ผลการดำเนินงาน Q1/2026 ของ StashAway

12 May 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

ไตรมาสแรกของปี 2026 เต็มไปด้วยความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดต่างๆ โดยมีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยในช่วงต้นไตรมาส นักลงทุนเกิดความกังวลจากการขู่ใช้มาตรการกำแพงภาษีนำเข้าและทิศทางนโยบายของสหรัฐ ต่อมาในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ความสนใจของตลาดได้เปลี่ยนไปโฟกัสที่สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น กระตุ้นการคาดการณ์เงินเฟ้อ และกดดันทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ CIO Insights: ฝ่าวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ)

สภาวะเหล่านี้สร้างความท้าทายในทุกกลุ่มสินทรัพย์ ดังที่เห็นในกราฟ 1 ด้านล่าง โดยตลาดหุ้นเริ่มต้นปีได้อย่างแข็งแกร่ง แต่เริ่มอ่อนแอลงเมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านนโยบายและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดัน Sentiment ของตลาด ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปิดไตรมาสด้วยการปรับตัวลดลงประมาณ -3% ขณะที่ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้นตาม ส่งผลให้ Yield ของตราสารหนี้ปรับตัวสูงขึ้น และราคาของตราสารหนี้ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม สินค้าโภคภัณฑ์เป็นสินทรัพย์ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยทองคำปรับตัวขึ้นประมาณ 7% ในไตรมาสนี้ แม้จะมีความผันผวนระหว่างทาง เนื่องจากแรงซื้อสินทรัพย์ Safe-haven ถูกหักล้างบางส่วนจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ และแรงขายทำกำไรเป็นระยะ

ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ พอร์ตที่มีการกระจายความเสี่ยงได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่น โดยในช่วง Q1/2026 พอร์ต General Investing (GI) ของเรา สามารถสร้างผลตอบแทนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐสูงสุดที่ +0.7% (เฉลี่ย +0.4%) ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +0.5% (เฉลี่ย +0.3%) หลังหักค่าธรรมเนียม และยังมี Drawdown น้อยกว่า Benchmark แบบดั้งเดิม ซึ่งเกิดจากการทำ Asset Allocation โดยเฉพาะการมีสัดส่วนของทองคำ สินทรัพย์เทียบเท่าเงินสด รวมถึงการเลือก ETF ในรายกลุ่มอุตสาหกรรมและรายภูมิภาคที่เหมาะสม ซึ่งช่วยพยุงพอร์ตในช่วงตลาดปรับตัวลงหนักในเดือนมีนาคม ในขณะที่ Benchmark ที่มีแค่หุ้นและตราสารหนี้แบบดั้งเดิมปรับตัวลดลงประมาณ -1.2% ถึง -3.1% (เฉลี่ย -2%) ส่งผลให้พอร์ต GI ของเราทำผลงานได้ดีกว่า Benchmark ถึงเฉลี่ย 2.4 จุดเปอร์เซ็นต์ ก่อนหักค่าธรรมเนียม (2.3 จุดเปอร์เซ็นต์ หลังหักค่าธรรมเนียม) ใน Q1/2026 (ดูกราฟ 2)

ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอนี้เกิดขึ้นเพราะเทคโนโลยีการลงทุน Economic Regime-based Asset Allocation (ERAA™) ของเรา เน้นการกระจายการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลก รวมถึงทองคำ ให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจมหภาคในขณะนั้น ERAA™ จึงมีส่วนสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อสูงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อให้พอร์ตมีความยืดหยุ่นในทุกวัฏจักรตลาด

แล้วผลการดำเนินงานของ StashAway ใน Q1/2026 เป็นอย่างไร เราสรุปไว้ในบทความนี้:

  • พอร์ต General Investing และ Goal-based Investing (ใช้พอร์ตบริหารเดียวกันจึงสามารถดูผลการดำเนินงานร่วมกันได้)
  • Thematic Portfolio

