัพย์ที่มีส่วนสนับสนุนผลตอบแทนมากที่สุดในกลุ่มตราสารหนี้ ตามมาด้วยตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ของประเทศนอกสหรัฐฯ และตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกและตราสารหนี้ทั่วโลกโดยรวมส่งผลลบเล็กน้อย เนื่องจาก Yield ของพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น
ตลาดตราสารหนี้ได้เคลื่อนไหวตามคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อทั่วโลกอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่เคยประเมินไว้ สาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยธนาคารกลางยุโรปได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ขณะเดียวกัน นักลงทุนในตลาดบางส่วนเริ่มคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม เรามองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปเช่นนั้น
โดยการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นในพอร์ตของเราช่วยลดผลกระทบจากภาวะดังกล่าว เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นของ Yield น้อยกว่า
ถ้ามองย้อนกลับไปในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เรายังเห็นภาพคล้าย ๆ กัน โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นให้ผลตอบแทนสูงสุด ตามด้วยตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ ตราสารหนี้ผลตอบแทนสูง และ inflation-linked bonds ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเป็นกลุ่มเดียวที่ให้ผลตอบแทนติดลบ
ทองคำลดลงจากจุดสูงสุดต้นปี แต่ยังช่วยกระจายความเสี่ยงระยะยาว
ทองคำส่งผลลบต่อพอร์ตเล็กน้อยในช่วงครึ่งปีแรก หลังราคาผันผวนแรง โดยต้นปี 2026 ทองคำได้ทำสถิติสูงสุดเหนือ 5,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ก่อนลดลงใกล้ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปลายมิถุนายน และปิดครึ่งปีแรกติดลบ 7.4%
การปรับลงเกิดขึ้นท่ามกลางเงินดอลลาร์แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) สูงขึ้น ภายใต้การนำของ Kevin Warsh รวมถึงแรงขายทำกำไรหลังราคาพุ่งแรงในปี 2025 ซึ่งเพิ่มความผันผวนทั้งขาขึ้นและขาลง
ที่น่าสังเกตคือ ราคาทองคำไม่ได้ปรับขึ้นในช่วงความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่าน โดย World Gold Council มองว่านี่เป็นกรณีพิเศษ มากกว่าพฤติกรรมปกติของสินทรัพย์ Safe Heaven นี้
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทองคำยังเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่น โดยได้รับแรงหนุนจากการซื้อของธนาคารกลางเกือบ 1,000 ตันต่อปีตั้งแต่ปี 2022 และความเสี่ยงเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายภาครัฐที่ยังสูง ปัจจัยเหล่านี้ยังคงตอกย้ำบทบาทของทองคำในการกระจายความเสี่ยงระยะยาว แม้ผลตอบแทนไตรมาส 2 จะอ่อนลงก็ตาม
Thematic Portfolio
พอร์ต Thematic เปิดให้นักลงทุนได้ลงทุนในเทรนด์ที่มีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น AI ดิจิทัล Healthcare และพลังงาน
เนื่องจากพอร์ตเน้นลงทุนในธีมแบบเฉพาะเจาะจง จึงอาจมีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรตลาดมากกว่าพอร์ตที่กระจายการลงทุนในวงกว้าง ซึ่งเห็นได้จากความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างทั้ง 4 พอร์ตในช่วงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม ทุกพอร์ตยังคงปิดครึ่งปีแรกด้วยผลตอบแทนเป็นบวก
ในบรรดาทั้ง 4 ธีม พอร์ต Technology Enablers ให้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรก โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI ขณะที่พอร์ต Environment and Cleantech ทำผลงานได้ดีที่สุดเมื่อพิจารณาตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

Technology Enablers
พอร์ต Technology Enablers ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 13.7% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 19.9% ในสกุลเงินบาท หลังหักค่าธรรมเนียมสำหรับช่วงสิ้นสุดเดือนมิถุนายน
เมื่อพิจารณาตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พอร์ตให้ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังหักค่าธรรมที่ 21.3% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 24.0% ในสกุลเงินบาท
ในครึ่งปีแรกของ 2026 หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ AI และ cybersecurity เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทน โดยกลุ่มบล็อกเชนมีส่วนช่วยเพิ่มเติม ขณะที่กลุ่มซอฟต์แวร์เป็นปัจจัยที่ฉุดผลตอบแทนมากที่สุด
ปัจจัยขับเคลื่อนตลอดช่วง 12 เดือนก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเซมิคอนดักเตอร์และ AI ยังคงสร้างผลตอบแทนให้พอร์ตมากที่สุด ส่วนซอฟต์แวร์เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ส่งผลลบ การปรับตัวขึ้นนี้สะท้อนวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดในปีนี้ ดังที่เราได้กล่าวไว้ในรายงานแนวโน้มการลงทุนกลางปี 2026: Half-time for the bulls ว่า หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นประมาณ 30% ในช่วงครึ่งปีแรก
ผลประกอบการที่แข็งแกร่งซึ่งนำโดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ทำให้นักลงทุนกลับมาให้ความสนใจกับบริษัทที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ขณะที่การใช้จ่ายใน Data Centre ที่ทำสถิติสูงสุดยังช่วยหนุนความต้องการชิปให้อยู่ในระดับสูง
Future of Consumer Tech
พอร์ต Future of Consumer Tech ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.9% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 6.4% ในสกุลเงินบาท หลังหักค่าธรรมเนียม สำหรับช่วงสิ้นสุดเดือนมิถุนายน
