โซลูชันการลงทุน

ผลการดำเนินงาน Q3/2026 ของ StashAway

20 October 2026
Performance

แชร์บทความนี้

หลังจากตลาดเผชิญความผันผวนอย่างหนักในช่วงครึ่งปีแรก ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องในไตรมาส 3 ปี 2026 ขณะที่ทองคำเริ่มกลับมาปรับตัวขึ้น หลังจากร่วงลงอย่างหนักในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนตลาดตราสารหนี้ยังคงเผชิญแรงกดดันจาก Yield พันธบัตรทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้การฟื้นตัวยังค่อนข้างจำกัด

ณ สิ้นเดือนกันยายน ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวกอย่างชัดเจนนับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ตราสารหนี้และทองคำยังมีผลตอบแทนติดลบ ดังที่แสดงใน Exhibit 1 ด้านล่าง

แม้ตลาดจะเผชิญความผันผวน แต่เมื่อมองในระยะยาว พอร์ต General Investing ยังคงสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า Benchmark โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ย 7.2% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (11% ในสกุลเงินบาท) ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (เทียบกับ Benchmark ที่ 6.8% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ) และมีผลตอบแทนเฉลี่ย 4.3% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (11.1% ในสกุลเงินบาท) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 (เทียบกับ Benchmark ที่ 4.6% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ)

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3 พอร์ตเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของตราสารหนี้และหุ้นบางส่วน ส่งผลให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 1.2% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (-0.2% ในสกุลเงินบาท) เทียบกับ Benchmark ที่ -0.5% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีทองคำช่วยลดผลกระทบจากการปรับตัวลงของสินทรัพย์อื่นในพอร์ต

พอร์ต General Investing ของเรายังคงบริหารภายใต้กลยุทธ์ Economic Regime-based Asset Allocation (ERAA™) ซึ่งประเมินว่าปัจจุบันเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะเติบโตควบคู่กับเงินเฟ้อสูง (inflationary-growth regime) โดยเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

ในภาวะเช่นนี้ เราให้น้ำหนักกับหุ้นและทองคำมากขึ้น โดยเน้นไปที่กลุ่มเทคโนโลยีตามการเติบโตของกระแส AI รวมถึงหุ้นวัฏจักร (cyclical sectors) ซึ่งได้ประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนตราสารหนี้ยังคงเป็นแหล่งรายได้ที่ดี แต่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้แนวโน้มผลตอบแทนมีความท้าทายมากขึ้น (ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดตราสารหนี้โลกได้ที่ CIO Insights: ถอดรหัส 3 ปัจจัยที่ดันบอนด์ยีลด์ให้สูงขึ้น)

ด้วยการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ในหุ้นทั่วโลก ตราสารหนี้ และทองคำ ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจมหภาคในแต่ละช่วงเวลา ERAA™ ช่วยบริหารความเสี่ยง เช่น ภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นกะทันหันและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมทั้งรักษาความหลากหลายของพอร์ตการลงทุนให้สามารถรับมือกับทุกสภาวะตลาดได้อย่างมั่นคง

ผลการดำเนินงานของพอร์ตต่าง ๆ ในไตรมาส 3 และช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา:

  • พอร์ต General Investing
  • Thematic Portfolios

General Investing

พอร์ต General Investing ของ StashAway ซึ่งบริหารภายใต้กลยุทธ์ ERAA™ มีผลการดำเนินงานเฉลี่ย -1.2% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (-0.2% ในสกุลเงินบาท) ในไตรมาส 3 เทียบกับ Benchmark ที่ปรับตัวลงเฉลี่ย -0.5% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

แม้ผลการดำเนินงานจะปรับตัวลงในไตรมาส 3 แต่เมื่อมองในระยะยาว พอร์ตยังคงสร้างผลตอบแทนเป็นบวก โดยในช่วง 12 เดือน ถึงวันที่ 30 กันยายน 2026 พอร์ตมีผลตอบแทนเฉลี่ย 7.2% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (11% ในสกุลเงินบาท) สูงกว่า Benchmark ซึ่งมีผลตอบแทนเฉลี่ย 6.8% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

หุ้นเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

ในไตรมาส 3 การลงทุนในหุ้นส่งผลลบต่อผลการดำเนินงานของพอร์ตเล็กน้อย เนื่องจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงกลุ่มการบินและป้องกันประเทศของสหรัฐฯ มีผลกระทบมากกว่าผลตอบแทนบวกจากหุ้นทั่วโลก หุ้นกลุ่มสุขภาพของสหรัฐฯ และหุ้นญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนหลัง 12 เดือน หุ้นยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ต โดยเฉพาะหุ้นทั่วโลกและหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตได้ดีเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้น แม้ในไตรมาสล่าสุดผลตอบแทนจะแตกต่างกันมากขึ้นในแต่ละกลุ่ม