พอร์ต General Investing และ Goal-based Investing 

ใน Q1/2026 พอร์ต General Investing และ Goal-based Investing ที่บริหารโดย ERAA™ สามารถทำผลงานได้ดีท่ามกลางความผันผวน โดยสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้เล็กน้อย ในขณะที่ Benchmark หุ้นและตราสารหนี้แบบดั้งเดิมปรับตัวลดลง โดยพอร์ตของเราให้ผลตอบแทนในสกุลเงินดอลลาร์ฯ เฉลี่ยอยู่ที่ +0.4% (หรือ +5.1% ในสกุลเงินบาท) ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +0.3% (+4.9% ในสกุลเงินบาท) หลังหักค่าธรรมเนียม เทียบกับ Benchmark ที่ปรับตัวลดลงเฉลี่ย -2.0%

สำหรับผลตอบแทนย้อนหลัง 12 เดือน พอร์ต General Investing และ Goal-based Investing ยังคงให้ผลตอบแทนในสกุลเงินดอลลาร์ฯ เป็นบวกอย่างแข็งแกร่งที่เฉลี่ย +15.2% (+12.0% ในสกุลเงินบาท) ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +14.6% (+11.3% ในสกุลเงินบาท) หลังหักค่าธรรมเนียม เทียบกับ Benchmark ที่ +14.0% โดยเฉลี่ยในสกุลเงินดอลลาร์ฯ

การทำ Asset Allocation คือเกราะป้องกันความผันผวนในไตรมาสที่ผ่านมา

Q1/2026 เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างท้าทายสำหรับนักลงทุน โดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและดันการคาดการณ์เงินเฟ้อให้สูงขึ้นตาม ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้ Yield ตราสารหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนด้านนโยบายและ Sentiment ของตลาดที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) ก็กลายเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น

ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การทำ Asset Allocation ของเราทำหน้าที่ปกป้องผลตอบแทนได้ดี โดยมีทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุด เสริมด้วยแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (Consumer Staples) พลังงาน (Energy) รวมถึงกลาโหมและอวกาศ (Aerospace & Defense) แม้จะมีปัจจัยลบบางส่วนจากการอ่อนตัวของหุ้นในบางภูมิภาค เช่น หุ้นสหรัฐโดยรวมและหุ้นอินเดีย รวมถึงหุ้นเติบโตอย่างกลุ่มเทคโนโลยีที่เผชิญแรงกดดันจาก Yield ตราสารหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นและความกังวลเรื่องการ Disruption ของ AI

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผลตอบแทนในพอร์ตที่เป็นบวกเล็กน้อย ในขณะที่ Benchmark ปรับตัวลดลง แม้จะไม่ใช่ไตรมาสที่โดดเด่นมากนัก แต่ก็ถือว่าทำได้ตามเป้าหมายของพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนและถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับความผันผวน (อ่านเพิ่มเติมได้ใน CIO Insights: ‘ไพ่’ ทุกใบของ Trump ไม่ได้จะชนะเสมอไป)

จากกราฟ 3 จะเห็นได้ว่าการมีสัดส่วนของสินทรัพย์สร้างสมดุลอย่างทองคำและพันธบัตรสหรัฐระยะสั้น ช่วยจำกัดความผันผวนและเพิ่มผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยง (Risk-adjusted Returns) ได้ในทุกระดับความเสี่ยง โดยเฉพาะในพอร์ตความเสี่ยงต่ำที่ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน โดยเฉลี่ยแล้ว พอร์ตการลงทุนของเรา (แท่งสีฟ้า) สามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 1.9 เท่าต่อหนึ่งหน่วยความเสี่ยง เทียบกับ Benchmark (แท่งสีเทา) ที่ทำได้เพียง 1.5 เท่า ซึ่งสำหรับนักลงทุนของเรา สิ่งนี้หมายถึงเส้นทางการลงทุนที่ราบรื่นกว่าท่ามกลางความผันผวนของตลาด ซึ่งจะช่วยให้คุณรักษาวินัยและลงทุนต่อตามแผนระยะยาวได้อย่างสบายใจ

