บทวิเคราะห์จาก Group CIO

CIO Insights: ถอดรหัส 3 ปัจจัยที่ดันบอนด์ยีลด์ให้สูงขึ้น

01 October 2026
Market OutlookCIO

ใช้เวลาอ่านประมาณ 10 นาที

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดพันธบัตรทั่วโลกผันผวนอย่างมาก โดย Yield ของพันธบัตรระยะยาวในหลายประเทศเศรษฐกิจหลักพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี รวมถึง Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ราว 5% ส่งผลให้ประเด็นการกู้ยืมของรัฐบาลและความสามารถในการบริหารจัดการหนี้ในระยะยาวกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

การปรับขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนท่าทีที่เข้มงวดมากขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการที่ตลาดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าจะสูงกว่าที่เคยคาดไว้

แต่สถานการณ์นี้ยังนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น เมื่อรัฐบาลกู้ยืมมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อและนโยบายการคลัง นักลงทุนจะต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยการถือพันธบัตรระยะยาวหรือไม่? และหนี้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวข้องอย่างไรกับกระแสการลงทุนใน AI ที่กำลังขยายตัว?

ใน CIO Insights ฉบับเดือนนี้ เราจะเจาะลึกว่าอะไรเป็นแรงผลักดันให้ Yield ของพันธบัตรสูงขึ้น การกู้ยืมของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นและกระแสลงทุนใน AI จะทำให้ Yield อยู่ในระดับสูงต่อไปหรือไม่ และทำไมสิ่งที่สำคัญต่อพอร์ตของคุณจึงไม่ใช่แค่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงอยู่นานแค่ไหน แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ทันหรือไม่

Key takeaways 

  • ทำไม Yield ของพันธบัตรระยะยาวจึงสูงขึ้น? ปัจจัยไม่ใช่แค่ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว Yield ที่ปรับสูงขึ้นในช่วงล่าสุด ส่วนหนึ่งมาจากทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการที่ตลาดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะ อย่างไรก็ตาม หากมองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อีกปัจจัยสำคัญคือ Term Premium (ส่วนชดเชยความเสี่ยงจากการถือพันธบัตรระยะยาว) ที่ปรับสูงขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อและนโยบายการคลัง รวมถึงปริมาณพันธบัตรรัฐบาลที่ออกเพิ่มขึ้น
  • แรงกดดันด้านการคลังของสหรัฐฯ อาจทำให้​ Yield อยู่ในระดับสูงต่อไป ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ กู้ยืมมากกว่าช่วงก่อนโควิดอย่างมาก และคาดว่าการขาดดุลงบประมาณในระดับสูงและหนี้ที่เพิ่มขึ้นจะยังดำเนินต่อไปอีกหลายปี นอกจากหนี้ที่เพิ่มขึ้น หนี้เดิมที่ครบกำหนดยังต้องถูก refinance ด้วยหนี้ใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลก็เพิ่มขึ้น และยิ่งทำให้ต้องกู้ยืมมากขึ้นตามไปด้วย การออกพันธบัตรรัฐบาลอย่างต่อเนื่องจึงอาจสร้างแรงกดดันให้ Yield ของพันธบัตรระยะยาวอยู่ในระดับสูงต่อไป
  • การลงทุนด้าน AI กำลังเพิ่มความต้องการระดมทุนผ่านการกู้ยืม ทำให้ตลาดต้องรองรับตราสารหนี้ที่ออกมาเพิ่มขึ้น แต่ก็อาจช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ได้เช่นกัน การลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้​ Yield สูงขึ้นในปัจจุบัน แต่เม็ดเงินลงทุนเริ่มมีขนาดใหญ่พอที่จะส่งผลต่อตลาด เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ลงทุนอย่างต่อเนื่องและหันมาใช้เงินกู้เพื่อสนับสนุนการลงทุนเหล่านี้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากการลงทุนดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจและฐานภาษีขยายตัว ซึ่งอาจชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้เมื่อเทียบกับ GDP ได้ ดังนั้น AI อาจช่วยลดแรงกดดันด้านการคลังได้ แม้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะยังอยู่ในระดับสูง
  • Yield ที่สูงขึ้นไม่ได้ส่งผลเสียต่อตลาดหุ้นเสมอไป แต่ยังเป็นความท้าทายสำหรับพันธบัตรระยะยาว หาก AI ยังคงช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลกำไรของบริษัท ตลาดหุ้นก็อาจไปต่อได้แม้อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม แม้ในกรณีที่ AI ช่วยหนุนเศรษฐกิจได้ดี การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ก็น่าจะยังอยู่ในระดับสูง และหนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจผลักดันให้ Term Premium สูงขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อพันธบัตรระยะยาว โดยเรามองว่าตลาดน่าจะสลับให้น้ำหนักระหว่างการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดย AI กับความเสี่ยงด้านการคลัง ขึ้นอยู่กับว่าการเติบโตจะมากพอที่จะชดเชยแรงกดดันด้านการคลังได้หรือไม่

