Weekly Buzz

Weekly Buzz: ผู้ชนะจาก AI ไม่ได้มีแค่ Big Tech อีกต่อไป

06 March 2026
Weekly Buzz

จนถึงขณะนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากยุคทองของ AI คือบริษัทที่สร้างเทคโนโลยีนี้ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิป ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี แต่ปัจจุบัน อิทธิพลของ AI กำลังเริ่มแผ่ขยายออกไปนอกกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี

เกิดอะไรขึ้น?

กลุ่ม Big Tech มีแผนจะทุ่มงบประมาณราว 630,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับ AI ในปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ให้ลองนึกถึงโครงข่ายไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์อุตสาหกรรมต่างๆ เพราะสำหรับทุกบริษัทที่กำลังสร้างโมเดล AI ก็จะต้องมีบริษัทอื่นที่คอยเทคอนกรีต ปรับปรุงระบบไฟฟ้า และวางระบบสายไฟในอาคารเพื่อให้โมเดลเหล่านั้นทำงานได้

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการนำ AI มาใช้งานจริงในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยบริษัทมากมายกำลังนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่ม Productivity ลดต้นทุน และเพิ่ม Margin กำไรให้สูงขึ้น เช่น Block ที่เพิ่งประกาศลดพนักงานลงราว 40% เมื่อสัปดาห์ก่อน หลังเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งเป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นในวงกว้าง ตัวอย่างเช่น Amazon ที่ระบุว่าการเลิกจ้างพนักงานในช่วงที่ผ่านมามีความเชื่อมโยงกับการนำ AI มาใช้

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ผลกระทบในลำดับถัดมา’ (Second-order Effects) ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI หรือบริษัทที่ใช้ AI เพื่อความคล่องตัวในการทำธุรกิจ ดังนั้น โอกาสในการลงทุนจึงกำลังขยายตัวไปสู่บริษัทต่างๆ ที่ AI เริ่มส่งผลต่อตัวเลขกำไรจริงๆ ไม่ใช่แค่การโฆษณาเท่านั้น

Key Takeaway

ปัจจุบัน การเติบโตที่เกิดจาก AI เริ่มแผ่ขยายไปยังบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมและพลังงานที่ดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงกลุ่มธุรกิจอื่นๆ เช่น Healthcare ที่ AI กำลังเข้ามาเร่งกระบวนการวิจัยและเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ

เมื่อมีธีมการลงทุนขนาดใหญ่ที่กำลังขับเคลื่อนตลาด จุดสนใจก็มักตกอยู่ที่บริษัทที่โดดเด่นที่สุดเพียงไม่กี่ราย แต่โอกาสที่กำลังเกิดขึ้นจาก AI ภายนอกจุดสนใจนั้น ก็เป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

(หากคุณกำลังมองหาวิธีง่ายๆ ในการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ ลองดู Flexible Portfolio ของเรา)

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ: การตอบสนองของตลาดต่อความขัดแย้งในอิหร่านจนถึงขณะนี้

ไม่กี่วันหลังจากที่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตลาดก็เริ่มมีเวลาในการตอบรับและปรับตัว แม้สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่การตอบสนองของตลาดจนถึงขณะนี้ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ ‘พอประมาณ’

ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงถึง 1.2% ในวันจันทร์ (2 ก.พ.) ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาปิดลบเล็กน้อย ส่วนวันอังคาร มีการเทขายที่รุนแรงขึ้นโดยดัชนี Dow Jones ร่วงลงถึง 400 จุด อย่างไรก็ตาม ภายในวันพุธ S&P 500 สามารถดีดตัวกลับมา +0.8% ล้างการปรับตัวลงก่อนหน้านี้ได้เกือบทั้งหมด

ขณะที่ ราคาน้ำมันยังเป็นตัวแปรสำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 83 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ก่อนจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ฯ ภายในวันพุธ ทั้งนี้ ประธานาธิบดี Trump ได้พยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดด้วยการเสนอประกันภัยให้กับสายการเดินเรือที่ปฏิบัติงานในอ่าวเปอร์เซีย และส่งสัญญาณว่ากองทัพเรือสหรัฐอาจทำหน้าที่คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ตลาดฟื้นตัวคือตัวเลขเศรษฐกิจชุดใหม่ โดยภาคบริการ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจสหรัฐ ขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2022 ในช่วงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ การจ้างงานภาคเอกชนยังสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีการเพิ่มตำแหน่งงานถึง 63,000 ตำแหน่ง ซึ่งปรับตัวดีขึ้นอย่างมากจากตัวเลขในเดือน ม.ค. ที่ถูกปรับเหลือเพียง 11,000 ตำแหน่ง โดยตลาดแรงงานที่มั่นคงเช่นนี้ช่วยสร้างฐานที่แข็งแกร่งให้กับการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลไกหลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ท่ามกลางความผันผวน นักลงทุนต้องไม่ลืมว่าตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวตามข่าวพาดหัวเพียงอย่างเดียว แต่เคลื่อนไหวตามผลกระทบที่มีต่อปัจจัยพื้นฐานด้วย เช่น กำไรของบริษัทและการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนในหลากหลายภูมิภาคและสินทรัพย์ ถูกสร้างมาเพื่อรับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะในขณะที่หุ้นปรับตัวลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ ทองคำและตราสารหนี้ก็ได้ทำหน้าที่เป็น ‘กันชน’ ที่ช่วยลดแรงกระแทกให้กับพอร์ตได้เป็นอย่างดี

(อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับความขัดแย้งในอิหร่านและผลกระทบที่มีต่อพอร์ตของคุณได้ที่นี่)


แชร์บทความนี้