ทองคำช่วยให้พอร์ตมีความยืดหยุ่นท่ามกลางความผันผวน

ทองคำ คือ กุญแจสำคัญที่ทำให้พอร์ตการลงทุนของเราทำผลงานได้ดีกว่า Benchmark ในไตรมาสแรกของปี 2026 โดยสินทรัพย์ประเภทนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 7% ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยที่หักล้างกันไปมาตลอดไตรมาส ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ช่วยพยุงราคาไว้ในบางช่วง ขณะที่การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ฯ และอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้หักด้วยเงินเฟ้อ (Real Yield) ที่สูงขึ้น ได้กลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเทขายอย่างหนักเมื่อต้นเดือนมีนาคม นอกจากนี้ การซื้อขายเก็งกำไรตามกระแส ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อทั้งช่วงที่ราคาพุ่งสูงขึ้นและช่วงที่ราคาย่อตัวลงมา

เมื่อมองในระยะยาว ผลตอบแทนที่แข็งแกร่งของทองคำท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายและการเมือง ทำให้ทองคำกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนให้พอร์ตได้มากที่สุดในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา การใช้จ่ายของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นทำให้ความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงอยู่ในระดับสูง และแรงซื้ออย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกก็ช่วยพยุง Demand ของทองคำไว้อย่างมั่นคง ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความคาดหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า ก็ช่วยประคองราคาทองคำไว้ด้วยการจำกัดการพุ่งขึ้นของ Real Yield

หุ้นทั่วโลกและหุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรม ช่วยสนับสนุนผลตอบแทนจากตลาดหุ้น

ผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นใน Q1/2026 มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละภูมิภาคและกลุ่มอุตสาหกรรม โดยตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (ไม่รวมสหรัฐ) มีความทนทานต่อสภาวะตลาดได้ดีกว่า โดยญี่ปุ่นถือเป็นตลาดที่โดดเด่นในไตรมาสนี้ หากมองในระดับกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในสหรัฐ เป็นผู้นำในการสร้างผลตอบแทนด้วยคุณสมบัติที่เป็นหุ้น Defensive ขณะที่กลุ่มพลังงาน และอุตสาหกรรม รวมถึงกลาโหมและอวกาศ ก็ช่วยสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวก โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึง Demand ที่ต่อเนื่องจากการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ

ในทางกลับกัน หุ้นสหรัฐโดยรวมและหุ้นอินเดียกลายเป็นปัจจัยหลักที่กดดันผลตอบแทน โดยดัชนีหลักอย่าง S&P 500 และหุ้นโลกปรับตัวลดลงในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังเผชิญกับแรงกดดัน เนื่องจาก Yield ตราสารหนี้ที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อหุ้น Growth บวกกับความกังวลว่าความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI อาจจะเข้ามา Disrupt โมเดลธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปในช่วง 12 เดือนหลัง (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2026) จะพบว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นเริ่มมีการกระจายตัวมากขึ้น ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มผู้นำเพียงไม่กี่กลุ่มเหมือนแต่ก่อน แม้หุ้นโลกและหุ้นเทคโนโลยีจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่สร้างผลตอบแทน แต่กลุ่มวัฏจักร เช่น อุตสาหกรรม รวมถึงกลาโหมและอวกาศ เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ดังที่เห็นในกราฟ 4 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่าผลตอบแทนของตลาดกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมและภูมิภาคที่หลากหลายมากขึ้น

ตราสารหนี้เผชิญแรงกดดัน หลังตลาดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยช้ากว่าที่คิด

สินทรัพย์อย่างตราสารหนี้เผชิญกับความท้าทายตั้งแต่ต้นปี 2026 เนื่องจาก Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้นได้กดดันให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนที่สุดในกลุ่มตราสารหนี้ Aggregate และพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ซึ่งส่งผลลบเล็กน้อยต่อพอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในพันธบัตรสหรัฐระยะสั้น ยังคงสร้างผลตอบแทนเป็นบวกและช่วยลดผลกระทบจากการปรับตัวลดลงของตราสารหนี้ประเภทอื่นได้ ส่วนพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อส่วนใหญ่มีราคาคงที่ ซึ่งช่วยจำกัด Drawdown โดยรวมของกลุ่มตราสารหนี้