การฟื้นตัวของทองคำในไตรมาส 3 ช่วยพยุงผลการดำเนินงาน

ในไตรมาส 3 ทองคำเริ่มฟื้นตัวหลังจากปรับตัวลงในช่วงครึ่งปีแรก และช่วยลดผลกระทบจากการปรับตัวลงของสินทรัพย์อื่นในพอร์ต เมื่อมองย้อนหลัง 12 เดือน ทองคำยังสร้างผลตอบแทนเป็นบวกเช่นเดียวกับหุ้น สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท

เรายังคงให้น้ำหนักกับทองคำมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลเพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต เนื่องจากหลายประเทศยังมีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงและขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเข้าซื้อทองคำ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนมุมมองเชิงบวกของเราต่อทองคำ

Yield พันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้นกดดันตราสารหนี้ทั่วโลก

ในไตรมาส 3 ตราสารหนี้เป็นปัจจัยหลักที่กดดันผลตอบแทนของพอร์ต โดยเฉพาะการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก เนื่องจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและแนวโน้มที่ธนาคารกลางจะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้ Yield พันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง

เมื่อมองย้อนหลัง 12 เดือน ตราสารหนี้ยังคงส่งผลลบต่อผลตอบแทนของพอร์ต อย่างไรก็ตาม พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นมากช่วยลดผลกระทบได้ทั้งในไตรมาส 3 และช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่าตราสารหนี้ที่มีอายุยาวกว่า

Thematic Portfolios

พอร์ต Thematic ของเราเน้นลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ตั้งแต่ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ไปจนถึงนวัตกรรมด้านสุขภาพและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยแต่ละธีมมีจังหวะและระยะเวลาการเติบโตที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลอย่างชัดเจน

เนื่องจากพอร์ตเหล่านี้เน้นลงทุนในธุรกิจและอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม ผลตอบแทนในระยะสั้นจึงอาจผันผวนค่อนข้างมาก นักลงทุนจึงควรมองการลงทุนในพอร์ต Thematic ด้วยมุมมองระยะยาว

Technology Enablers

พอร์ต Technology Enablers สร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 4.4% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (5.4% ในสกุลเงินบาท) ในไตรมาส 3 ส่งผลให้ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 12 เดือนอยู่ที่ 18.8% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (23% ในสกุลเงินบาท)

ในไตรมาส 3 หุ้นกลุ่มคลาวด์คอมพิวติ้ง ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และซอฟต์แวร์ เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทน โดยการปรับตัวขึ้นของหุ้นเหล่านี้สามารถชดเชยผลกระทบจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มหุ่นยนต์และเซมิคอนดักเตอร์ได้มากกว่า

เมื่อมองย้อนหลัง 12 เดือน ผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจากหุ้นกลุ่ม AI และบิ๊กดาต้า รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ โดยมีหุ้นกลุ่มความปลอดภัยทางไซเบอร์ช่วยสนับสนุนเพิ่มเติม ส่วนหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ แม้จะฟื้นตัวในไตรมาส 3 และช่วยลดผลขาดทุนสะสมลงได้ แต่ยังคงส่งผลลบต่อผลตอบแทนของพอร์ตเล็กน้อยเมื่อมองตลอดช่วง 12 เดือน

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ได้ที่ CIO Insights: Ctrl+Alt+Delete on software?

Future of Consumer Tech

พอร์ต Future of Consumer Tech สร้างผลตอบแทน -0.1% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (0.9% ในสกุลเงินบาท) ในไตรมาส 3 ซึ่งถือว่าทรงตัวในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผลตอบแทนอยู่ที่ -1.5% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (2% ในสกุลเงินบาท)

ในไตรมาส 3 หุ้นกลุ่มอินเทอร์เน็ตและวิดีโอเกมปรับตัวขึ้น แต่ผลตอบแทนถูกหักล้างด้วยการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคต (future mobility) และฟินเทค ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนในพอร์ตบางระดับความเสี่ยง

