Weekly Buzz: ผู้ชนะจาก AI ไม่ได้มีแค่ Big Tech อีกต่อไป

06 March 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

จนถึงขณะนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากยุคทองของ AI คือบริษัทที่สร้างเทคโนโลยีนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิป ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี แต่ปัจจุบัน อิทธิพลของ AI กำลังเริ่มแผ่ขยายออกไปนอกกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี

เกิดอะไรขึ้น?

กลุ่ม Big Tech มีแผนจะทุ่มงบประมาณราว 630,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับ AI ในปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ให้ลองนึกถึงโครงข่ายไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์อุตสาหกรรมต่างๆ เพราะสำหรับทุกบริษัทที่กำลังสร้างโมเดล AI ก็จะต้องมีบริษัทอื่นที่คอยเทคอนกรีต ปรับปรุงระบบไฟฟ้า และวางระบบสายไฟในอาคารเพื่อให้โมเดลเหล่านั้นทำงานได้

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการนำ AI มาใช้งานจริงในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยบริษัทมากมายกำลังนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่ม Productivity ลดต้นทุน และเพิ่ม Margin กำไรให้สูงขึ้น เช่น Block ที่เพิ่งประกาศลดพนักงานลงราว 40% เมื่อสัปดาห์ก่อน หลังเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งเป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นในวงกว้าง ตัวอย่างเช่น Amazon ที่ระบุว่าการเลิกจ้างพนักงานในช่วงที่ผ่านมามีความเชื่อมโยงกับการนำ AI มาใช้

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ผลกระทบในลำดับถัดมา’ (Second-order Effects) ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI หรือบริษัทที่ใช้ AI เพื่อความคล่องตัวในการทำธุรกิจ ดังนั้น โอกาสในการลงทุนจึงกำลังขยายตัวไปสู่บริษัทต่างๆ ที่ AI เริ่มส่งผลต่อตัวเลขกำไรจริงๆ ไม่ใช่แค่การโฆษณาเท่านั้น

Key Takeaway

ปัจจุบัน การเติบโตที่เกิดจาก AI เริ่มแผ่ขยายไปยังบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมและพลังงานที่ดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงกลุ่มธุรกิจอื่นๆ เช่น Healthcare ที่ AI กำลังเข้ามาเร่งกระบวนการวิจัยและเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ

เมื่อมีธีมการลงทุนขนาดใหญ่ที่กำลังขับเคลื่อนตลาด จุดสนใจก็มักตกอยู่ที่บริษัทที่โดดเด่นที่สุดเพียงไม่กี่ราย แต่โอกาสที่กำลังเกิดขึ้นจาก AI ภายนอกจุดสนใจนั้น ก็เป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

(หากคุณกำลังมองหาวิธีง่ายๆ ในการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ ลองดู Flexible Portfolio ของเรา)

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: การตอบสนองของตลาดต่อความขัดแย้งในอิหร่านจนถึงขณะนี้

ไม่กี่วันหลังจากที่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตลาดก็เริ่มมีเวลาในการตอบรับและปรับตัว แม้สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่การตอบสนองของตลาดจนถึงขณะนี้ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ ‘พอประมาณ’

ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงถึง 1.2% ในวันจันทร์ (2 ก.พ.) ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาปิดลบเล็กน้อย ส่วนวันอังคาร มีการเทขายที่รุนแรงขึ้นโดยดัชนี Dow Jones ร่วงลงถึง 400 จุด อย่างไรก็ตาม ภายในวันพุธ S&P 500 สามารถดีดตัวกลับมา +0.8% ล้างการปรับตัวลงก่อนหน้านี้ได้เกือบทั้งหมด

ขณะที่ ราคาน้ำมันยังเป็นตัวแปรสำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 83 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ก่อนจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ฯ ภายในวันพุธ ทั้งนี้ ประธานาธิบดี Trump ได้พยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดด้วยการเสนอประกันภัยให้กับสายการเดินเรือที่ปฏิบัติงานในอ่าวเปอร์เซีย และส่งสัญญาณว่ากองทัพเรือสหรัฐอาจทำหน้าที่คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ตลาดฟื้นตัวคือตัวเลขเศรษฐกิจชุดใหม่ โดยภาคบริการ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจสหรัฐ ขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2022 ในช่วงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ การจ้างงานภาคเอกชนยังสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีการเพิ่มตำแหน่งงานถึง 63,000 ตำแหน่ง ซึ่งปรับตัวดีขึ้นอย่างมากจากตัวเลขในเดือน ม.ค. ที่ถูกปรับเหลือเพียง 11,000 ตำแหน่ง โดยตลาดแรงงานที่มั่นคงเช่นนี้ช่วยสร้างฐานที่แข็งแกร่งให้กับการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลไกหลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ท่ามกลางความผันผวน นักลงทุนต้องไม่ลืมว่าตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวตามข่าวพาดหัวเพียงอย่างเดียว แต่เคลื่อนไหวตามผลกระทบที่มีต่อปัจจัยพื้นฐานด้วย เช่น กำไรของบริษัทและการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนในหลากหลายภูมิภาคและสินทรัพย์ ถูกสร้างมาเพื่อรับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะในขณะที่หุ้นปรับตัวลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ ทองคำและตราสารหนี้ก็ได้ทำหน้าที่เป็น ‘กันชน’ ที่ช่วยลดแรงกระแทกให้กับพอร์ตได้เป็นอย่างดี

(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับความขัดแย้งในอิหร่านและผลกระทบที่มีต่อพอร์ตของคุณได้ที่นี่)


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email