หากมองย้อนกลับไปในช่วง 12 เดือนหลัง (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2026) ตราสารหนี้ยังคงทำหน้าที่สร้างเสถียรภาพให้พอร์ตและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยพันธบัตรสหรัฐระยะสั้นและหุ้นกู้ High-yield เป็นกลุ่มที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ ตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่และตราสารหนี้ Aggregate ทั่วโลก ก็ช่วยหนุนผลตอบแทนเช่นกัน นอกจากนี้ พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อได้ช่วยสร้างผลตอบแทนเล็กน้อยในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

Thematic Portfolio

Thematic Portfolio ของเรามอบโอกาสการลงทุนโดยตรงในเทรนด์ระยะยาว ตั้งแต่ AI เศรษฐกิจดิจิทัล ไปจนถึงนวัตกรรมการแพทย์และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เนื่องจากเป็นการลงทุนแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่ม พอร์ตเหล่านี้จึงอาจมีความไวต่อวัฏจักรตลาดมากกว่าปกติ ดังที่เห็นในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยธีม Environment and Cleantech มีความโดดเด่นในฐานะธีมที่ทำผลงานได้ดีที่สุดจากความสนใจในพลังงานนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการขยายตัวของ AI

Technology Enablers

ใน Q1/2026 ธีม Technology Enablers ทำผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ -7.1% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ -7.2% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินดอลลาร์ฯ (-2.8% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ -2.9% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินบาท)

ส่วนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ธีมนี้ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ +17.5% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +16.7% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินดอลลาร์ฯ (+14.2% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +13.5% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินบาท)

ธีมนี้ปรับตัวลดลงโดยมีสาเหตุหลักมาจากความอ่อนแอในกลุ่มซอฟต์แวร์ โดยบริษัทในกลุ่มคลาวด์และซอฟต์แวร์คือปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งผลตอบแทน เนื่องจากความกังวลเรื่อง Disruption จาก AI และการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นแรงกดดันต่อ Valuation ของหุ้นกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังคงช่วยสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวก จากความต้องการฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งหากมองย้อนกลับไป 12 เดือน พอร์ตนี้ยังคงให้ผลตอบแทนที่แข็งแกร่งจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมถึงการเติบโตในกลุ่มบล็อกเชนและเซมิคอนดักเตอร์

Future of Consumer Tech

ใน Q1/2026 ธีม Future of Consumer Tech ทำผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ -8.0% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ -8.1% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินดอลลาร์ฯ (-3.7% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ -3.9% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินบาท)

ส่วนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ธีมนี้ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ +8.0% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +7.4% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินดอลลาร์ฯ (+5.0% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +4.4% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินบาท)

ธีมนี้ปรับตัวลดลงในไตรมาสแรกเช่นกัน โดยกลุ่ม Fintech เป็นกลุ่มที่ฉุดรั้งผลตอบแทนมากที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มนวัตกรรมยานยนต์ เกมมิ่ง และอินเทอร์เน็ต สะท้อนถึงการปรับฐานราคาใหม่ในกลุ่มเทคโนโลยีที่เน้นการให้บริการผู้บริโภครายย่อยโดยตรง โดยนักลงทุนได้เริ่มประเมินความคาดหวังในการเติบโตและผลกระทบจาก AI ใหม่ อย่างไรก็ตาม ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ธีมนี้ยังคงให้ผลตอบแทนที่เป็นบวก โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มยานยนต์ไร้คนขับ ตามมาด้วยเกมมิ่งและการบริโภคผ่านช่องทางดิจิทัล ขณะที่กลุ่ม Fintech เป็นตัวฉุดรั้งผลตอบแทนตลอดช่วงเวลาดังกล่าว

Healthcare Innovation

ใน Q1/2026 ธีม Healthcare Innovation ทำผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ -1.8% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ -2.0% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินดอลลาร์ฯ (+2.7% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +2.6% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินบาท)

ส่วนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ธีมนี้ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ +14.3% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +13.6% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินดอลลาร์ฯ (+11.1% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +10.4% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินบาท)

ธีม Healthcare Innovation ให้ผลตอบแทนลดลงในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยปัจจัยหลักมาจากกลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ ขณะที่กลุ่มไบโอเทคและเภสัชกรรมค่อนข้างคงที่ ส่วนผลการดำเนินงานในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมายังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มไบโอเทคและเภสัชกรรมที่มีกิจกรรมการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) เพิ่มขึ้น รวมถึง Momentum ที่ดีต่อเนื่องในกลุ่มยาลดน้ำหนักและวิธีการรักษาโรคแบบใหม่ๆ

Environment and Cleantech

ใน Q1/2026 ธีม Environment and Cleantech ทำผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ +2.1% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +2.0% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินดอลลาร์ฯ (+6.9% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +6.7% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินบาท)

ส่วนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ธีมนี้ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ +31.7% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +30.9% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินดอลลาร์ฯ (+28.0% ก่อนหักค่าธรรมเนียม หรือ +27.3% หลังหักค่าธรรมเนียม ในสกุลเงินบาท)

ธีมนี้โดดเด่นที่สุดใน Q1/2026 โดยสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกได้แม้ตลาดโดยรวมจะปรับตัวลดลง เนื่องจากความแข็งแกร่งในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานนิวเคลียร์ พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ธีมนี้ทำผลงานได้ดีที่สุดในบรรดาพอร์ตการลงทุนตามธีมทั้งหมด โดยได้รับอานิสงส์จากความสนใจในพลังงานนิวเคลียร์และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดที่พุ่งสูงขึ้น ตามการขยายตัวของ AI และการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาดทั่วโลก

หมายเหตุ:

*Benchmark ที่เราใช้ในการเปรียบเทียบมาจาก FTSE All-World Index ในส่วนของหุ้น และ ใช้ FTSE World Government Bond TRI ในส่วนของตราสารหนี้ (ดูข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการลงทุน และผลดำเนินการของโมเดลพอร์ตโฟลิโอได้ที่นี่)

ผลตอบแทนของโมเดลพอร์ตนี้เป็นมูลค่าทั้งหมดหลังหักค่าธรรมเนียม ค่าดูแลรักษาทรัพย์สิน และค่าธรรมเนียมอื่นๆ แต่ยังไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีกำไรจากการลงทุน และการขอคืนภาษีหัก ณ​ ที่จ่ายของเงินปันผล โดยแบบจำลองผลการดำเนินงานนี้ทำเพื่อชี้วัดประสิทธิภาพของกลยุทธ์การลงทุน ไม่รวมปัจจัยอื่นๆ

เนื่องจากเราคิดค่าธรรมเนียมบริหารจัดการแบบก้าวหน้า ดังนั้น ค่าธรรมเนียมที่ใช้ในการคำนวณผลตอบแทนของโมเดลพอร์ตจึงสะท้อนค่าธรรมเนียมเฉลี่ยที่บริษัทเรียกเก็บจริง โดยสามารถดูรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนได้ที่ https://www.stashaway.co.th/th-TH/pricing

ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงในบัญชีอาจแตกต่างจากโมเดลพอร์ต ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาดำเนินการซื้อขาย, ความแตกต่างของช่วงเวลาและความผันผวนระหว่างวันในการทำ Re-optimisation และการทำ Rebalancing, ค่าธรรมเนียม, ภาษีของเงินปันผล (และการขอคืนภาษี) และอื่นๆ โดยผลตอบแทนอยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน; ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต; การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอ คำแนะนำ คำเชื้อเชิญ หรือการชักชวนให้ท่านซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือเข้าทำธุรกรรมใดๆ

ข้อมูลนี้ไม่ได้จัดเตรียมขึ้นโดยคำนึงถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลของท่าน (เช่น วัตถุประสงค์การลงทุน สถานการณ์ทางการเงิน หรือความต้องการโดยเฉพาะ) ท่านควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการเงิน บัญชี ภาษี กฎหมาย และด้านอื่น ๆ ของท่านเอง


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email