เมื่อพิจารณาตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พอร์ตให้ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังหักค่าธรรมเนียม 3.2% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 5.5% ในสกุลเงินบาท
กลุ่มเทคโนโลยีด้านยานยนต์และการเดินทางแห่งอนาคตเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทนทั้งครึ่งปีแรกและตลอด 12 เดือน ขณะที่ ฟินเทค เกม และอีสปอร์ตเป็นปัจจัยที่ฉุดผลตอบแทน โดยผลตอบแทนครึ่งปีแรกกระจุกในหุ้น AI เพียงไม่กี่ตัว ส่งผลให้ให้กลุ่มธุรกิจที่อ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและพึ่งพาการใช้จ่ายของผู้บริโภค อย่าง ฟินเทคและเกม ตามหลังตลาด
อย่างไรก็ตาม กลุ่มเทคโนโลยีด้านยานยนต์และการเดินทางแห่งอนาคตยังโดดเด่น โดยได้แรงหนุนจากแนวโน้มการใช้พลังงานไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวกันกับที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
Healthcare Innovation
พอร์ต Healthcare Innovation ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังหักค่าธรรมเนียมที่ 3.0% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 8.6% ในสกุลเงินบาท สำหรับช่วงสิ้นสุดเดือนมิถุนายน
เมื่อพิจารณาตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พอร์ตให้ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังหักค่าธรรมเนียมที่ 18.8% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 21.4% ในสกุลเงินบาท
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพและเวชภัณฑ์เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทนทั้งในช่วงครึ่งปีแรกและตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มเครื่องมือการแพทย์เป็นปัจจัยที่ฉุดผลตอบแทนมากที่สุดในทั้งสองช่วง
กลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพเป็นตัวขับเคลื่อนการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่ม Healthcare โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลง และการกลับมาคึกคักของการควบรวมและเข้าซื้อกิจการในอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ และการนำ AI มาใช้ในการค้นคว้าและพัฒนายาเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มอุปกรณ์การแพทย์นั้นฟื้นตัวช้ากว่า
Environment and Cleantech
พอร์ต Environment and Cleantech ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12.1% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 18.2% ในสกุลเงินบาท หลังหักค่าธรรมเนียม สำหรับช่วงสิ้นสุดเดือนมิถุนายน
เมื่อพิจารณาตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พอร์ตให้ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังหักค่าธรรมเนียม 24.30% ในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 27.0% ในสกุลเงินบาท
กลุ่มเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคต พลังงานสะอาด และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทนทั้งในช่วงครึ่งปีแรกและตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา โดยหุ้นเหมืองแร่ยูเรเนียมช่วยเสริมผลตอบแทนเพิ่มเติม แนวโน้มสำคัญคือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูล AI ส่งผลให้พลังงานนิวเคลียร์กลับมาได้รับความสนใจในฐานะแหล่งพลังงานสะอาดและเสถียร ซึ่งช่วยสนับสนุนทั้งธุรกิจพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานระบบโครงข่ายไฟฟ้า
หมายเหตุ:
Benchmark ที่เราใช้ในการเปรียบเทียบมาจาก FTSE All-World Index ในส่วนของหุ้น และ ใช้ FTSE World Government Bond TRI ในส่วนของตราสารหนี้ (ดูข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการลงทุน และผลดำเนินการของโมเดลพอร์ตโฟลิโอได้ที่นี่)
ผลตอบแทนของโมเดลพอร์ตนี้เป็นมูลค่าทั้งหมดหลังหักค่าธรรมเนียม ค่าดูแลรักษาทรัพย์สิน และค่าธรรมเนียมอื่นๆ แต่ยังไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีกำไรจากการลงทุน และการขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินปันผล โดยแบบจำลองผลการดำเนินงานนี้ทำเพื่อชี้วัดประสิทธิภาพของกลยุทธ์การลงทุน ไม่รวมปัจจัยอื่นๆ
เนื่องจากเราคิดค่าธรรมเนียมบริหารจัดการแบบก้าวหน้า ดังนั้น ค่าธรรมเนียมที่ใช้ในการคำนวณผลตอบแทนของโมเดลพอร์ตจึงสะท้อนค่าธรรมเนียมเฉลี่ยที่บริษัทเรียกเก็บจริง โดยสามารถดูรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนได้ที่ https://www.stashaway.co.th/th-TH/pricing
ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงในบัญชีอาจแตกต่างจากโมเดลพอร์ต ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาดำเนินการซื้อขาย, ความแตกต่างของช่วงเวลาและความผันผวนระหว่างวันในการทำ Re-optimisation และการทำ Rebalancing, ค่าธรรมเนียม, ภาษีของเงินปันผล (และการขอคืนภาษี) และอื่นๆ โดยผลตอบแทนอยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน; ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต; การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอ คำแนะนำ คำเชื้อเชิญ หรือการชักชวนให้ท่านซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือเข้าทำธุรกรรมใด ๆ
ข้อมูลนี้ไม่ได้จัดเตรียมขึ้นโดยคำนึงถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลของท่าน (เช่น วัตถุประสงค์การลงทุน สถานการณ์ทางการเงิน หรือความต้องการโดยเฉพาะ) ท่านควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการเงิน บัญชี ภาษี กฎหมาย และด้านอื่น ๆ ของท่านเอง