(ดูคำอธิบายศัพท์ท้ายบทความ)

ทำไม Yield ของพันธบัตรระยะยาวถึงสูงขึ้น? นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ

เพื่อให้เห็นชัดขึ้นว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ Yield ของพันธบัตรระยะยาวสูงขึ้น เราสามารถแยก​ Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีออกเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อดูว่าแต่ละปัจจัยมีส่วนอย่างไร

วิธีหนึ่งคือแบ่ง Yield ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) อัตราเฉลี่ยของดอกเบี้ยระยะสั้นที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ในช่วง 10 ปีข้างหน้า และ 2) Term Premium หรือผลตอบแทนเพิ่มเติมที่นักลงทุนคาดหวังเพื่อแลกกับการถือพันธบัตรระยะยาว จากกราฟด้านบนของ Exhibit 1 จะเห็นว่า Yield ของพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ปรับสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปี ส่วนใหญ่มาจากการที่ตลาดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะสูงขึ้น

ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีที่เข้มงวดมากขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ยังมีการส่งสัญญาณว่าอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก และคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงไปจนถึงปี 2027 ขณะที่ Term Premium ค่อนข้างทรงตัวในช่วงที่ผ่านมา

อีกวิธีคือแบ่ง Yield ของพันธบัตรอายุ 10 ปีออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ Yield ที่แท้จริงหลังหักผลของเงินเฟ้อ (Real Yield) และการคาดการณ์เงินเฟ้อ (ดูกราฟด้านล่างของ Exhibit 1) ซึ่งให้ภาพไปในทิศทางเดียวกัน โดย Yieldที่ปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจาก Real Yield ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวแทบไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อดูจากทั้งสองวิธี จะเห็นว่า Yield ที่เพิ่มขึ้นล่าสุด ส่วนใหญ่มาจากการที่ตลาดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะอยู่ในระดับสูงขึ้น ไม่ใช่เพราะกังวลว่าเงินเฟ้อระยะยาวจะกลับมาสูงขึ้น

แต่หากมองในระยะยาว จะเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้น ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา Term Premium เคยอยู่ในระดับต่ำมาก และบางช่วงถึงขั้นติดลบ แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ Term Premium ค่อย ๆ ปรับสูงขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับการถือพันธบัตรระยะยาว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยุคของนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากกำลังผ่านพ้นไป ขณะเดียวกัน การกู้ยืมของภาครัฐที่อยู่ในระดับสูงก็เริ่มส่งผลต่อตลาดพันธบัตรระยะยาวมากขึ้น

ดังนั้น แม้ Yield ที่ปรับสูงขึ้นในช่วงล่าสุดอาจปรับลดลงได้บ้าง หากมุมมองของตลาดต่อนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ เปลี่ยนไป แต่โอกาสที่ Yield จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำมากเหมือนในช่วงทศวรรษ 2010 น่าจะมีไม่มาก

แรงกดดันด้านการคลังอาจทำให้ Yield อยู่ในระดับสูงนานขึ้น

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดของตลาดพันธบัตรในวันนี้ คือขนาดการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ ดังที่กราฟด้านบนของ Exhibit 2 แสดง ในช่วงปี 2023-2025 การออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สุทธิเฉลี่ยอยู่ที่ราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เทียบกับราว 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐหลังวิกฤตการเงินโลก (GFC) และเพียง 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐก่อนเกิดวิกฤต

ระดับดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การออกพันธบัตรเคยพุ่งขึ้นในช่วงวิกฤตการเงินโลกและการระบาดของโควิด แต่ในตอนนั้นเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อรับมือภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ สิ่งที่แตกต่างในวันนี้คือ การกู้ยืมยังคงอยู่ในระดับสูง แม้เศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง

ขณะเดียวกัน การกู้ยืมของรัฐบาลก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงกลับไปใกล้ระดับก่อนโควิด โดยกราฟด้านล่างของ Exhibit 2 แสดงให้เห็นว่า การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ คาดว่าจะอยู่ที่ราว 6% ของ GDP ตลอดสิบปีข้างหน้า นั่นหมายความว่ารัฐบาลจะยังต้องออกพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเงินมาใช้ในส่วนที่รายจ่ายสูงกว่ารายได้ โดยประมาณการล่าสุดของสำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ (CBO)¹ ระบุว่า หนี้ที่ถือโดยสาธารณะ (Debt held by the public) จะเพิ่มจากราว 101% ของ GDP ในปัจจุบัน เป็น 120% ภายในปี 2036

ยิ่งหนี้เพิ่มขึ้น ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย โดยหนี้ภาครัฐจำนวนมากที่ครบกำหนดกำลังถูกแทนที่ด้วยหนี้ใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าในช่วงทศวรรษ 2010 ทั้งนี้ CBO ประเมินว่า ภาระดอกเบี้ยสุทธิจะเพิ่มจากราว 3.3% ของ GDP ในปี 2026 เป็น 4.6% ภายในปี 2036 เมื่อรัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น ก็ยิ่งต้องกู้เพิ่มเพื่อรองรับภาระดังกล่าว

สรุปคือ การขาดดุลงบประมาณในระดับสูงทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องออกพันธบัตรจำนวนมากต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งเพิ่มความจำเป็นในการกู้ยืม ปัจจัยทั้งสองจึงสร้างแรงกดดันให้​ Yield ของพันธบัตรระยะยาวสูงขึ้น และมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงได้นานขึ้น

AI เพิ่มปริมาณหุ้นกู้ในตลาด แต่ก็อาจช่วยให้แนวโน้มการคลังดีขึ้น

ความต้องการเงินทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว อย่างที่เราได้กล่าวถึงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การลงทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องใช้เงินทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้าน AI ได้ใน CIO Insights: ส่องงบบริษัทจดทะเบียน เมื่อ AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก)

บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ หรือ Hyperscalers 5 ราย ได้แก่ Alphabet, Amazon, Meta, Microsoft และ Oracle มีแนวโน้มเพิ่มการลงทุนอย่างต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า โดยคาดว่ารายจ่ายลงทุนจะเพิ่มจากราว 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เป็นเกือบ 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ และแตะราว 1.1-1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ตั้งแต่ปี 2027 ไปจนถึงอย่างน้อยปี 2031

อย่างไรก็ตาม บริษัทเหล่านี้ไม่ได้พึ่งพาการกู้ยืมเพียงอย่างเดียว เพราะบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังมีกระแสเงินสดสูง และสามารถระดมทุนผ่านช่องทางอื่นได้ ทั้งการออกหุ้น สัญญาเช่า Private Credit และ Project Financing ขณะเดียวกัน การออกหุ้นกู้ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังที่แสดงใน Exhibit 3 โดย J.P. Morgan ประเมินว่า มูลค่าหุ้นกู้ที่ออกโดย Hyperscalers และบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI เพิ่มจากเพียง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็นราว 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 และอาจสูงกว่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027²

แม้มูลค่าหุ้นกู้ที่เกี่ยวข้องกับ AI จะยังน้อยกว่าการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่สัดส่วนในตลาดหุ้นกู้เอกชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจาก Goldman Sachs ระบุว่า บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนเพียง 1% ของการออกหุ้นกู้ระดับ Investment Grade ในสหรัฐฯ ในปี 2024 ก่อนเพิ่มเป็น 7% ในปี 2025 และราว 18% ณ ต้นเดือนสิงหาคมปีนี้

