Weekly Buzz: เบื้องหลังการปรับฐานของทองคำ

06 February 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

หลังจากปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ราคาสินทรัพย์กลุ่มโลหะมีค่าก็เริ่มสะดุด โดยราคาทองคำปรับตัวลงเกือบ 18% จากจุดสูงสุดใกล้ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาแร่เงินร่วงแรงยิ่งกว่า โดยร่วงลงราว 30% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงภายในวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1980

เกิดอะไรขึ้น?

ตลอดปี 2025 โลหะมีค่ากลายเป็นการลงทุนยอดนิยม เพราะความกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐ ส่งผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายใน 12 เดือน ขณะที่ราคาแร่เงินพุ่งขึ้นกว่า 260% ในช่วงเวลาเดียวกัน 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ (30 ม.ค.) เมื่อประธานาธิบดี Trump เสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธาน Fed คนใหม่ โดย Warsh เป็นอดีตกรรมการ Fed ที่มีภาพลักษณ์ ‘เข้มงวดเรื่องเงินเฟ้อ’ ตลาดจึงตีความว่า อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงต่อไปนานกว่าที่คาด ข่าวนี้จึงทำให้เงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ทองคำและแร่เงินมีราคาแพงขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ 

ปัจจัยสำคัญที่สุดอาจเป็น ‘ความแออัดของการลงทุน’ (Crowded Trade) โดยในช่วงปีที่ผ่านมา บรรดา Trader ได้สะสมสถานะไว้จำนวนมาก ซึ่งในสภาวะแบบนี้ เพียงแค่มีข่าวหรือข้อมูลเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ก็สามารถกระตุ้นให้ราคาผันผวนอย่างรุนแรงได้ทันที อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการปรับฐานลักษณะนี้จะดูรวดเร็วและรุนแรงในสายตานักลงทุน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เหตุการณ์แบบนี้ถือว่ามีประโยชน์ต่อตลาดขาขึ้นในระยะยาว เพราะจะช่วยให้ตลาดได้สร้างฐานราคาที่มั่นคงมากขึ้น

Key Takeaway

หากมองในภาพใหญ่ แม้ราคาจะปรับฐานลงมาแล้ว แต่ทองคำยังคงปรับตัวขึ้นมาประมาณ 80% จากเมื่อต้นปี 2025 ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นที่ร้อนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบศตวรรษ ขณะที่ราคาแร่เงินยังสูงกว่าระดับเดิมกว่า 2 เท่า

ความผันผวนของราคาในระยะสั้นเป็นเรื่องปกติของทุกวัฏจักรตลาด และไม่ได้เปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำคัญสำหรับการกระจายความเสี่ยง โดยการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก

ความกังวลด้านนโยบายการคลัง รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนราคาทองคำในระยะกลาง-ยาว ซึ่งเป็นประเด็นที่เราได้วิเคราะห์ไว้แล้วใน 2026 Macro Outlook: ว่ากันด้วย ‘FACTs’ ล้วนๆ

(หากคุณกำลังมองหาพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก ลองดูพอร์ต General Investing ของเรา) 

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ยุโรปเริ่มต้นปีได้อย่างสดใส

เศรษฐกิจในเขตยูโรโซนขยายตัว 0.3% ในไตรมาสล่าสุด สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยสเปนเป็นผู้นำที่ 0.8% ขณะที่เยอรมนีและอิตาลีขยายตัว 0.3% เท่ากัน และสำหรับตัวเลขทั้งปี 2025 เศรษฐกิจยูโรโซนเติบโตที่ 1.5% เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 0.9% ในปี 2024

แนวโน้มดังกล่าวยังมีโอกาสเร่งตัวต่อ เนื่องจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในทุกภาคส่วน ทั้งภาคการผลิต บริการ ค้าปลีก และผู้บริโภค ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของคณะกรรมาธิการยุโรป ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 99.4 ในเดือน ม.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 

เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะความเชื่อมั่นมักส่งผลต่อเศรษฐกิจจริง ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตเริ่มมีแผนจ้างงานมากขึ้น สะท้อนว่า Momentum ทางเศรษฐกิจอาจส่งต่อไปถึงตลาดแรงงาน ขณะที่ การคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภคปรับตัวลดลงอย่างมากเช่นกัน เปิดทางให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) สามารถคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันได้ต่อไป

นอกจากนี้ นโยบายการคลังของยูโรโซนก็เริ่มมีแรงหนุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับวินัยการคลังมาโดยตลอด เริ่มผ่อนคลายนโยบายการใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้การขาดดุลงบประมาณน่าจะขึ้นไปใกล้ระดับ 4% ของ GDP ในช่วงทศวรรษข้างหน้า ขณะที่ งบประมาณด้านกลาโหมของประเทศในสหภาพยุโรป (EU) ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 1.5% ของ GDP เมื่อปี 2024 มาอยู่ที่ราว 2% ภายในปี 2027

(่อ่านบทวิเคราะห์เศรษฐกิจยุโรปเพิ่มเติมได้ที่ CIO Insights: นโยบายการคลังจะช่วยติดเครื่องเศรษฐกิจยุโรปได้จริงหรือไม่?)

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email