Weekly Buzz: สหรัฐเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำ

20 February 2026

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

โมเดล GDPNow ของ Fed สาขา Atlanta ซึ่งอัปเดตแบบ Real-time ชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ 3.7% ต่อปีใน Q4/2025 อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นตัวเลขดังกล่าว โดยคาดการณ์การเติบโตที่ชะลอตัวลงอยู่ที่ราว 2.5% ซึ่งความกังวลเหล่านี้ก็มีเหตุผลรองรับ

เกิดอะไรขึ้น?

ยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ค่อนข้างทรงตัว สะท้อนว่าผู้บริโภค ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อน 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจสหรัฐ เริ่มลดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตลงในช่วงปลายปี ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าชาวอเมริกันใช้จ่ายมากแค่ไหน แต่คือมีคนจำนวนมากแค่ไหนที่ยังใช้จ่ายอยู่?

ที่ผ่านมา การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับผู้บริโภคที่มีฐานะดี ทำให้พวกเขายังคงมีความมั่นใจในการใช้จ่าย ทั้งการท่องเที่ยว รับประทานอาหารนอกบ้าน และการใช้จ่ายเพื่อความสุขต่างๆ ในขณะที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ซึ่งพึ่งพารายได้จากค่าแรงมากกว่าผลตอบแทนจากการลงทุน ไม่ได้มี ‘กันชนทางการเงิน’ แบบเดียวกัน

ความแตกต่างนี้กำลังนำไปสู่การพูดถึงแนวคิด ‘เศรษฐกิจรูปตัว K’ (K-shaped economy) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่คนฐานะดี (รวมถึงนักลงทุน) มีเงินในมือมากขึ้น ขณะที่คนกลุ่มอื่นกลับเผชิญกับสถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่ลง

ปัจจุบัน กลุ่มคนอเมริกันที่ร่ำรวยที่สุด 10% มีสัดส่วนการใช้จ่ายคิดเป็น 50% ของการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 1989 และสูงกว่าระดับ 36% เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน อย่างมีนัยสำคัญ

ในทางกลับกัน ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกำลังเผชิญกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น โดยอัตราการผิดนัดชำระหนี้สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย บัตรเครดิต และสินเชื่อครัวเรือนประเภทอื่นๆ พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 4.8% ในไตรมาสล่าสุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2017

Key Takeaway

แม้ว่าสหรัฐจะเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ก็ยังมีปัจจัยสนับสนุนจำนวนมาก โดยสหรัฐยังคงมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 130,000 ตำแหน่งในเดือน ม.ค. ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เกือบ 2 เท่า ขณะที่อัตราการว่างงานลดลง และค่าจ้างก็เพิ่มขึ้นเร็วกว่าคาด ซึ่งสำหรับนักลงทุน การกระจายการลงทุนทั้งในสหรัฐและตลาดโลก จะช่วยให้คุณพร้อมคว้าโอกาสเติบโต ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในภูมิภาคใดก็ตาม

(หากคุณกำลังมองหาพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีทั่วโลก ลองดูพอร์ต General Investing ของเรา) 

Investor’s Corner: สงคราม AI ยังเดือด

ลองจินตนาการถึงการใช้เงิน 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ทุกวันเป็นเวลา 1 ปีเต็ม นั่นคือแผนการใช้จ่ายโดยประมาณของ 4 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ได้แก่ Alphabet, Meta, Amazon และ Microsoft โดยรวมแล้ว บริษัทเหล่านี้คาดว่ารายจ่ายด้านการลงทุน (Capex) จะสูงถึงราว 630,000 ล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2026 หรือเพิ่มขึ้นราว 60% จากปีที่ผ่านมา

เงินส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในสิ่งที่หลายคนคาดไว้ นั่นก็คือ Data Centre และอุปกรณ์จำนวนมากที่จำเป็นต่อการรองรับระบบเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงชิปเฉพาะทางสำหรับฝึกและประมวลผลโมเดล AI ขั้นสูง อุปกรณ์เครือข่าย และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น Bloomberg ได้ประเมินว่า 21 บริษัทขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐ เช่น ผู้ผลิตรถยนต์ บริษัทด้านกลาโหม และบริษัทพลังงาน จะมีรายจ่ายด้านการลงทุนรวมกันแค่ 180,000 ล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2026 หมายความว่า 4 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่มีแผนใช้จ่ายรวมกันมากกว่า 21 บริษัทถึง 3 เท่า

ในช่วงแรกของเทรนด์ AI นักลงทุนมองการเพิ่มการใช้จ่ายในเชิงบวก อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นดังกล่าวอาจเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่ารายได้จาก AI จะเติบโตมากพอที่จะรองรับระดับการลงทุนมหาศาลนี้หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 4 บริษัทนี้ยังคงมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยถือเงินสดรวมกันมากกว่า 420,000 ล้านดอลลาร์ฯ และสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ได้เกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์ฯ เมื่อปีที่แล้ว ดังนั้น แม้ว่าการลงทุนจะดูสูงมาก แต่ก็แตกต่างจากภาวะฟองสบู่ในอดีต เพราะบริษัทเหล่านี้ยังคงมีผลกำไรสูง มีเงินสดจำนวนมาก และมี Demand จริงสำหรับเทคโนโลยีที่พวกเขากำลังพัฒนา

(หากคุณต้องการจัดพอร์ตกลุ่ม Big Tech ด้วยตัวเอง ลองดู Flexible Portfolio ของเรา )

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize

Simply Finance: Capital Expenditure

Capital Expenditure หรือ Capex คือ เงินที่บริษัทใช้เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว เช่น อาคาร เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยไม่รวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประจำวัน เช่น เงินเดือนหรือค่าเช่า


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email