แนวโน้มนี้ยิ่งเห็นได้ชัดในตลาดหุ้นกู้ระยะยาว โดยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI มีสัดส่วนราว 40% ของการออกหุ้นกู้ระดับ Investment Grade ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป นั่นหมายความว่า หุ้นกู้ของบริษัทเหล่านี้ต้องแข่งขันกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวในการดึงดูดเงินลงทุนจากนักลงทุน

การออกหุ้นกู้ที่เกี่ยวข้องกับ AI เพิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่นานมานี้ จึงยังไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ Yield ของพันธบัตรระยะยาวปรับสูงขึ้นนับจากจุดต่ำสุดในปี 2020 แต่หากบริษัทต่าง ๆ ยังคงกู้ยืมในระดับนี้ต่อไป ก็อาจเป็นอีกแรงที่ผลักดันให้ Yield สูงขึ้น นอกเหนือจากการกู้ยืมของรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว

ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจาก AI อาจช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้

หากกระแสการลงทุนใน AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างยั่งยืน ก็อาจยกระดับศักยภาพการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจ (ดังที่เราวิเคราะห์ไว้ใน 2026 Macro Outlook: ว่ากันด้วย ‘FACTs’ ล้วน ๆ) การเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นจะช่วยขยายเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ภาษี ทำให้ความจำเป็นในการกู้ยืมใหม่ลดลง และหากผลลัพธ์มีขนาดมากพอ GDP อาจเติบโตเร็วกว่าหนี้ภาครัฐ ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลง

CBO ประเมินไว้แล้วว่า AI จะช่วยเพิ่มการเติบโตของผลิตภาพได้ราว 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ ต่อปีจนถึงปี 2036 หากอ้างอิงจากการประเมินของ CBO ว่าผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด การเติบโตที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีจะคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7% ของเงินลงทุนด้าน AI ในสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ราว 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 

ตัวเลขนี้อาจเป็นการประเมินที่ค่อนข้างระมัดระวัง เพราะหาก AI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายเร็วกว่าคาด หรือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากกว่าที่ CBO ประเมินไว้ ผลที่เกิดขึ้นก็อาจสูงกว่านี้ เพื่อให้เห็นภาพ ในอุตสาหกรรมผลิตชิปและซอฟต์แวร์บางกลุ่ม ผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROIC) ในระยะยาวสูงกว่า 20%5

(ตัวเลขนี้ใช้เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพเท่านั้น เนื่องจาก ROIC ของบริษัทวัดผลกำไรเทียบกับเงินลงทุนทั้งหมด ขณะที่การประเมินของเราเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวมกับเงินลงทุนในแต่ละปี)

Exhibit 4 แสดงให้เห็นว่า หากอัตราการเติบโตของประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีก 0.3 หรือ 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและฐานะการคลังของรัฐอย่างไร

หากประสิทธิภาพเติบโตได้ตามที่ประเมินไว้ในสองกรณีนี้ GDP ที่แท้จริงจะเติบโตเฉลี่ยราว 2.2% และ 2.4% ต่อปีในช่วงปี 2027-2036 เทียบกับประมาณการฐานของ CBO ที่ 1.8% ต่อปี การเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นจะช่วยลดความจำเป็นในการกู้ยืม ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ในปี 2036 อยู่ที่ราว 113% และ 109% ของ GDP ตามลำดับ เทียบกับ 120% ตามประมาณการหลักของ CBO

หาก AI ถูกนำมาใช้เร็วกว่าคาด หรือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น ก็อาจช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้ได้มากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ในทั้งสองกรณี สัดส่วนหนี้ก็ยังสูงกว่าราว 101% ของ GDP ที่คาดไว้ในปี 2026

ดังนั้น แม้ AI อาจช่วยลดแรงกดดันด้านการคลังของสหรัฐฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่หากต้องการหยุดไม่ให้สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็ยังต้องอาศัยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่านี้ หรือการปรับรายจ่ายและรายได้ของภาครัฐ

