Weekly Buzz: พอร์ตของคุณกระจายความเสี่ยงมากพอหรือยัง? 📊

29 August 2025

แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

อยากอ่านเพิ่ม?

เราหวังว่าคุณจะได้ประโยชน์ จากบทความของเรา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนอีกหลายแสนคนที่ต้องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสมัครรับบทความและบทวิเคราะห์ของเราที่จะส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

หุ้น 10 อันดับแรกของดัชนี S&P 500 ตอนนี้มีน้ำหนักรวมกันเกือบ 40% ของทั้งดัชนี พูดอีกอย่างก็คือ ถ้าคุณลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ พอร์ตของคุณอาจขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทเพียงไม่กี่ราย ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อคุณต้องการกระจายการลงทุน

เกิดอะไรขึ้น?

ปกติแล้ว หากดัชนีถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเพียงไม่กี่ตัว นักลงทุนก็มักจะระมัดระวังมากขึ้น เพราะถ้าหุ้นตัวใดสะดุด ก็อาจฉุดทั้งตลาดลงไปได้ แต่ในความเป็นจริงตอนนี้กลับตรงกันข้าม เงินลงทุนยังคงไหลเข้าสู่หุ้นยักษ์ใหญ่ตัวเดิมๆ ทั้งที่ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวยิ่งเพิ่มขึ้น

การลงทุนทั่วโลกอาจช่วยได้บ้าง แต่ก็ไม่มากอย่างที่คิด เพราะดัชนีหุ้นทั่วโลกมีการพึ่งพาหุ้นสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบัน หุ้นสหรัฐคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของดัชนี MSCI All-Country World Index เพิ่มขึ้นจาก 1 ใน 3 ในช่วงทศวรรษ 1980

จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของตลาด แต่เป็นธรรมชาติของดัชนีที่ให้น้ำหนักตาม Market Cap เพราะเมื่อบริษัทอย่าง Apple Microsoft หรือกลุ่ม Magnificent Seven ใดๆ มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น น้ำหนักของพวกเขาในดัชนีก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่การถือหุ้นคุณภาพดีเหล่านี้ แต่อยู่ที่การสร้างพอร์ตที่ไม่พึ่งพาสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากจนเกินไป

ส่งผลอย่างไรต่อนักลงทุน?

การถือหุ้นหลายร้อยตัวอาจไม่ได้ช่วยอะไรมาก หากหุ้นเหล่านั้นเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด โดยพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีนั้นต้องประกอบไปด้วยสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่ตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ หรือแม้แต่สกุลเงิน

เนื่องจากสินทรัพย์แต่ละประเภทไม่ได้ขึ้นลงพร้อมกันเสมอไป และนั่นคือประเด็นสำคัญ การกระจายความเสี่ยงไม่ใช่แค่การใส่หุ้นเข้าพอร์ตมาอีกตัว แต่คือการลดการเผชิญความเสี่ยงที่ซ้ำซ้อนกันต่างหาก โดยในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยหุ้นไม่กี่ตัวอย่างทุกวันนี้ การสร้างสมดุลจึงสำคัญกว่าที่เคย

(หากคุณกำลังมองหาพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีในหลากหลายสินทรัพย์ ลองดูพอร์ต General Investing ของเรา)

เนื้อหาในส่วนนี้เขียนขึ้นร่วมกับ Finimize

💡 Investor’s Corner: กลุ่ม Healthcare อาจเริ่มฟื้นตัว

ในช่วงหลังมานี้ หุ้นกลุ่ม Healthcare มักถูกมองข้าม เห็นได้จากผลการดำเนินงานที่ตามหลังดัชนี S&P 500 มาตั้งแต่ปลายปี 2023 โดยปัจจุบันหุ้นกลุ่มนี้มีค่า Forward P/E เพียง 16 เท่า เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่ 22 เท่า ซึ่งถือเป็นส่วนลดที่มากที่สุดตั้งแต่ทศวรรษ 1990

นอกจากแรงกดดันหลังสิ้นสุดยุค COVID แล้ว สาเหตุสำคัญคือ เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด ทำให้นักลงทุนหันไปโฟกัสหุ้น Growth แทนที่จะเลือกหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง Healthcare อย่างไรก็ตาม เมื่อ Valuation ถูกปรับลง แต่ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง นักลงทุนก็เริ่มกลับมาให้ความสนใจหุ้นกลุ่มนี้อีกครั้ง โดยล่าสุด Warren Buffett เพิ่งเปิดเผยว่าได้ลงทุนครั้งใหญ่ใน UnitedHealth บริษัทประกันสุขภาพรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ

ปัจจัยพื้นฐานของกลุ่ม Healthcare ยังไม่ได้หายไปไหน โดยปัจจุบัน สังคมผู้สูงอายุในประเทศพัฒนาแล้ว และอัตราการเกิดโรคเรื้อรังที่สูงขึ้น ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อน Demand ในกลุ่ม Healthcare ขณะเดียวกัน นวัตกรรมทางการแพทย์ก็กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบวิธีรักษาโรคเบาหวาน หรือการใช้ AI ที่ช่วยร่นระยะเวลาการค้นคว้ายาใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของบริษัทยา ดังนั้น เมื่อรวมคุณสมบัติการเป็นหุ้น Defensive กับศักยภาพด้านนวัตกรรม ทำให้กลุ่ม Healthcare กลายเป็นอีกทางเลือกในการกระจายการลงทุนที่ดี โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเพียงไม่กี่ตัว

(อ่านเพิ่มเติมได้ใน CIO Insights: จับชีพจรกลุ่มธุรกิจ Healthcare และหากคุณต้องการมีส่วนร่วมกับโอกาสในครั้งนี้ ลองดู ธีม Healthcare Innovation ภายใต้ Thematic Portfolio ของเรา)

📖 รอบรู้เรื่องลงทุน: หุ้นกลุ่ม Nifty Fifty

หุ้นกลุ่ม Magnificent Seven ไม่ใช่หุ้นกลุ่มแรกที่โดดเด่นกว่าหุ้นตัวอื่นๆ ในตลาด โดยย้อนกลับไปช่วงปลายทศวรรษ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 นักลงทุนเคยยกย่องหุ้นกลุ่ม ‘Nifty Fifty’ ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Coca-Cola, Polaroid, IBM, McDonald's และ Disney โดยทั้งหมดถูกมองว่าน่าเชื่อถือมากจนคุณสามารถ ‘ซื้อแล้วถือไปตลอดชีวิต’ ได้

เช่นเดียวกับกลุ่ม Magnificent Seven ในปัจจุบัน บริษัทเหล่านี้ก็เคยมีมูลค่าสูงกว่าหุ้นตัวอื่นๆ มาก แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ก็แตกต่างกันออกไป หุ้นบางตัว เช่น Polaroid ก็เลือนหายไปตามกาลเวลาเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง ขณะที่บางราย เช่น McDonald’s และ Johnson & Johnson สามารถเติบโตต่อเนื่องและสะสมมูลค่ามาได้จนถึงทุกวันนี้


แชร์บทความนี้

  • linkedin
  • facebook
  • twitter
  • email

อยากอ่านเพิ่ม?

เราหวังว่าคุณจะได้ประโยชน์ จากบทความของเรา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คนอีกหลายแสนคนที่ต้องการวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนด้วยการสมัครรับบทความและบทวิเคราะห์ของเราที่จะส่งตรงถึงอีเมลของคุณ