สำหรับช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคตจะสร้างผลตอบแทนเป็นบวก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลขาดทุนจากหุ้นกลุ่มฟินเทคและวิดีโอเกม ทำให้พอร์ต Future of Consumer Tech ยังคงมีผลตอบแทนติดลบเล็กน้อยในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ต่างจากพอร์ต Thematic อื่น ๆ

Healthcare Innovation

พอร์ต Healthcare Innovation มีผลตอบแทน 2.7% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (3.8% ในสกุลเงินบาท) ในไตรมาส 3 ต่อยอดผลตอบแทนในระยะยาวที่แข็งแกร่งที่ 16.6% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (20.8% ในสกุลเงินบาท) ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

ในไตรมาส 3 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ต โดยมีหุ้นกลุ่มอุปกรณ์การแพทย์และเวชภัณฑ์ช่วยสนับสนุนด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนหลัง 12 เดือน หุ้นกลุ่มอุปกรณ์การแพทย์ยังคงส่งผลลบต่อผลตอบแทน แต่การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพและเวชภัณฑ์สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้มากกว่า ทำให้พอร์ตยังคงสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้อย่างชัดเจน

Environment and Cleantech

พอร์ต Environment and Cleantech มีผลตอบแทนเฉลี่ย -6.5% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (-5.5% ในสกุลเงินบาท) ในไตรมาส 3 อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนหลัง 12 เดือน พอร์ตยังคงสร้างผลตอบแทนเป็นบวกที่ 7% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (10.8% ในสกุลเงินบาท)

ในไตรมาส 3 หุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคตเป็นปัจจัยหลักที่กดดันผลตอบแทนของพอร์ต ขณะที่หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ยูเรเนียม และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำต่างปรับตัวลงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นช่วยลดผลกระทบได้บางส่วนในพอร์ตบางระดับความเสี่ยง

แม้ผลตอบแทนในไตรมาส 3 จะปรับตัวลง แต่เมื่อมองย้อนหลัง 12 เดือน พอร์ตยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยได้แรงสนับสนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคต โครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด ซึ่งสามารถชดเชยผลกระทบจากหุ้นกลุ่มธุรกิจน้ำและยูเรเนียมที่ปรับตัวลงได้มากกว่า


Benchmark ที่เราใช้ในการเปรียบเทียบมาจาก FTSE All-World Index ในส่วนของหุ้น และ ใช้ FTSE World Government Bond TRI ในส่วนของตราสารหนี้ (ดูข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการลงทุน และผลดำเนินการของโมเดลพอร์ตโฟลิโอได้ที่นี่)

ผลตอบแทนของโมเดลพอร์ตนี้เป็นมูลค่าทั้งหมดหลังหักค่าธรรมเนียม ค่าดูแลรักษาทรัพย์สิน และค่าธรรมเนียมอื่นๆ แต่ยังไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีกำไรจากการลงทุน และการขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินปันผล โดยแบบจำลองผลการดำเนินงานนี้ทำเพื่อชี้วัดประสิทธิภาพของกลยุทธ์การลงทุน ไม่รวมปัจจัยอื่น ๆ

เนื่องจากเราคิดค่าธรรมเนียมบริหารจัดการแบบก้าวหน้า ดังนั้น ค่าธรรมเนียมที่ใช้ในการคำนวณผลตอบแทนของโมเดลพอร์ตจึงสะท้อนค่าธรรมเนียมเฉลี่ยที่บริษัทเรียกเก็บจริง โดยสามารถดูรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนได้ที่ https://www.stashaway.co.th/th-TH/pricing

ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงในบัญชีอาจแตกต่างจากโมเดลพอร์ต ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาดำเนินการซื้อขาย, ความแตกต่างของช่วงเวลาและความผันผวนระหว่างวันในการทำ Re-optimisation และการทำ Rebalancing, ค่าธรรมเนียม, ภาษีของเงินปันผล (และการขอคืนภาษี) และอื่นๆ โดยผลตอบแทนอยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน; ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต; การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นคำเสนอ คำแนะนำ คำเชื้อเชิญ หรือการชักชวนให้ท่านซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หรือเข้าทำธุรกรรมใด ๆ

ข้อมูลนี้ไม่ได้จัดเตรียมขึ้นโดยคำนึงถึงสถานการณ์ส่วนบุคคลของท่าน (เช่น วัตถุประสงค์การลงทุน สถานการณ์ทางการเงิน หรือความต้องการโดยเฉพาะ) ท่านควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการเงิน บัญชี ภาษี กฎหมาย และด้านอื่น ๆ ของท่านเอง


แชร์บทความนี้