อีกประเด็นสำคัญคือ ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ Yield ยังคงอยู่ในระดับสูง เพราะเมื่อการลงทุนให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ภาคธุรกิจก็มีแรงจูงใจที่จะลงทุนมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเงินทุนเพิ่มขึ้น และผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นก็อาจลดทอนผลดีจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นต่อฐานะการคลังของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้ว AI ก็ยังอาจช่วยลดแรงกดดันด้านการคลังได้ แม้ในอีกด้านหนึ่งจะมีส่วนทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงต่อไป

Yield ที่สูงขึ้น ส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตการลงทุน 

ผลต่อการลงทุนจะขึ้นอยู่กับว่าแรงขับเคลื่อนใดมีอิทธิพลมากกว่า:

  • หากการลงทุนใน AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ Yield ของพันธบัตรระยะยาวก็อาจยังอยู่ในระดับสูง ในขณะเดียวกัน ผลกำไรของบริษัทก็มีแนวโน้มเติบโตได้ดีขึ้น ภาวะเช่นนี้ยังเอื้อต่อตลาดหุ้น แม้​ Yield ที่สูงขึ้นอาจกดดัน Valuation อยู่บ้าง
  • ในทางกลับกัน หาก Yield ของพันธบัตรระยะยาวยังอยู่ในระดับสูงจากเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ การขาดดุลงบประมาณในระดับสูง และ Term Premium ที่เพิ่มขึ้น โดยที่เศรษฐกิจไม่ได้เติบโตแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย ก็จะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นมากกว่า เพราะการเติบโตของกำไรอาจไม่มากพอที่จะชดเชยแรงกดดันต่อระดับมูลค่าหุ้น ขณะเดียวกัน พันธบัตรระยะยาวก็ยังมีความเสี่ยง หาก Yield ปรับสูงขึ้นต่อ

เรามองว่าทั้งสองปัจจัยจะยังส่งผลต่อตลาดควบคู่กัน โดย AI จะช่วยหนุนประสิทธิภาพและผลกำไร ขณะที่การขาดดุลงบประมาณในระดับสูงและหนี้ที่เพิ่มขึ้นจะยังสร้างแรงกดดันด้านการคลัง ตลาดจึงอาจให้ความสำคัญกับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งมากกว่าในแต่ละช่วง ขึ้นอยู่กับว่าปัจจัยใดมีอิทธิพลต่อตลาดมากกว่าในขณะนั้น Exhibit 5 สรุปว่าภาวะที่แตกต่างกันเหล่านี้อาจส่งผลต่อการลงทุนอย่างไร

แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ก็น่าจะยังอยู่ในระดับสูง และสัดส่วนหนี้ต่อ GDP มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ Term Premium อยู่ในระดับสูง และสร้างแรงกดดันต่อพันธบัตรระยะยาว ขณะเดียวกัน การเติบโตของผลกำไรที่แข็งแกร่งก็ยังช่วยหนุนตลาดหุ้นได้

ในภาพรวม Yield ที่สูงขึ้นไม่ได้ส่งผลลบต่อนักลงทุนเสมอไป เศรษฐกิจยังสามารถเติบโตได้ดีแม้แรงกดดันด้านการคลังยังคงอยู่ ขณะเดียวกัน ปัจจัยที่ผลักดันให้ Yield สูงขึ้นก็อาจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา

สิ่งสำคัญคือการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เพื่อให้พอร์ตของคุณไม่ต้องพึ่งพาว่าเศรษฐกิจจะเป็นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่การเติบโตทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านการคลังอาจสลับกันเป็นปัจจัยสำคัญต่อตลาดในอีกหลายปีข้างหน้า

Authors

Stephanie Leung, Group Chief Investment Officer

ในฐานะ Group Chief Investment Officer คุณ Stephanie และทีมงานของเธอเป็นผู้ดูแลผลิตภัณฑ์และพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของ StashAway โดยเธอมีประสบการณ์ด้านการลงทุนแบบ Multi-asset มากกว่า 20 ปี ซึ่งก่อนที่จะเข้าร่วมกับ StashAway ในปี 2020 เธอเคยบริหารพอร์ตการลงทุนให้กับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Goldman Sachs และ Family Offices ขนาดหลายพันล้านดอลลาร์ฯ ภายในภูมิภาค

Justin Jimenez, Group Head of Macro and Investment Research

คุณ Justin มีประสบการณ์ด้านการวิจัยเศรษฐกิจและการลงทุนมากกว่าทศวรรษ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างมุมมองเศรษฐกิจโลกและสินทรัพย์ต่างๆ ให้ทีมงานด้านการลงทุนของ StashAway โดยก่อนที่จะเข้าทำงานกับ StashAway ในปี 2022 คุณ Justin เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ Bloomberg คุณ Justin สำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินจาก Columbia และ UCLA


คำอธิบาย

Term Premium (ส่วนชดเชยความเสี่ยงจากการถือพันธบัตรระยะยาว)
ผลตอบแทนเพิ่มเติมที่นักลงทุนต้องการเพื่อแลกกับการถือพันธบัตรระยะยาว แทนการลงทุนระยะสั้นแล้วนำเงินไปลงทุนใหม่เรื่อย ๆ โดยผลตอบแทนส่วนนี้สะท้อนความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อในอนาคต

Real Yield ( Yield ที่แท้จริง)
Yield ของพันธบัตรหลังหักผลของเงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้ ในบทความนี้ เราใช้ Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ชนิดป้องกันเงินเฟ้อ (TIPS) อายุ 10 ปีเป็นตัวแทน

Duration

ตัวชี้วัดว่าราคาพันธบัตรจะเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใดเมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนไป โดยทั่วไป พันธบัตรที่มีระยะยาวจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากกว่า โดยราคาจะลดลงมากกว่าเมื่อ Yield ปรับขึ้น และเพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อ Yield ปรับลง

Inflation Expectations (การคาดการณ์เงินเฟ้อ)

การคาดการณ์ของครัวเรือน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนว่า ราคาสินค้าและบริการจะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใดในอนาคต ในตลาดการเงิน มักประเมินจากอัตราเงินเฟ้อคุ้มทุน (Breakeven Inflation Rate) ซึ่งคำนวณจากส่วนต่างระหว่าง Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แบบทั่วไปกับพันธบัตรรัฐบาลที่ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและมีอายุเท่ากัน

Net Treasury Issuance (การออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สุทธิ)
ปริมาณพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ออกใหม่ หลังหักส่วนที่ออกเพื่อทดแทนพันธบัตรที่ครบกำหนดแล้ว จึงสะท้อนปริมาณพันธบัตรที่ออกเพิ่มและต้องการเงินลงทุนจากตลาด

Net Interest Costs (ภาระดอกเบี้ยสุทธิ)

ดอกเบี้ยที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ต้องจ่ายสำหรับหนี้ หลังหักรายได้ดอกเบี้ยที่ได้รับ โดยภาระดอกเบี้ยสุทธิจะเพิ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลมีหนี้มากขึ้น หรือเมื่อหนี้เดิมครบกำหนดและต้องออกหนี้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเดิม


เอกสารอ้างอิง

  1. Congressional Budget Office. (2026). The Budget and Economic Outlook: 2026 to 2036. Available at: https://www.cbo.gov/publication/62105
  2. Jackson, J. and Liu, J. (2026). Can credit markets absorb the AI buildout? J.P. Morgan Asset Management. Available at: https://am.jpmorgan.com/wr/en/asset-management/institutional/insights/market-insights/market-updates/on-the-minds-of-investors/can-credit-markets-absorb-the-ai-buildout/
  3. Goldman Sachs. (2026). How AI Debt Is Reshaping Credit Markets. Available at: https://www.goldmansachs.com/insights/goldman-sachs-exchanges/how-ai-debt-is-reshaping-the-credit-market 
  4. Goldman Sachs. (2026). Global AI Investment Is Forecast to Exceed $1 Trillion in 2026. Available at: https://www.goldmansachs.com/insights/articles/global-investment-is-forecast-to-exceed-1-trillion-in-2026 
  5. Damodaran, A. (2026). Return on Capital by Sector (US). New York University Stern School of Business. Available at: https://pages.stern.nyu.edu/~adamodar/New_Home_Page/datafile/roc.html

แชร์บทความนี้

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมด